NSTDA – สวทช. เตรียมแซนด์บ็อก ‘Food Surplus Credit’ เปลี่ยนอาหารส่วนเกิน เป็นคาร์บอนเครดิต พร้อมผนึกความร่วมมือระดับภูมิภาค ต่อยอดจาก T-VER สู่ ACI ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย
หลังขับเคลื่อนโครงการ Thailand’s Food Bank มากว่า 2 ปี จนปัจจุบันสามารถกระจายเครือข่ายทั่วประเทศได้แล้วใน 10 จัวหวัดทั่วประเทศ
พร้อมความสำเร็จครั้งล่าสุด เมื่อ สวทช. ต่อยอด Thailand’s Food Bank ด้วยการพัฒนาระเบียบวิธี T-VER (T-VER-S-METH-09-09) เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิต และทาง อบก. ได้รับการรับรองระเบียบวิธีดังกล่าวนี้เรียบร้อยแล้ว
และในปีงบประมาณ 2570 ที่จะถึงนี้ สวทช โดยโครงการ Thailand’s Food Bank และ TIIS (สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) เอ็มเทค สวทช. เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่องทดลองโปรเจ็กต์ ‘The Food Surplus Credit’ ร่วมกับกลุ่มที่ทำงานด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน และพันธมิตร เบื้องต้น 3-5 ราย อาทิ มูลนิธิ SOS Thailand , มูลนิธิ VV Share (วีวี แชร์) และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารชั้นนำในประเทศ ร่วมนำร่องทดลอง T-VER-S-METH-09-09 เพื่อศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ เมื่อนำไปใช้งานจริง ก่อนจะขยายผลเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคต
สำหรับ ‘ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ตามมาตรฐาน T-VER ถือเป็นคร้ังแรกของประเทศไทยในการมีคาร์บอนเครดิตจากโครงการอาหารส่วนเกิน และจะกลายเป็นอีกหนึ่ง กลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธิที่ทำภารกิจด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกิน มีรายได้เพิ่มเติมจากคาร์บอนเครดิต ภายใต้การได้มาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้
หลักการคำนวณจะคิดจาก ‘ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้’ จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย ‘คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง’ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร น้ำมันจากการขนส่งเพื่อส่งต่ออาหารตามระยะทาง หรือกระบวนการในการนำอาหารที่ได้รับมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกลุ่มใช้ครั้งเดียว (Single-use) เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส
โดยอาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันส่วนต่างของอาหารที่กอบกู้ได้ราว 2,000 ตันต่อปี กับปริมาณอาหารส่วนเกินที่มีกว่า 4 ล้านตันต่อปีนั้น มีช่องว่างที่ต่างกันอย่างมาก เนื่องจาก ประเทศไทยยังมีกำแพงสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการบริจาคอาหารให้เติบโตได้มากนัก โดยเฉพาะกำแพงสำคัญเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายของผู้บริจาคอาหาร เนื่องจาก กฎหมายประเทศไทย ยังตีความการบริจาคอาหารโดยเฉพาะในกลุ่มที่มี VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการจำหน่าย ทำให้ผู้บริจาคต้องเสีย VAT สำหรับอาหารที่นำมาบริจาคเพิ่มเติม หรือกำหนดเพดานการบริจาคไว้ได้ที่ราว 2% ของกำไรสุทธิ ทำให้ปริมาณของที่บริจาคมีจำกัด และส่วนใหญ่กว่า 90% ของอาหารที่นำมาบริจาคจะเป็นกลุ่ม Non-VAT เช่น อาหารสด หรือสินค้าการเกษตรต่างๆ ขณะที่ปริมาณอาหารรูปแบบอื่นๆ ทีมี่จำนวนมากกว่า แต่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ทำให้สุดท้ายผู้ประกอบการเลือกที่จะทำลายทิ้ง และต้องกลายเป็นขยะอาหารในหลุมฝังกลบในที่สุด
ดังน้ัน เพื่อลดกำแพงเหล่านี้ ทาง สวทช. ได้เร่งผลักดันโดยทำหนังสือ ผ่านทางปลัดกระทรวง อว. เพื่อนำส่งมอบให้ทางปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการที่บริจาคอาหารให้มูลนิธิฯ หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ได้รับสิทธิการยกเว้น VAT หรือได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่ากับการทำลายอาหาร
ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกัน เพื่อประเมินความรัดกุม และความโปร่งใสในการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าหากสามารถหาแนวทางการดำเนินการร่วมกันได้ น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ หรืออาจจะเริ่มนำร่องในอาหารบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารสด เพื่อศึกษาข้อมูลและแนวทางดำเนินการเพื่อเป็นต้นแบบก่อนจะสามารถขยายผลไปยังกลุ่มอาหารอื่นๆ เพิมเติมในอนาคต
ที่มา: SD Thailand, https://www.facebook.com/share/p/1L7Vi5V3ou/?mibextid=wwXIfr