2. แผนกลยุทธ์ สวทช. ฉบับที่ 4 (2550-2554)
Last Updated on Monday, 31 January 2011 12:41
แผนกลยุทธ์ สวทช. ฉบับที่ 4 ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2551 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานของ สวทช. ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2550 ถึง 2554 โดยให้ สวทช. สามารถปรับแผนในรายละเอียดได้เป็นระยะๆ (Rolling Plan) ตามกระแสที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จุดมุ่งเน้นในแผนกลยุทธ์ฉบับนี้ คือ การที่ สวทช. จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่สำคัญในการช่วยพัฒนาให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมฐานความรู้ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ให้เกิดผลกระทบทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่มองเห็นและรับรู้ได้ชัดเจน โดยจะดำเนินงานตามพันธกิจของ สวทช. อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ แผนกลยุทธ์ฉบับนี้ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเพื่อเน้นขับเคลื่อนประสิทธิภาพ ประสิทธิผลขององค์กรให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Balanced Scorecard เป็นเครื่องมือบริหารระดับองค์กร และช่วยในการกำหนดกลยุทธ์และแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างมีทิศทาง สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยจัดทำเป็นแผนที่กลยุทธ์ที่ระบุวัตถุประสงค์ (เชิงกลยุทธ์) ในการดำเนินงานรวมทั้งหมด 9 วัตถุประสงค์ ในมุมมองต่างๆ 5 มุมมอง (รูปที่ 1) ที่เชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตลอดจนได้กำหนดเป้าหมายในแต่ละมุมมองเมื่อสิ้นสุดปีที่ 5 ของแผนกลยุทธ์ไว้ ดังนี้

รูปที่ 1 แผนที่กลยุทธ์ของ สวทช. ในปี 2550-2554
มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
-
สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่มองเห็นและรับรู้ได้ (S1) สวทช. จะสร้างผลงานที่สำเร็จและส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมองเห็น รับรู้ หรือได้ประโยชน์อย่างชัดเจน โดยสามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้ในปี 2554 ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน สวทช. (ค่าเป้าหมายผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่มองเห็นและรับรู้ได้ปีงบประมาณ 2554 คือ 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 1.46 เท่าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 จำนวน 6,860 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.5 เท่าของงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2554 จำนวน 4,023 ล้านบาท)
- สั่งสม และบริหารจัดการความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S2) ในปี 2554 สวทช. ตั้งเป้าหมายจะยื่นจดสิทธิบัตรให้ได้ถึงปีละ 300 เรื่อง โดยได้รับสิทธิบัตรไม่ต่ำกว่า 75 เรื่อง โดยมีจำนวนหน่วยงานที่นำผลงานวิจัยของ สวทช. ไปใช้ประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1,000 หน่วยงาน แต่ในปีงบประมาณ 2553 ที่ผ่านมา สวทช.สามารถยื่นจดสิทธิบัตรได้ 178 เรื่องเท่านั้น (จากค่าเป้าหมาย 230 สิทธิบัตร) และเห็นว่าการมุ่งจดสิทธิบัตรจำนวนมากจะมีภาระเชิงบริหารจัดการจำนวนมากทั้งที่ สวทช. และกรมทรัพย์สินทางปัญญา และจากการประเมินผล สวทช. เห็นว่า สวทช. ควรมุ่งจดสิทธิบัตรที่มีคุณค่าเชิงพาณิชย์ ดังนั้นในปีงบประมาณ 2554 ได้ตั้งค่าเป้าหมายสิทธิบัตรอยู่ที่ 200 เรื่อง โดยจะพยายามเพิ่มคุณค่าของสิทธิบัตรและพัฒนากลไกให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น นอกจากนี้ สวทช. ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะมีบทความที่ตีพิมพ์ ในวารสารทางวิชาการนานาชาติ 450 บทความต่อปี ซึ่ง สวทช. สามารถทำได้เกินเป้าหมายไปค่อนข้างมากแล้ว เพื่อให้สามารถจะใช้ทรัพยากรไปดำเนินการส่วนอื่นที่ยังไม่บรรลุผลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในปีงบประมาณ 2554 สวทช. จึงตั้งเป้าหมายที่จะผลิตบทความในวารสารวิชาการนานาชาติ 500 บทความ
ข้อมูลเพิ่มเติม : ปีงบประมาณ 2553 สวทช. มีผลงานที่นักวิจัยประสงค์จะยื่นขอรับสิทธิบัตร 324 ผลงานสามารถผ่านกระบวนการตรวจสอบและยื่นจดสิทธิบัตรได้ 178 เรื่องอนุสิทธิบัตร 53 เรื่องยื่นจดสิทธิบัตรต่างประเทศ 4 เรื่อง ในขณะที่ได้รับสิทธิบัตร 12 เรื่อง รวมเป็นสิทธิบัตรที่ได้รับสะสมตั้งแต่ปี 2550-2553 รวม 48 เรื่อง มีหน่วยงานที่นำไปใช้ประโยชน์ 86 หน่วยงาน และสะสมตั้งแต่ปี 2550-2553 เพียง 318 หน่วยงานจากที่ตั้งเป้าหมาย 1,000 หน่วยงาน
มุมมองพันธมิตร
- ขยายพันธมิตรทั้งภายในและต่างประเทศ (P1) ได้ตั้งเป้าหมายในแผนกลยุทธ์ 5 ปีไว้ว่า สวทช. ควรจะมีการดำเนินงานหรือสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญปีละกว่า 15 ราย มีจำนวนโครงการร่วมกันมากกว่า 15 โครงการ ซึ่งสวทช. ทำได้เกินกว่าเป้าหมายไปมากแล้ว (ปี 2553 คือ 540 โครงการ สะสมปี 2550 - 2553 จำนวน 1,691 โครงการแบบนับซ้ำ) ในปีงบประมาณ 2554 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายเป็นมูลค่าโครงการความร่วมมือกับพันธมิตร (ในแบบหุ้นส่วน) 470 ล้านบาท
มุมมองกระบวนการภายใน
-
สร้างความเป็นเลิศในการบริหารและดำเนินการวิจัยและพัฒนาแบบมืออาชีพ (I1) สวทช. จะมีความสามารถในการบริหารจัดการงานวิจัยและกระบวนการให้ทุนอุดหนุนงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ มีการพิจารณาข้อเสนอโครงการ ในด้านความสอดคล้องกับเป้าหมายของโปรแกรมของคลัสเตอร์ และความคุ้มค่าในทุกมิติอย่างเหมาะสม มีการติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิดทั้งระหว่างดำเนินการวิจัย (ระดับผลผลิต) และหลังเสร็จสิ้นงาน (ระดับผลลัพธ์และผลกระทบ) โดยสามารถ Benchmark กับหน่วยงานลักษณะเดียวกันได้
-
ปฏิรูประบบงานสนับสนุนให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน (I2) ระบบงานสนับสนุนภายใน สวทช. จะได้รับการทบทวนปรับปรุงโดยทำการ Benchmark ระหว่างหน่วยงานใน สวทช. และหน่วยงานลักษณะเดียวกัน มีมาตรฐานการปฏิบัติงาน มีข้อตกลงระดับคุณภาพของการบริการ (SLA) และดำเนินงานให้สอดคล้องกับระบบมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001, ISO/IEC 17025 และ มอก. 18001 มีระบบสารสนเทศที่ให้บริการติดตามการดำเนินงานแบบ online ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งพัฒนาระบบบริการแบบ Shared Services ในเรื่องของบุคคล การเงิน บัญชี พัสดุสำนักงาน อาคาร/สถานที่ บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ห้องสมุด และสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี
- สร้างเสริมกลไกการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในและภายนอกองค์กร (I3) สวทช. จะพัฒนาเชิงคุณภาพและปริมาณในการสื่อสารข่าวสาร ให้กับบุคคลภายนอก ให้ครอบคลุมงานทั้ง 4 พันธกิจ ได้แก่ (1) การวิจัย พัฒนา ออกแบบ และวิศวกรรม (2) การพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (3) การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตและชุมชน และ (4) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในสัดส่วน 55:15:15:15 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายใน ด้วยการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสื่อสารแบบทางเดียวและสองทาง สามารถศึกษา ค้นหาข้อมูลข่าวสารย้อนหลังได้อย่างสะดวก
มุมมองความสามารถขององค์กร
-
พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการความรู้ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (L1) สวทช. จะพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในด้าน เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายไร้สาย ระบบสำรอง/แผนฉุกเฉิน เครือข่ายเสมือน และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร ได้แก่ มีระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร ระบบบริหารบุคคล ระบบ Enterprise Content Management ระบบฐานข้อมูล และระบบจัดการความรู้ ที่เชื่อมโยงกัน
- พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรโดยเฉพาะผู้บริหารระดับกลาง (L2) จะพัฒนาให้เกิดการบริหารและพัฒนาบุคลากรด้วย 2 หลักการ คือ Performance-Based Management และ Competency-Based Management โดยเน้นการพัฒนาบุคลากรระดับกลางให้มีความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้น และการพัฒนาระบบหรือโครงสร้างการบริหารงานบุคคลที่เหมาะสมมารองรับ
มุมมองการเงิน
- แสวงหาและบริหารการเงินและสินทรัพย์อย่างมีผลิตภาพ (F1) ในปี 2554 สวทช. จะหารายได้จากเงินนอกงบประมาณได้ร้อยละ 25 ของรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้น ภายใต้แผนงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับอนุมัติจาก กวทช. มีการใช้ครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ร้อยละ 90 และมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีการใช้พื้นที่ในทุก อาคารไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 โดยเฉพาะอาคารที่มีวัตถุประสงค์ให้เกิดกิจกรรมร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ
สวทช. มีรูปแบบการดำเนินงานแบบโปรแกรม (Program based) เพื่อให้เกิดบูรณาการการดำเนินงานภายใน ให้สามารถตอบโจทย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของคลัสเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฝ่ายบริหารคลัสเตอร์และโปรแกรมวิจัยขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย เป้าหมาย ทิศทางในภาพรวม โดยมีศูนย์แห่งชาติทั้ง 4 ศูนย์ ดำเนินโครงการวิจัยที่ตอบสนองความต้องการของโปรแกรมและคลัสเตอร์ ทำให้เกิดการปรับทิศทางสำคัญในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาของ สวทช. เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่แผนกลยุทธ์ฉบับที่ 5 โดยทำการประเมินผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2549 – 2553 และพบว่า สวทช. ควรจะปรับการทำงานให้มีจุดเน้น (focus) มากขึ้น และให้ความสำคัญกับ
- การพัฒนากลไกการส่งมอบเพื่อให้ผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสาธารณประโยชน์ให้มากที่สุด
- การหาทรัพยากรมารองรับ โดยการกระตุ้นให้เอกชนลงทุนด้าน S&T และการเพิ่มรายได้จากงานวิจัยและพัฒนาและบริการ S&T
- การวางทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีฐาน วางรากฐานกำลังคน (นักวิจัย) และฐานความรู้ สำหรับการพัฒนาในระยะต่อไปให้มีความชัดเจน
ในปีงบประมาณ 2554 สวทช. จึงได้เตรียมการปรับแผนงานและทิศทางการดำเนินงาน เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือ สร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน และเพื่อรองรับการจัดทำแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 5 (2555-2559) โดยกำหนดคลัสเตอร์ที่จะมุ่งเป้า จำนวน
5 คลัสเตอร์ ได้แก่
5 คลัสเตอร์ ได้แก่
คลัสเตอร์ 1 : เกษตรและอาหาร
คลัสเตอร์ 2 : สุขภาพและการแพทย์
คลัสเตอร์ 3 : พลังงานและสิ่งแวดล้อม
คลัสเตอร์ 4 : ทรัพยากร ชุมชนและผู้ด้อยโอกาส
คลัสเตอร์ 5 : อุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ
และกำหนดให้มี กลุ่มโปรแกรม Cross Cutting Technology เพื่อใช้ในการต่อยอดเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาจากโปรแกรมวิจัยในอดีต หรือ Platform technology ในศูนย์แห่งชาติมาในระดับหนึ่ง ให้มีคุณค่า มีประโยชน์ พร้อมใช้ได้กับหลายคลัสเตอร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มีโปรแกรมงานที่จะพัฒนากลไกการส่งมอบผลงานสู่ผู้ใช้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมการผลิต (manufacturing) และวิศวกรรม (engineering) ร่วมกับการมีกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ สามารถเชื่อมโยงลูกค้ามายังหน่วยวิจัย (market to lab) และเชื่อมโยงหน่วยวิจัยไปยังลูกค้า (lab to market) มากขึ้น
ดังนั้น กลุ่มโปรแกรมทั้งหมดที่ สวทช. ดำเนินการสามารถจัดกลุ่มโปรแกรม ทั้งหมดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
กลุ่มโปรแกรมการวิจัยและพัฒนาตามคลัสเตอร์ แบ่งออกเป็น
(1) คลัสเตอร์วิจัยมุ่งเป้า หมายถึง งานที่ตอบสนองต่อโจทย์ที่มีความสำคัญหรือจำเป็นในระดับประเทศ และสร้างผลกระทบต่อภาคอุตสากรรมอย่างชัดเจน มีองค์ความรู้ที่จะนำมาต่อยอดและดำเนินการให้สำเร็จ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในจุดสำคัญของห่วงโซ่คุณค่า สามารถตอบอุปสงค์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงรายรับของ สวทช. พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะที่สร้างความสามารถในระยะกลางไปพร้อมกัน โดยมีกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาร่วมในการทำงานและทางการเงิน หรือกำหนดโจทย์ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมาย และหน่วยงานที่มีหน้าที่ขยายผล และ
(2) กลุ่มโปรแกรม Cross Cutting Technology หมายถึง งานที่ สวทช. ดำเนินการเพื่อตอบสนองนโยบายกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ 2 คลัสเตอร์
ขึ้นไป โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรในแง่การลงทุนร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่เฉพาะหน้า หรือเป็นการวิจัยประยุกต์ เพื่อนำองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ตลอดจนการวิจัยพื้นฐานเพื่อพัฒนาความรู้ และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
กลุ่มโปรแกรมวิจัยตามเทคโนโลยี หมายถึง สร้างและสั่งสมความรู้และทุนทางปัญญาในเทคโนโลยีที่สำคัญตามแนวโน้มเทคโนโลยี อันเป็นแนวทางสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ และเป็นคลังข้อมูลวิทยาการของประเทศ รวมไปถึงบูรณาการความสามารถของ สวทช. และเครือข่ายวิจัยของประเทศด้วย Technology road map (TRM) ที่มีความชัดเจน ภายใต้เวลาที่เหมาะสม สามารถวัดความสำเร็จเชิงกระบวนการบริหารจัดการ ที่ทำให้บรรลุผลตามเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างฐานเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือที่สำคัญในสาขาวิทยาการหลักของศูนย์แห่งชาติ ที่ต้องใช้เป็นฐานในการสร้างผลงานในรูปผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่สามารถตอบสนองความต้องการอุตสาหกรรมได้ในคลัสเตอร์ต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต คือ
(1) ด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ
(2) ด้านเทคโนโลยีโลหะและวัสดุ
(3) ด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และ
(4) ด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่งการวิจัยและพัฒนาภายใต้โปรแกรมเทคโนโลยีฐานนี้ จะดำเนินการต่อเนื่องไม่เกิน 5 ปี
(1) ด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ
(2) ด้านเทคโนโลยีโลหะและวัสดุ
(3) ด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และ
(4) ด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่งการวิจัยและพัฒนาภายใต้โปรแกรมเทคโนโลยีฐานนี้ จะดำเนินการต่อเนื่องไม่เกิน 5 ปี
กลุ่มโปรแกรมพันธกิจที่สำคัญ หมายถึง งานที่ สวทช. กำหนดขึ้นเพื่อสร้างฐานของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะยาว และเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถนำผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออกไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย โปรแกรมการพัฒนากำลังคนและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการสร้างและพัฒนาบุคลากรวิจัย ที่จะเป็นผู้สร้างความรู้และนวัตกรรมในอนาคต พร้อมกับสร้างความรู้ความเข้าใจ แก่เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป ให้ตระหนักถึงประโยชน์ของ ว และ ท และใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม โปรแกรมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนา ว และ ท ประกอบด้วย การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินงาน บำรุงรักษา และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โปรแกรมการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศเฉพาะด้าน โปรแกรมการบริการวิชาการและทดสอบ โปรแกรมการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โปรแกรมการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยี โปรแกรมการฝึกอบรม โปรแกรมการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ (Thailand Science Park และ Software Park) และ โปรแกรมการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย/การตลาด เพื่อให้ผลงานวิจัยไปถึงกลุ่มผู้ใช้ และเชื่อมโยงความต้องการกลับมาที่งานวิจัยได้อีกด้วย
Items details
- Hits: 943 clicks
- Average hits: 58.9 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info
| < Prev | Next > |
|---|



