Nation First เคล็ดลับบริหารคนเก่ง "สวทช."

    Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

      สิ่งที่ท้าทายองค์กรระดับชาติอย่างสำนักงาน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในชั่วโมงนี้ไม่เพียงแต่การนำเอาความสามารถอันเหนือชั้นด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีมาหนุนเสริมภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งบนเวที โลกเท่านั้น แต่องค์กรแห่งนี้ยังต้องดูแลคนระดับมันสมอง ของประเทศให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขด้วย

      การบริหารคนระดับหัวกะทิไม่ใช่เรื่องง่าย

      สวทช. จึงย่อยภารกิจงานออกเป็น 5 ศูนย์ใหญ่ๆ ศูนย์แรก ไบโอเทค พัฒนางานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์ที่สอง เอ็มเทค พัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่างๆ ศูนย์ที่สาม เนคเทค พัฒนาด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ศูนย์ที่สี่ นาโนเทค พัฒนางานด้านนาโนเทคโนโลยี และ ศูนย์ที่ห้า ทีเอ็มซี มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือนักวิจัยและบริษัทต่างๆ ในการนำผลงานการค้นพบและเทคโนโลยีต่างมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยทุกศูนย์จะต้องทำงานเชื่อมประสานรับลูกกันอย่างทันท่วงทีเพื่อให้งานที่ ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด

      ในขั้นแรก สวทช.เลือกที่จะนำแนวคิด Fast Forward มาเป็นธีมเพื่อแสดงให้เห็นถึงพันธกิจร่วมของทุกหน่วยงานภายใต้การบริหารงาน ของ สวทช. ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานวิทยาศาสตร์สาขาใดก็ตาม ทุกศูนย์ต้องทำงานร่วมกันภายใต้ครอบครัว สวทช.

      "ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล" รองผู้อำนวยการ สวทช. บอกถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ขององค์กรแห่งนี้ว่า ต่อไปประเทศไทยต้องสร้างสรรค์เทคโนโลยีของเราเองและหาวิธีปรับปรุงสิ่งต่างๆ ที่ผู้อื่นได้ทำไว้ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ดังนั้นคนของ สวทช. จะต้องรู้และเข้าใจความต้องการของประเทศในแต่ละสถานการณ์เพื่อนำมาเป็นโจทย์ แล้วลงไปทำวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ เหล่านั้น

      "หลักๆ คือ ต้องมองความต้องการของประเทศ ความต้องการของชุมชนในชนบท ความต้องการของประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชนแล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาตั้งเป็นโจทย์ แล้วดูว่างานวิจัยของ สวทช.หรืองานวิจัยของประเทศจะทำอะไรเพื่อตอบสนอง และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมเหล่านั้น"

      ต้องยอมรับว่าความเก่ง และความหลากหลายของคนใน สวทช. ที่มีกว่า 2,000 ชีวิตมานั่งทำงานด้วยกัน การหล่อหลอมให้เป็นหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละคนนั้นมีดีกรีปริญญาโท ปริญญาเอกพ่วงท้ายด้วยกันทั้งนั้น องค์กรแห่งนี้จึงต้องนำเอาค่านิยมหลัก (core values) 5 ตัวมาเป็นหลักยึดให้ทุกคน

      ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

      ค่านิยมหลักดังกล่าวประกอบด้วย

      NSTDA Nation First - การคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับอัตตาของตัวเอง เห็นถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเสียสละ เป็นเรื่องที่สำคัญมากเวลาพิจารณาเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ การเดินหน้าโครงการต่างๆ ต้องนึกถึงประเทศเป็นหลัก

      Science & Technology Excellence - การมุ่งเน้นในการสร้างความเป็นเลิศในสิ่งที่ทำ และรับผิดชอบศึกษาค้นคว้าเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เราจะคุยกันเสมอว่าองค์กรแห่งนี้ไม่มีคำว่าดีแล้ว พอแล้ว หรือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะเชื่อว่าทุกอย่างสามารถพัฒนาให้ดีกว่านี้ได้ สามารถที่จะทำให้ถูกต้องแม่นยำ มีประโยชน์และมีประสิทธิ ภาพมากขึ้นไปอีกได้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้คนของ สวทช.ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเสมอ

      Teamwork - การทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งต้องมีปัจจัยหลายอย่าง ประกอบเข้าไป เช่น ความพร้อมที่จะเปิดใจรับฟัง การกล้าวิพากษ์อย่าง สร้างสรรค์ และมีการสื่อสาร 2 ทาง

      เรื่องการทำงานเป็นทีมถือว่าสำคัญมากเพราะ ว่าการพัฒนาทางด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลักสำคัญนอกจากเงินทุน แล้วบุคลากรวิจัยยังถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งในประเทศไทยยังถือว่ามีจำนวนน้อย นักวิจัยของสวทช. ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยภายนอก มหาวิทยาลัยข้างนอก โดยดูโจทย์ของประเทศเป็นหลัก ดังนั้นผลงานหลายอย่างที่ออกมาจึงอาจไม่ใช่ผลงานของ สวทช. เพียงหน่วยงานเดียวแต่เป็นงานที่ทำร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ

      Deliverability - ความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบงานที่มีคุณภาพ ให้ได้ตามคำมั่นสัญญา โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนทำงานด้วยความกระตือรือร้น และเน้นความคล่องตัว ไม่ว่างานวิจัยนั้นจะสำเร็จหรือว่าล้มเหลวก็ต้องทำให้เสร็จตามกำหนดระยะเวลา เพราะความต้องการบางครั้งรอไม่ได้

      Accountability - ความมีจริยธรรม จรรยาบรรณ ความโปร่งใส และกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ สวทช.เน้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจรรยาบรรณของวิชาชีพนักวิจัย

      "ดร.ณรงค์" ยอมรับว่า ค่านิยมหลักทั้ง 5 ตัวนี่แหละคือยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมคนระดับหัวกะทิให้ก้าวเดินไปในแนว ทางเดียวกัน และทำให้องค์กรแห่งนี้แข็งแกร่ง ดังนั้น สวทช.จึงต้องคอยตรวจสอบอยู่เสมอว่าพนักงานปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรอย่าง สม่ำเสมอหรือไม่ เพราะไม่ว่าคนใดในองค์กรจะเดินจากไป แต่วัฒนธรรมองค์กรที่ฝังลึกในตัวนักวิจัยจะหลอมให้คนใหม่ที่เดินเข้ามาเดิน ตามเป้าหมายองค์กรที่ได้วางไว้

      หากหันไปมองการบริหารทรัพยากรขององค์กร ต่างๆ แทบทุกองค์กรในประเทศไทยจะพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาคนดี คนเก่งไว้กับองค์กร แต่สำหรับ สวทช.แล้วตรงกันข้าม เพราะองค์กรแห่งนี้ยึดหลัก Nation First บุคลากรที่พัฒนาขึ้นมาจะไปผลิตงานวิจัยให้กับองค์กรภาครัฐ หรือในมหาวิทยาลัย หรือในองค์กรเอกชน ก็ถือว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศเช่นกัน

      ฉะนั้นเวลาพูดถึงการเทิร์นโอเวอร์ของนักวิจัยองค์กรนี้ ผู้บริหารจึงพูดติดตลกว่า "เทิร์นโอเวอร์ของหน่วยงานเราน้อยเกินไปหรือเปล่า"

      สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากการพัฒนาบุคลากรแล้วกระจายออกไปสู่องค์กรต่างๆ เป็นเสมือนอีกหนึ่งภารกิจขององค์กรแห่งนี้

      เมื่อพูดถึงนักวิจัย สวทช.รู้ดีว่าการดูแลให้คนเหล่านี้อยู่กับองค์กรนานๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

      "เงินอาจเป็นส่วนหนึ่งในการดึงดูดให้คน เหล่านี้ทำงานกับองค์กร แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือบรรยากาศการวิจัย บรรยากาศการทำงาน คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะพิเศษในการใช้ชีวิต ทั้งวิธีคิด การสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ทาง สวทช. ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ เหล่านี้ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนให้นักวิจัยนำเสนอผลงาน เข้าร่วมการประชุมวิชาการต่างๆ เพื่อให้รับรู้ถึงความคืบหน้าด้านเทคโนโลยีต่างๆ"

      ที่ผ่านมา สวทช. ลงทุนด้านไอทีสูงมาก นักวิจัยสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกสถานที่ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน หรือแม้อยู่ต่างประเทศก็สามารถทำงานได้ โดยจะมีข้อมูลทุกด้านไว้คอยซัพพอร์ต

      นอกจากนั้นทาง สวทช.ยังประสานความร่วมมือไปยังองค์กรวิจัยต่างๆ ทั้งในและต่าง ประเทศและมีการประชุมวิชาการทุกปีเพื่อนำผลงานของบุคลากรวิจัยไปเผยแพร่ให้ กับบุคคลภายนอก มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภาคอุตสาหกรรม และยังมีการส่งนักวิจัยไปเรียนรู้ระบบวิจัยใหม่ๆ กับองค์กรวิจัยในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ

      สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่องค์กรแห่งนี้ ต้องดูแล คือเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน จัดแคเรียพาร์ต (career path) ให้ทุกคนมีโอกาสเติบโตทั้งด้านการวิจัยและด้านการบริหาร

      เหนือสิ่งอื่นใดองค์กรต้องเข้าใจว่าบุคลากร ของเรามีความต้องการอะไร ตลาดต้องการอะไร การแข่งขันของตลาดเป็นอย่างไรแล้วเรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้อยู่ในสถานะที่ เหมาะสม"

      นี่คือยุทธวิธีในการดูแลคลังสมองของประเทศ ตามคำบอกเล่าของ "ดร.ณรงค์"

      อย่างไรก็ตาม "ดร.ณรงค์" บอกต่อว่า การดูแลบุคลากรวิจัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้บริหารองค์กรแห่งนี้ อย่างมาก เพราะนอกเหนือจากการบริหารให้คนเก่งทำงานเป็นทีมได้แล้วยังต้องผลักดันให้คน เหล่านี้สร้างผลงานที่ดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์ของประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละเลยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดจะต้องสื่อความคิด ความรู้เหล่านี้ออกไปสู่สาธารณชน

      ดังนั้นนอกจากการควบคุมให้นักวิจัยอยู่ในกรอบแล้วยังต้องให้อิสระในการคิด การสร้างสรรค์ผลงานอย่างสมดุลด้วย

      ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (13 ธันวาคม 2550)

        Items details

        • Hits: 2207 clicks
        • Average hits: 59.6 clicks / month

        TCE-Plugin by www.teglo.info



        บทความนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด: / 3
        น้อยมากที่สุด