ยุงยุคโรคร้อน
วิกฤตการณ์โลกร้อน ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนต่างพากันให้ความสำคัญมากขึ้น ผ่านการร้องเตือนอย่างรุนแรงของธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบต่างๆ ในอดีตกว่าที่อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้น 1 องศาใช้เวลานานนับร้อยปี แต่ไม่กี่ 10 ปีที่ผ่านมาแนวโน้มของอุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าหวั่นวิตก ตัวแปรเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ต่างๆ ก็ถูกรังควานและบังคับให้ปรับตัวไป พร้อมกับวิถีและวงจรชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปในสภาวะเหล่านี้ ไม่เว้นแม้แต่ "ยุง" สัตว์ตัวเล็กแสนร้าย ที่เป็นพาหะของโรคร้ายมาสู่คนก็ได้รับผลกระทบวิกฤตโลกร้อนเช่นเดียวกัน
สวทช.จัดการประชุมวิชาการภายใต้แนวคิดเพื่อเตรียมรับมือพิบัติภัยโดยมี ศ.ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยผลการวิจัยศึกษาจากประเทศเอธิโอเปียพบว่าในอุณหภูมิที่ต่างกันวงจรชีวิตของยุง จะมีความแตกต่าง โดยที่อุณหภูมิ 40 องศา ระยะเวลาของลูกน้ำที่จะเจริญเติบโต จนกลายเป็นยุงเต็มวัย ใช้เวลา 6.5 วัน แต่ถ้าอุณหภูมิลดต่ำลงที่ 16 องศาพบว่ายุงใช้เวลาในการเติบโตเต็มที่ถึง 47 วัน นอกจากนั้น อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนก็มีส่วนในการกำหนดวงจรชีวิตของยุง หากฤดูกาลผิดปกติ เช่นในเวลาหน้าแล้ง หากเกิดฝนตกแหล่งเพาะพันธุ์ยุงจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น ตามด้วยการกำเนิดยุงทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่เพิ่มปริมาณมากขึ้นไปด้วย
ศ.ดร.ธีรภาพ ได้วิจัยโดยการจัดบัฟเฟอร์โซนในพื้นที่ทหารที่ไม่มีชาวบ้านอยู่ สร้างกระท่อม 4 หลังในป่า พร้อมตั้งเรดาร์วัดความเร็วลม แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้นและปริมาณน้ำฝน รวมทั้งนำคนเข้าไปล่อยุงในบ้าน เพื่อสำรวจวิถีชีวิตการหากินของยุง พบว่าในฤดูร้อนและฤดูฝนยุงจะบินเข้าบ้านมากในเวลา 7-9 นาฬิกา ในขณะที่ในฤดูหนาว ยุงจะเข้าบ้านช้ากว่าในเวลา 9-11 นาฬิกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิความชื้นและปริมาณน้ำฝน มีผลชัดเจนต่อการที่ยุงบินเข้าบ้านคน ข้อสรุปเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การที่อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไปนั้น ส่งผลกระทบถึงวิถีชีวิตของยุงอย่างชัดเจน สามารถเพิ่มขึ้นและลดลงได้อย่างรวดเร็วตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
หากยุงเพิ่มจำนวนมากขึ้นย่อมส่งผลต่อการแพร่เชื้อโรคโดยเฉพาะ ไข้เลือดออก ศ.ดร.เวชชูโชติ จากภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ยุงลายที่เป็นพาหะของไข้เลือดออก สามารถผ่านจากตัวแม่ไปสู่ลูก ผ่านไข่ ลูกที่ออกมาจะมีเชื้อทั้งตัวผู้ตัวเมีย โดยยุงลายบ้านและยุงลายสวนมีลักษณะนิสัยชอบผสมพันธุ์หลายครั้ง และการผสมพันธุ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ติดเชื้อได้ โดยสเปิร์มของตัวผู้เมื่อผสมพันธุ์แล้วสเปิร์มก็จะไชเข้าไปในไข่ เพื่อผสมพันธุ์กับไข่ ไวรัสก็จะเข้าไปด้วย
ดังนั้น ควรเร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงนพ.วิชัย สติมัยสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลงกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงด้านระบบนิเวศวิทยาว่า ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคอีสานซึ่งมีการปลูกสวนยางพารามากขึ้น กลายเป็นแหล่งที่ทำให้ยุงก้นปล่องกลับมา และมีการแพร่พันธุ์ยุงลายในลักษณะของที่รองน้ำยางที่ขาดการดูแล
นอกจากนั้น การแพร่ระบาดในหลายพื้นที่มักจะถูกละเลย อย่างแหล่งปลูกปาล์ม กล้วยสับปะรด ซึ่งเป็นพืชที่มีกาบ และสามารถรองรับน้ำฝนได้นั้น หากมีน้ำขังเกินกว่า 7 วัน ก็จะมีโอกาสที่จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายสวนซึ่งเป็นพาหะไข้เลือดออก และไข้ปวดข้อยุงลาย(ชิคุนกุนย่า) ได้เช่นกัน
การแพร่ระบาดของไข้เลือดออกไม่เพียงเกิดขึ้นในฤดูฝน การกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคในหน้าแล้งนั้น ก็มีความเสี่ยงในการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้เช่นกัน
การป้องกันไข้เลือดออกจึงต้องช่วยกันตรวจสอบในทุกฤดูกาล
"ในปี 2554 ตั้งแต่มกราคมจนถึง 22 มีนาคมโรคไข้เลือดออกมีผู้ป่วยแล้ว 5,262 ราย เสียชีวิตไป 4 ราย แนวโน้มคนหนุ่มคนสาวที่อายุเกิน 15 พบสูงขึ้นมากกว่า 10-20 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจนโดยปกติไข้เลือดออกจะพบในเด็กมากกว่า" สำหรับมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีการจ่ายยาให้กับผู้ป่วย แต่การจะทำให้อัตราการป่วยลดลงได้นั้นต้องอาศัยหลายปัจจัย คือ ป้องกันไม่ให้คนที่มีเชื้อ และยุง อยู่ในบริเวณพื้นที่ร่วมกัน รวมทั้งต้องคอยตรวจสอบแรงงานต่างด้าว ว่ามีการนำเชื้อที่เป็นสายพันธุ์อื่นๆ เข้ามาหรือไม่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับอำเภอและตำบล ให้มีระบบข้อมูลที่ดี เพื่อวางแผนและตอบโต้ โดยพยายามลดการสัมผัสระหว่างคนกับยุง
เพื่อความปลอดภัยของชาวชุมชน ควรทำความสะอาดครั้งใหญ่ในช่วงมีการระบาด โดยอาศัยหลัก 5 ป. อันได้แก่ ปิดฝา เปลี่ยนน้ำปล่อยปลา ปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และปฏิบัติทั้งหมดนี้ทุกๆ 7 วันโดยมาตรการเหล่านี้ต้องปฏิบัติอย่างใส่ใจและจริงจัง เพื่อทำให้ไม่เกิดการแพร่เชื้อจากยุงสู่คน
อีกวิธีในการป้องกันยุงไม่ให้แพร่เชื้อโรคได้โดยใช้วิวัฒนาการทางการแพทย์ คือ ตัดต่อพันธุกรรมยุง รศ.นพ.เผด็จ สิริยะเสถียร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงวิธีการแก้ไขปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์วิธีใหม่ การตัดต่อพันธุกรรมยุง หรือ "ยุงจีเอ็ม" โดยการถ่ายยีนที่มีความต้านทานต่อเชื้อโรค ทำให้ยุงปลอดเชื้อโรค
แต่การทดลองสร้าง "ยุงจีเอ็ม"ยังไม่เป็นที่ยอมรับเพราะยังติดปัญหาเรื่องการปล่อยยุงไปในที่สาธารณะ จึงต้องศึกษาถึงผลกระทบให้ถี่ถ้วนจึงเป็นเพียงแค่งานวิจัยเท่านั้น
มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นได้ แต่การรู้เท่าทันป้องกัน และแก้ไข ช่วยให้มนุษย์อาศัยบนโลกได้ปลอดภัย
ที่มา: ธิมา ไหมแพง. หนังสือพิมพ์มติชน. ฉบับวันที่ 18 เม.ย.2554
Items details
- Hits: 401 clicks
- Average hits: 33.4 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



