เอสเอ็มอีแห่ใช้ไอทีปี 54 กสอ.ผลักต่อเดินแผน ECIT ทั่วประเทศ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมประกาศฉลองชัย ปี 54 ใช้ ECIT ผลัก SMEs ใช้ไอทีเพิ่มประสิทธิภาพได้ตามเป้า เผยกระแสต่างจังหวัดเริ่มมา พร้อมผลักดันโรงงานทั่วประเทศเข้าร่วม ปีหน้าขอลุยต่อพร้อมประเดิมระบบ green IT และ Data exchange เสริมด้วย e-marketplace รูปแบบใหม่ คาดซื้อขายต่อเดือนกว่า 100 ล้านบาท
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ (ECIT) ในปี 2553 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะกิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมให้ SMEs ใช้ระบบไอทีในธุรกิจอุตสาหกรรม โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 146 ราย แบ่งเป็น SMEs ที่ใช้ระบบ ERP ผ่านระบบ Cloud Computing จำนวน 92 โรงงาน และเป็น SMEs ที่ใช้ระบบอื่นๆ เช่น CRM, Document Management, Inventory Management และอื่นๆ อีก 54 ราย
จากเดิมกลุ่มนี้ในปี 2552 กรมฯ จะเน้นหนักไปยัง SMEs ในกทม. และปริมณฑล ซึ่งมีความพร้อมและความเข้าใจในการใช้ระบบ Cloud Computing รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตที่ดีพร้อมก่อน แต่ในปี 2553 เมื่อเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานได้ขยายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น กรมฯ จึงพยายามขยายโอกาสนี้ลงสู่ต่างจังหวัดมากขึ้นตามลำดับ โดยในปี 2553 มีโรงงาน SMEs จากต่างจังหวัดที่ไม่ใช่ปริมณฑลที่เข้าร่วมประมาณ 10 โรงงาน และคาดว่าในปีต่อไปจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มนี้มากขึ้น ด้านการแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ในปี 2552 มีการกระจายลงทุกกลุ่มในปริมาณเท่าเทียมกัน ซึ่งในปีนี้ยังคงรูปแบบเดิม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนโครงการจะมีความหลากหลาย รองรับได้ในทุกกลุ่มที่สำคัญซอฟต์แวร์ทั้งหมดเป็นของคนไทย
ส่วนซอฟต์แวร์เฮ้าส์ของคนไทยที่เข้าร่วมในการนำระบบซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารงานผ่านระบบ Cloud Computing ในปี 2553 มีทั้งหมดจำนวน 16 บริษัท แบ่งเป็นกลุ่มซอฟต์แวร์ด้าน ERP หรือ Enterprise Resource Planning จำนวน 10 บริษัท และเป็นซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ปรับเข้าสู่ระบบ Cloud Computing เช่นกันอีก 6 บริษัท โครงการนี้ทำให้เกิดมูลค่าจากการลงทุนทางด้านซอฟต์แวร์ประมาณ 60 ล้านบาทในปีแรกของการใช้ และคาดว่าในปีต่อไปจะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนต่อเนื่องอีกกว่า 50% ในปีต่อไป
ด้านการประหยัดต้นทุน เมื่อทางกลุ่ม SMEs หันมาใช้ระบบ Cloud Computing ของกรมฯ นั้น พบว่า SMEs สามารถประหยัดเงินลงทุนจากการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ได้ต่อเฉลี่ยต่อโรงงานประมาณ 3 แสนบาท เมื่อเทียบกับที่ต้องลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาติดตั้งโดยตรง ค่าติดตั้ง ค่าที่ปรึกษา ค่าอบรมพนักงาน ค่าจ้างพนักงาน และค่าบำรุงรักษารายปี รวมถึงค่าความเสี่ยงจากการที่ซอฟต์แวร์บริหารงานไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะไม่เหมาะสมกับโครงสร้างองค์กร
ส่วนเมื่อลงทุนในระบบซอฟต์แวร์บริหารงานแล้ว จะทำให้ต้นทุนการผลิต หรือต้นทุนการทำงานของ SMEs ลดลงอย่างน้อย 3.5% หรือเฉลี่ยต่อโรงงานประมาณ 2 แสนบาทในปีแรก และจะสามารถลดต้นทุนเพิ่มมากขึ้นในปีต่อๆ ไป สำหรับผลการลงทุนของกรมฯ ในปีนี้ ECIT ใช้เงินไปทั้งสิ้น 40 ล้านบาท มีผลตอบแทนต่อหน่วยประมาณ 3.0 โดยจะมีการสรุปอีกครั้งในสิ้นปีหลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว แต่คาดว่าผลที่ได้จะมากกว่าปี 52 ที่ผ่านมาที่ได้ประมาณ 2.19
นอกจากนั้นโครงการ ECIT ยังร่วมกับเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค จัดโครงการเสริมความรู้ทางด้านไอทีให้กับองค์กร SMEs ปรากฏว่ามีโรงงานเข้าร่วม 243 โรงงาน โดยทางโรงงานสามารถส่งพนักงานเข้ามาฝึกอบรมความรู้ด้านไอทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าการลงทุนแล้วจะได้ต่อหัวที่ 1 หมื่นบาท แต่ผลประโยชน์ได้รับคือการเสริมสร้างพัฒนาบุคลากรใน SMEs ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาบุคลากรด้านการตลาดออนไลน์เชิงปฏิบัติการ (e-Marketing Workshop) ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 142 SMEs และจากการประเมินจากผลงานการใช้ไอทีไปสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับบริษัท SMEs เหล่านี้พบว่า สามารถสร้างยอดขายทางธุรกิจเพิ่มขึ้น 15 ล้านบาทในเดือนแรก และคาดว่าตัวเลขนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับการสนับสนุนทางด้านการตลาด โครงการ ECIT ได้จัดทำระบบ e-business ผ่านระบบ e-Marketplace โดยในปี 2552 มี SMEs เข้าร่วมในตลาดกลางซื้อขายสินค้าอุตสาหกรรมผ่านตลาดออนไลน์ 600 ราย และในปี 2553 ได้เพิ่มขึ้นอีก 1,000 ราย สำหรับในปี 2554 ระบบ e-Marketplace ของโครงการ ECIT นั้น คาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการแบ่งเป็นรายเล็กที่ร่วมจัดทำ e-catalog ประมาณ 1,200 ราย และเป็นรายใหญ่ที่เข้ามาซื้อสินค้าประมาณ 1,000 ราย โดยคาดว่าจะมีการซื้อขายผ่านระบบอย่างน้อย 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 100%
นอกจากนั้นระบบ e-catalog ที่เป็นระบบเดิมที่มีเพียงข้อมูลของสินค้าก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นระบบ Collaborative สำหรับการซื้อขาย โดยมีระบบฐานข้อมูลเดียวรองรับ และกระจายเว็บออกไปยังจุดต่างๆ มากขึ้น
สุดท้ายกลุ่ม SMEs ทั่วไปที่ยังไม่เข้าใช้ระบบไอทีเพื่อการบริหารงาน ในปีนี้ทางกรมฯ มีการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ทางด้านไอที เพื่อทำให้กลุ่ม SMEs เกิดความสนใจในการที่จะลงทุนด้านไอทีต่อไป โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ราย และมีกลุ่มต่างจังหวัดให้ความสนใจในโครงการนี้อย่างมาก คาดว่าจะมีกลุ่มนี้เข้าร่วมมากขึ้นในปีต่อไป
ด้านยุทธศาสตร์ใหม่ในปี 2554 กรมฯ จะมุ่งเน้นการขยายฐาน SMEs ในต่างจังหวัดให้เข้ามาใช้ระบบไอทีเพื่อการบริหารงานมากขึ้น โดยการดำเนินงานจะเริ่มใช้จังหวัดใหญ่ๆ ในแต่ละภูมิภาคเป็นฐาน และใช้เครือข่ายอุตสาหกรรมที่ทางกรมฯ เคยส่งเสริมในโครงการอื่นๆ มาต่อยอดเข้ากับโครงการนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้สัดส่วนของต่างจังหวัด กับกทมฯ ปริมณฑล มีจำนวนไล่เลี่ยกัน
นอกจากการส่งเสริมโดยปกติแล้ว ในปี 2554 จะมีโครงการทดลองอีก 2 ประเภทเสริมเข้ามาคือ การนำไอทีไปใช้เพื่อการประหยัดพลังงาน หรือแนว green factory by green IT มากขึ้น เช่น การนำไอทีไปใช้สำหรับการตรวจสอบด้านพลังงานที่เครื่องจักรใช้ โดยให้สามารถควบคุมในด้านการใช้พลังงานที่ประหยัดสูงสุด เป็นต้น และสองการสนับสนุนให้เกิดระบบ Data exchange ระหว่างอุตสาหกรรมในสายการผลิตเดียวกัน โดยในโครงการทดลองจะเริ่มต้นกับอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งมีสายการผลิตจำนวนมากทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อที่จะทำให้การส่งถ่ายข้อมูลระหว่างสายการผลิตที่มีมากบริษัทเป็นระบบดิจิตอล โดยไม่กระทบกับระบบไอทีที่มีอยู่แล้ว ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จในปีต่อไปก็จะสามารถนำไปเป็นต้นแบบใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ต่อไป
ในด้านจำนวนของการสนับสนุนในกลุ่ม SMEs ที่ใช้ซอฟต์แวร์ในการบริหารนั้น ในปี 2554 คาดว่ากรมฯ สามารถสนับสนุนได้จำนวน 150 ราย โดยมีบริษัทซอฟต์แวร์เข้าร่วมประมาณ 15-20 ราย และจะเพิ่มความหลากหลายของซอฟต์แวร์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับ SMEs มากขึ้น ซึ่งทำให้ยอด SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ ECIT มีถึง 300 ราย ภายใน 3 ปี
นอกจากนั้นในปีหน้าทางกรมฯ จะเร่งผลักดันให้โครงการ ECIT เปลี่ยนแปลงสภาพจากการเป็นโครงการภายใต้ สำนักบริหารยุทธศาสตร์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กลายมาเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริมให้ SMEs ใช้ไอที ซึ่งจะทำให้เกิดงบประมาณในการสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการ 3 ปีเหมือนเช่นปัจจุบัน
นางจันทนา เตชะศิรินุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ สายงานการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่เข้าร่วมโครงการ ECIT ใน 2 ปี ในส่วนของการลงทุนนั้น TOT ได้ลงทุนในภาพรวมด้วยการจัดสร้าง Data Center ใหม่ที่สำนักงานใหญ่ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อรองรับเทคโนโลยี เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ และสามารถสำรองข้อมูลระหว่าง Data Center ที่ใหม่และที่เก่าได้ โดยใช้เงินลงทุนทั้งโครงการไปกว่า 200 ล้านบาท
ปัจจุบันเมื่อพิจารณาตัวเลขจากทั้ง 2 จะพบว่า มี SMEs ที่เข้ามาใช้ระบบ Cloud Computing ของ TOT จำนวน 200 โรงงาน และเมื่ออยู่ในโครงการ 1 ปีแล้ว จำนวนโรงงานที่ยังคงใช้บริการ Data Center ของ TOT ต่อเนื่องมีถึง 80% นอกจากนั้นปัจจุบัน TOT ถือเป็น Data Center ที่มีบริษัทซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานบน Cloud Computing กว่า 100 ราย ซึ่งถือว่ามีมากที่สุดในประเทศไทย ทำให้ TOT เป็นผู้นำทางด้านนี้
การคาดการณ์ในปี 2554 ระบบ Cloud Computing จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดย TOT หวังว่าจะมีกลุ่ม SMEs เข้ามาสู่ Public Cloud ของ TOT รวมกว่า 200 ราย และมีซอฟต์แวร์ที่รองรับผู้ใช้งาน Cloud มากกว่า 200 ราย โดย TOT จะมีการจัดแพคเกจร่วมกับซอฟต์แวร์เฮ้าส์เพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่ต่อไป
นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค เปิดเผยว่า จากการที่ซอฟต์แวร์พาร์คเข้าร่วมโครงการ ECIT โดยรับหน้าที่ด้านการฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ SME ด้วย IT สำหรับผู้บริหารนั้น ในรอบปีที่ผ่านมาพบว่า มี SMEs เขาร่วม 243 ราย และจากการฝึกอบรมแบบเข้มข้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาทักษะความรู้เพิ่มขึ้น 27.13% โดยมีความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรม 82.35%
โดยหลักสูตรที่ทางซอฟต์แวร์พาร์คร่วมกันกำหนดกับทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในรอบปีที่ผ่านมาคือ ไอทีสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง, CRM สำหรับงานขายและการตลาด, การประยุกต์ข้อมูลจากโปรแกรมพื้นฐานในการวางแผนการขายและการตลาด, การประยุกต์ข้อมูลจากโปรแกรมพื้นฐาน ในงานบัญชีและการเงิน
ส่วนการอบรม SMEs อีกกลุ่มหนึ่งที่ทางซอฟต์แวร์พาร์คแยกกลุ่มพิเศษคือ การพัฒนาบุคลากรด้านการตลาดออนไลน์เชิงปฏิบัติการ (e-Marketing Workshop) ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการรวม 4 รุ่น 142 คน หลังจากฝึกอบรมพบว่ามีการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้นหลังการอบรม 33.97% และเมื่อวัดผลที่ได้รับภายหลังการอบรม ประมาณ 1 เดือน จากจำนวนผู้ให้ข้อมูล 50% จากผู้เรียนทั้งหมด พบว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น เฉลี่ย 157.82% หรือ 23,452 ราย ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยจาก 13.14% หรือ 15 ล้านบาท สร้างความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรม 83.60%
หากวัดจากอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการพบว่า มาจากอาหารและเครื่องดื่ม 16%, อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ 9%, อุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ 8%, อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ/เครื่องเรือน 7%, อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม 6%
จากการฝึกอบรมดังกล่าวทำให้เกิดการเอื้อต่อภาพรวมของโครงการอย่างมาก ทำให้กระบวนการตัดสินใจในการนำไอทีไปใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของ SMEs ด้วยไอทีเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ และเชื่อว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554
นายภควัต รักศรี ผู้จัดการงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาระบบ e-marketplace จากโครงการ ECIT ได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบ กลายเป็นตลาดอุตสาหกรรมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ จากภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมทั้งหมดกว่า 3,000 ราย แต่ละรายมี e-catalog สินค้าเฉลี่ย 50 รายการ เท่ากับมีสินค้าให้เลือกแล้วถึง 150,000รายการ
ด้านยอดการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ พบว่ามียอดเฉลี่ยจากการสั่งซื้อ 1 ธุรกรรมประมาณ 1 แสนบาท โดยคิดเป็นการซื้อขายโดยรวมประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมายอดขายที่เกิดขึ้นประมาณ 100 ล้านบาท
ปัจจุบันระบบสามารถรองรับการทำงานผ่านระบบโทรศัพท์มือถือทุกระบบ ทุกแพลตฟอร์ม โดยในปีหน้าคาดว่าเทคโนโลยีของเครื่องอ่านดิจิตอล หรือ i-pad และสินค้าใกล้เคียงจะได้รับความนิยม จนกลายเป็นเครื่องมือสำหรับการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้ทางโครงการได้เร่งมือพัฒนาเพื่อรองรับแพลตฟอร์มนี้แล้ว คาดว่าต้นปี 2554 ที่เครื่องอ่านดิจิตอลทุกแบรนด์เข้ามาทำตลาดเต็มที่แล้ว ระบบการซื้อขายผ่านเครื่องอ่านดิจิตอลของโครงการก็จะสามารถรองรับได้ทันที
นอกจากนั้นในปีที่ผ่านมายังได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอุตสาหกรรม และการบริการบางส่วนให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้การลงข้อมูลจากจุดเดียวสามารถกระจายไปยังเครือข่ายเว็บไซต์ของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ทันที ทำให้ข้อมูลทั้งระบบเกิดมาตรฐาน และทำให้เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสามารถนำระบบใหญ่ที่มีแอพพลิเคชันบนเว็บจำนวนมากไปใช้บริการให้กับลูกค้าของกลุ่มตนเองไปในตัวด้วย
สำหรับในปี 2554 ทางโครงการได้สร้างระบบ my portfolio เชื่อมโยงกับ social network รองรับการซื้อขายของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้การสร้างธุรกรรมทำได้ง่ายขึ้น คาดว่าจะทำให้การซื้อขายสินค้าอุตสาหกรรมแบบออนไลน์ในเว็บนี้เติบโตขึ้นมากกว่า 100%
Items details
- Hits: 1975 clicks
- Average hits: 98.8 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



