ทวีศักดิ์ กออนันตกูล คลื่นลูกที่ 4 ของ สวทช.
Last Updated on Tuesday, 10 August 2010 13:24
คนภายนอกมักมองว่า ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล เป็นคนมีสไตล์เข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับสไตล์ของอดีตผู้อำนวยการ สวทช. รุ่นก่อนๆ
ดร.ทวีศักดิ์ ในวัย 57 ปี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาเอกด้านการสื่อสารดิจิทัล จากอิมพีเรียลคอลเลจ หนึ่งในผู้ริเริ่มผลักดันการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์หลังรับตำแหน่งผู้อำนวยการ สวทช.อย่างเป็นทางการ
สวทช.ยุคที่ 4 จะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง
การเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลาในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เรียกว่าตั้งแต่ยุคก่อตั้งสมัย ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ผมเองทำงานกับสวทช. ตั้งแต่ยุคแรกเหมือนกัน มาจนถึงยุคของ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ เป็นยุคของการขยายตัว เปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ เริ่มมีบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมทำวิจัยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ มาจนถึงยุคที่ 3 ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ริเริ่มจัดกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย บริหารจัดการงานวิจัยให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน สร้างพันธมิตรร่วมทางที่ดีกับภาคเอกชน ก่อให้เกิดสิทธิบัตรจากงานวิจัยกว่า 200 ชิ้น
มาถึงยุคที่ผมเข้ารับตำแหน่ง ต้องยอมรับว่าค่อนข้างลำบาก เพราะเป็นช่วงที่ สวทช.พัฒนามาเยอะแล้ว หน้าที่ของผมคือผลักดันนโยบายส่งมอบผลงานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ออกไปถึงการ ใช้งานให้ได้มากที่สุด งานวิจัยไม่ได้ลดลง แต่ปรับปรุงสิ่งที่ทำและขยายผลส่งมอบผลงานไปใช้งานทั้งในภาครัฐและเอกชน
มีกลไกใหม่ดึงเอกชนร่วมวิจัยหรือไม่
สวทช. พยายามดึงดูดเอกชนเข้ามาร่วมวิจัยในสัดส่วนที่มากขึ้นผ่านกลไกการสนับสนุนใน รูปแบบต่างๆ เช่น การอุดหนุนและให้คำปรึกษากับเอกชนผ่านโครงการ iTAP ซึ่งอาศัยผู้เชี่ยวชาญเจ้ามาร่วมแก้โจทย์ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม กลไกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินอุดหนุนการวิจัยให้กับภาคเอกชนมากถึง 75% รวมถึงแรงจูงใจทางด้านภาษี สำหรับบริษัทเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยพัฒนา สามารถแจ้งเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของการใช้จริง เท่ากับว่าเอกชนเสียภาษีน้อยลง
สำหรับกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นคือ ความร่วมมือระหว่าง สวทช.กับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ STI (Skill Technology & Innovation) ที่เปิดโอกาสให้กับบริษัทที่ต้องการบริจาคเงินเข้าในกองทุนวิจัย สวทช. เพื่อสนับสนุนการวิจัยพัฒนาของประเทศตามวงเงินที่กำหนด จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการยืดชำระภาษีได้
นอกจากนี้ สวทช.อยู่ระหว่างเจรจากับกรมสรรพากร เพื่ออำนวยความสะดวกกับภาคเอกชนที่ทำวิจัย โดยลดความซับซ้อนในขั้นตอนการยื่นแบบภาษี ตรวจสอบ รวมถึงการจัดทำเรื่องบัญชี ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเชื่อว่าจะเป็นแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนเพิ่มขึ้น
สวทช. ต้องปรับยุทธศาสตร์ให้เข้ากับเศรษฐกิจใหม่อย่างไร
ผมพูดคุยกับผู้บริหารของ สวทช. หลายท่าน เห็นตรงกันว่า สวทช. ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ การบริหารจัดการงานวิจัย จากเดิมที่แบ่งเป็น 8 คลัสเตอร์ เราเตรียมจัดกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ให้เหลือเพียง 5 กลุ่มใหญ่ ที่ตรงกับปัญหาของประเทศ ได้แก่ คลัสเตอร์อาหารและการเกษตร คลัสเตอร์พลังงานและสิ่งแวดล้อม คลัสเตอร์สุขภาพและสาธารณสุข คลัสเตอร์ชุมชนและผู้ด้อยโอกาส คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิต ใน 4 สาขาที่เราถนัด คือ วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ และนาโนเทคโนโลยี
ต่างประเทศพูดถึง Translational Reseach กันมากขึ้น
นักวิจัย สวทช. แม้จะเก่งในเรื่องวิชาการ แต่ยังขาดการทำงานชีวิตจริงในภาคอุตสาหกรรม การทำงานในช่วงนับจากนี้ จะเน้นกระบวนการส่งมอบผลลัพธ์สู่ภาคเศรษฐกิจและสังคม ผ่าน Nstda Commercialization Process หรือกลวิธีปรุงแต่งงานวิจัยให้เข้าใจง่าย สู่กระบวนการเผยแพร่ที่เข้าถึงภาคเอกชน
เราจำเป็นต้องสร้างกระบวนการขยายผลผ่านตัวคูณ นักลงทุนเป็นตัวคูณสำคัญ ที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงออกไปสู่การทำงานในภาคธุรกิจ
18 ปีกับสวทช.ปรับใช้กับงานบริหารอย่างไรบ้าง
ภารกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผมคือ การพัฒนาระบบ Knowledge Management หรือบริหารจัดการความรู้ให้กับองค์กร ตรงนี้ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ภาพกว้างของ สวทช. รวมถึงมองเห็นวิธีทำงานของทุกศูนย์แห่งชาติ ทำให้มองเห็นว่ายังมีผลงานวิจัยที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก และยังไม่ได้ออกสู่การใช้งานในภาคเศรษฐกิจ อยู่ที่ว่า เราจะหาทางทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แรงขึ้นได้อย่างไร
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ. ปีที่ 23 ฉบับที่ 7980 หน้า 9 (วันที่ 29 ก..ค.53)
Items details
- Hits: 2783 clicks
- Average hits: 132.5 clicks / month
TCE-Plugin by www.teglo.info



