แนวโน้มเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสุขภาพในปี 2022
ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา บริษัททั่วโลกต้องทุ่มเทสรรพกำลัง และความเชี่ยวชาญของตนไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้กลับเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ โดยรายงานการศึกษาของ HIMSS Future of Healthcare Report พบว่า ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพกว่า 80% มีแนวโน้มที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นต่างๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพนั้น ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เทคโนโลยีโลกเสมือน และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) โดยแนวโน้มเทคโนโลยีที่ได้รับการคาดหมายว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในปี 2022 นั้นประกอบด้วย
การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) แนวโน้มการขอคำปรึกษาด้านสุขภาพผ่าน Telemedicine มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดของ Covid-19 ซึ่งเทคโนโลยี Telemedicine มีข้อดีคือ ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจ วินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยได้จากระยะไกล ถึงแม้ผู้ป่วยจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ อย่างไรก็ตาม หากนำอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ออกซิเจนในเลือด และความเครียดมาใช้ร่วมกับ Telemedicine ก็จะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคนั้นมีความแม่นยำขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะนำ Telemedicine มาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีโลกเสมือน เพื่อจัดตั้งห้องฉุกเฉินเสมือน (Visual ER) โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารแบบรวมศูนย์ เพื่อให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าในอนาคต เราจะได้เห็นการทำงานร่วมกันของ Telemedicine, IoT, Machine Learning และหุ่นยนต์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุขณะอาศัยอยู่ภายในบ้าน โดยเมื่อเซนเซอร์หรือกล้องตรวจพบว่าผู้สูงอายุล้ม ระบบก็จะแจ้งเตือนไปยังแพทย์ทันที
การฝึกอบรมทางคลินิกและการรักษาโดยใช้เทคโนโลยี Extended Reality เป็นการนำเอาเทคโนโลยีเสมือนต่างๆ มาใช้ในการฝึกอบรมแพทย์ เพื่อให้แพทย์คุ้นเคยกับระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ โดยที่คนไข้ไม่ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ต้องใช้อาจารย์ใหญ่ในการเรียนรู้ ซึ่งตัวอย่างอุปกรณ์ดังกล่าว เช่น ชุดหูฟัง Virtual Reality (VR) โดย VR ยังสามารถนำมาใช้รักษาหรือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเด็กออทิสติกให้มีทักษะทางด้านสังคมและการเผชิญปัญหา นอกจากนี้ Augmented Reality (AR) เช่น ระบบ AccuVein ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้แพทย์และพยาบาลสามารถหาเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น เมื่อต้องทำการเจาะเลือด ด้วยการตรวจจับความร้อนของกระแสเลือด เป็นต้น
Digital Twins and Simulations เป็นเทคโนโลยีที่ทำการจำลองผู้ป่วยเสมือนเพื่อใช้สำหรับการทดสอบยาและการรักษา โดยเทคโนโลยีนี้สามารถจำลองเฉพาะอวัยวะ ระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือการจำลองร่างกายทั้งหมด เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถสำรวจพยาธิสภาพของร่างกายผู้ป่วยและทดลองรักษาโดยที่ผู้ป่วยไม่มีความเสี่ยง อีกทั้งยังช่วยลดขั้นตอนการทดลองในมนุษย์และสัตว์ทดลอง ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง
ยาเฉพาะบุคคลและจีโนมิกส์ (Personalized Medicine and Genomics) ในอนาคตจะมีการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์, Digital Twins และ AI มาใช้เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น เช่น นำ AI มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์เพื่อจำลองสถานการณ์และคาดการณ์ปริมาณยาสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การพัฒนาเครื่องมือตรวจสอบโรคเบาหวานเฉพาะบุคคล เพื่อให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย โดยพิจารณาจากค่าน้ำตาลในเลือด และปัจจัยอื่นๆ ของบุคคลนั้น เป็นต้น นอกจากนี้ จะมีการทำแผนที่จีโนมแต่ละตัว เพื่อนำไปใช้สร้างยาเฉพาะบุคคลในการรักษาโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น มะเร็ง โรคข้ออักเสบ และโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น อีกทั้งจะมีการนำ Nutrigenomics มาใช้ในการออกแบบแผนการทานอาหาร โดยพิจารณาจากพันธุกรรมที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล