เจาะลึกความต้องการกำลังคนดิจิทัลไทย - ทางออกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อก้าวข้ามวิกฤตทักษะขั้นสูง
เมื่อความต้องการแรงงานดิจิทัลเพิ่มเร็ว แต่กำลังคนทักษะขั้นสูงยังมีไม่พอ ไทยจึงต้องเร่งปรับจากการผลิต “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การสร้าง “ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มและบริการอัจฉริยะ” เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
อุตสาหกรรมดิจิทัลกำลังเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่จำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ช่องว่างด้านทักษะที่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มงานข้อมูล ซอฟต์แวร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และทักษะขั้นสูงด้าน AI/Cloud/DevSecOps ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ไทยมีแรงงานดิจิทัลรวม 557,277 คน แต่บุคลากรเฉพาะด้านไอทีและดิจิทัลมีเพียง 201,516 คน หรือราว 27% ของแรงงานทั้งหมด ขณะที่ความต้องการแรงงานจะเพิ่มเป็น 157,120 คนในปี 2569 และ 195,390 คนในปี 2570 บทความนี้ชวนมองโจทย์กำลังคนดิจิทัลไทยในมิติเชิงโครงสร้าง พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อเร่งสร้างคนที่มีทักษะ
อุตสาหกรรมดิจิทัลกำลังเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่โจทย์ใหญ่ของประเทศวันนี้ไม่ใช่แค่ “มีคนไม่พอ” หากเป็น “มีคนไม่ตรงกับทักษะที่ตลาดต้องการ” โดยเฉพาะทักษะขั้นสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนาแพลตฟอร์ม ซอฟต์แวร์ และบริการอัจฉริยะ
ข้อมูลปี 2567 ระบุว่า ไทยมีแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัลรวม 557,277 คน โดยอยู่ในกลุ่มฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 55% กลุ่มซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ 30% และกลุ่มบริการดิจิทัล 15% อย่างไรก็ดี หากนับเฉพาะบุคลากรสายไอทีและดิจิทัลโดยตรง เช่น โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ทดสอบระบบ และนักพัฒนาแพลตฟอร์ม จะมีเพียง 201,516 คน หรือประมาณ 27% ของแรงงานทั้งหมด
ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการกำลังคนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าไทยจะต้องการแรงงานดิจิทัล 157,120 คนในปี 2569 และ 195,390 คนในปี 2570 ขณะที่เฉพาะกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล จะมีความต้องการรวม 66,615 คนในช่วงปี 2569–2570 ตำแหน่งที่เป็นที่ต้องการสูง ได้แก่ สายข้อมูลและฐานข้อมูล สายพัฒนาซอฟต์แวร์ และสายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงทักษะใหม่อย่าง MLOps, DevSecOps, Data Governance และ AI Product Management
ปัญหาสำคัญอยู่ที่ช่องว่างเชิงโครงสร้างของกำลังคนไทย ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการแรงงานดิจิทัลราว 100,000 คนต่อปี แต่ระบบอุดมศึกษาผลิตบัณฑิตได้เพียงประมาณ 25,000 คนต่อปีเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีผู้จบในสาขาที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่บัณฑิตส่วนใหญ่ยังมีทักษะอยู่ในระดับพื้นฐานถึงระดับกลาง และมีเพียงประมาณ 5% ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประเทศขาดบุคลากรระดับกลางถึงอาวุโสอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ยิ่งท้าทายขึ้นเมื่อ Generative AI เริ่มเข้ามาแทนงานพื้นฐานบางส่วน องค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากลดการจ้างงานระดับเริ่มต้น ขณะที่บัณฑิตจบใหม่ยังขาดทักษะเชิงลึกที่ตลาดต้องการ เช่น Backend, Database Management และ Data Integration พร้อมกันนั้น โมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมก็กำลังเปลี่ยนจากงานรับจ้างพัฒนา ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มของตนเอง ซึ่งต้องอาศัยทักษะใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น
ดังนั้น จึงควรมุ่ง “สร้างคนที่ทำได้จริง” มากกว่าการเพิ่มจำนวนบัณฑิตเพียงอย่างเดียว แนวทางสำคัญ ได้แก่ การตั้งเป้าผลิตกำลังคนทักษะขั้นสูงกลุ่ม Platform Builders และ Intelligence Creators การเร่งรัดหลักสูตรแบบ Train-to-Hire ร่วมกับภาคเอกชน การวางเส้นทางพัฒนาทักษะเชิงลึกตั้งแต่ระดับเยาวชนผ่าน Mini-Lab, Bootcamp และ Sandbox ตลอดจนการใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้บริษัทข้ามชาติร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาคนไทย อีกทั้งควรเร่งดำเนินการ ปฏิรูปอุดมศึกษา โดยให้มหาวิทยาลัยร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ และเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการสอนในรูปแบบ Professor of Practice เพื่อเชื่อมการเรียนรู้กับโลกการทำงานจริง และท้ายที่สุด การยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประเทศยังผลิตกำลังคนในฐานะ “ผู้ใช้เทคโนโลยี” เป็นหลัก ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้าง “ผู้พัฒนา ผู้สร้างแพลตฟอร์ม และผู้ครอบครองเทคโนโลยี” ผ่านความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นศูนย์กลางบริการดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาคในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการการวิเคราะห์ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning Analysis) ในประเด็นอุตสาหกรรมดิจิทัล” สวทช. 2569