นวัตกรรมการผลิตยางเพื่อสิ่งแวดล้อม
 
          ประเทศไทยผลิตน้ำยางพารา 3.16 ล้านตัน (ร้อยละ 33) และผลิตน้ำยางข้น 703,817 ตัน (ร้อยละ 66) เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยกระบวนการ ที่จะทำให้เกิดเป็นยางที่สามารถส่งออกได้นั้น มีความซับซ้อนมาก ตั้งแต่ในขั้นตอนของเกษตรกรและโรงงาน ทั้งยังเป็นขั้นตอนที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ทำงานเป็นอย่างมาก
 
          เริ่มต้นขั้นแรกจากการที่เกษตรกรต้องเก็บน้ำยางจากต้นยาง เกษตรกรจะต้องผสมสารแอมโมเนียเพื่อรักษาสภาพน้ำยางไม่ให้บูดเน่าก่อนนำไปส่งโรงงาน ซึ่งสารแอมโมเนียเป็นสารอันตรายที่ระคายเคืองต่อปอด ระเหยง่าย กลิ่นฉุนรุนแรง อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังกัดกร่อนโลหะ ควบคุมคุณภาพน้ำยางให้คงที่ได้ยาก สวทช.จึงคิดค้นสารรักษาน้ำยางแบบใหม่เรียกว่า TAP ที่ไม่ต้องใส่แอมโมเนียให้ระคายเคืองปอด และสามารถรักษาสภาพน้ำยางสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 1 เดือน และเมื่อเข้าสู่โรงงานพบว่าสามารถสกัดน้ำยาง ออกมาได้มากกว่าการใช้สารแอมโมเนีย และไม่จำเป็นต้องกวนน้ำยาง เพื่อไล่แอมโมเนียก่อนการจับตัว ลดการสูญเสียเนื้อยางที่จะติดไปกับน้ำทิ้ง ยืดอายุการอุดตันเครื่องจักร เพราะน้ำยางไม่จับตัวเหนียวบนหัวปั่น

 

grass

 

ภาพเปรียบเทียบยางที่จับตัวเป็นก้อนบนหัวปั่นระหว่าง TAP (ภาพซ้าย) และแอมโมเนีย (ภาพขวา)

 
          เมื่อเข้าสู่โรงงานการเอาสกัดน้ำยางส่วนที่ใช้ได้ออกมา จะมีน้ำทิ้งที่เรียกว่าหางน้ำยาง ที่ยังมีเศษเนื้อยางเล็ดลอดออกมาด้วยอีกเป็นจำนวนมาก วิธีการดักเศษเนื้อยางในหางน้ำยาง จัดการได้ด้วยการใส่กรดซัลฟูริกที่เป็นกรด pH 2 ซึ่งเป็นกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ผลจากการใช้กรดซัลฟูริกถึงแม้จะได้น้ำยางบางส่วนออกมาจากหางน้ำยาง แต่ยางที่ได้คุณภาพต่ำ ส่งผลต่อน้ำทิ้งสู่สิ่งแวดล้อมให้เกิดเป็นความอันตรายของการใช้กรดซัลฟิวริกเข้มข้น โรงงานจึงต้องการบำบัดน้ำเสีย ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
 
          สวทช. จึงคิดค้นสาร GRASS 0 เพื่อทดแทนกรดซัลฟูริก ทำให้ดักน้ำยางจากน้ำทิ้งได้มากกว่าเดิมถึง 8% และเป็นเทคโนโลยีเดียวในปัจจุบันที่สามารถรวบรวมเนื้อยางได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ขึ้นกับอายุของน้ำยาง แหล่งที่มาของน้ำยาง และปริมาณของแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำยาง น้ำทิ้งสู่สิ่งแวดล้อมมีสภาพเป็นกลาง
 
          นอกจากนั้นเรายังคิดค้นสารดักน้ำยางที่เหลือจากโรงงานในด้านอื่นๆ อีก เช่น น้ำยางจากการล้างถัง และขี้แป้งน้ำทิ้ง ด้วยสาร GRASS 2 และ GRASS 3 ทำให้นอกจากน้ำทิ้งเรายังได้สารผสมซึ่งเป็นปุ๋ยฟอสเฟต สามารถนำไปโรยรอบโคนต้นยางเป็นปุ๋ยหมุนเวียนได้ น้ำทิ้งที่ได้สามารถนำวนกลับไปผลิตก๊าซมีเทน ทำให้ได้พลังงานชีวภสพเข้ามาใช้ในโรงงานอีกด้วย
 
 
         

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

nsd

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป