โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์
ข้ออักเสบรูมาทอยด์ (Rheumatoid arthritis) เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ข้อ เยื่อบุข้อ และเส้นเอ็นใกล้บริเวณข้อทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการอักเสบ เจ็บปวด เคลื่อนไหวลำบาก จนอาจถึงขั้นพิการ

สาเหตุ
สาเหตุที่แท้จริงก็ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาเชื่อว่าเกิดจากสาเหตุหลายประการประกอบกัน คือ พันธุกรรม ฮอร์โมน สิ่งแวดล้อม และ เชื้อโรค ทั้งนี้พบว่าเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในอัตราส่วน 3-5:1

อาการ
ระดับของความรุนแรงหรือระยะเวลาของการเกิดโรคมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วในระยะแรกมักมีอาการอักเสบเฉพาะบางข้อเกิดขึ้นอย่างช้าๆ นอกจากอาการข้ออักเสบ บวมแดง และฝืดแข็ง ยังอาจรุนแรงจนทำให้โครงสร้างของข้อพิการได้ รวมถึงภาวะกล้ามเนื้อลีบ ตัวร้อน และน้ำหนักตัวลด อาจมีอาการอักเสบนอกข้อเกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ
ทั้งนี้สามารถแบ่งอาการของโรคในระยะแรกออกเป็น 3 แบบ

  1. อาการเริ่มต้นข้ออักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไป มักมีอาการอักเสบเฉพาะบางข้อเกิดขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมกับรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อย
  2. อาการเริ่มต้นข้ออักเสบแบบเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อที่รุนแรงคล้ายกล้ามเนื้อขาดเลือดไปเลี้ยง
  3. อาการเริ่มต้นแบบกึ่งเฉียบพลัน

ขณะที่อาการทางคลินิกของข้อแต่ละข้อ คือ การปวด บวม แดง ร้อน ข้อฝืดแข็งและโครงสร้างของข้อเสียไป ทำให้ข้อพิการในเวลาต่อมา โดยลักษณะความพิการของแต่ละข้อจะแตกต่างกันตามโครงสร้างและหน้าที่ของข้อนั้นๆ

การวินิจฉัย
แพทย์จะตรวจร่างกายหาอาการอักเสบของข้อต่างๆ ปุ่มรูมาทอยด์ สารรูมาทอยด์แฟกเตอร์ในเลือด การเอกซเรย์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของกระดูก ประวัติของญาติ ซึ่งเกณฑ์ในการวินิฉัยโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์ของสมาคมโรคข้อแห่งสหรัฐอเมริกา (American Rheumatology Association) เมื่อ พ.ศ.2530 มีรายละเอียดระบุไว้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาทอยด์จะต้องมีเกณฑ์อย่างน้อย 4 ใน 7 ข้อ โดยเกณฑ์ทั้ง 7 ข้อ ได้แก่

  1. ข้อฝืดแข็งในตอนเช้า
  2. ข้ออักเสบ 3 ข้อ หรือมากกว่า
  3. ข้ออักเสบของข้อบริเวณมือ
  4. ข้ออักเสบทั้ง 2 ข้างมีลักษณะแบบสมดุล
  5. ปุ่มรูมาทอยด์
  6. พบรูมาทอยด์แฟกเตอร์ในเลือด
  7. การเปลี่ยนแปลงทางด้านเอกซเรย์


การรักษา
แนวทางในการรักษา

  1. การวินิจฉัยโรคเร็ว
  2. การประเมินระดับความรุนแรงของโรค
  3. การประเมินว่ามีองค์ประกอบของการพยากรณ์โรคดีหรือไม่
  4. การรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย สามารถจำแนกการรักษา ได้ดังนี้
  1. การรักษาที่ไม่ใช้ยา แต่เป็นการให้ความรู้ การพักผ่อน การได้นอนพัก 6-8 ชม. ในเวลากลางคืน และ 1 ชม. ในตอนบ่าย ช่วยให้อาการอ่อนเพลียดีขึ้น การออกกำลังกายโดยต้องเป็นการออกกำลังกายแบบไอโซเมตริก คือ การเกร็งกล้ามเนื้อ โดยไม่มีการเคลื่อนไหวส่วนใดๆ ของร่างกาย ใช้การเกร็งกล้ามเนื้อมัดที่ต้องการฝึก โดยการผ่อนและเกร็งใหม่สลับกันไป กายภาพบำบัด และการผ่าตัด
  2. การรักษาด้วยยา การรักษาอาจทำด้วยการให้ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์เพื่อลดอาการปวมข้อทรมาน หรือให้ยาต้านรูมาทิซึมที่ช่วยชะลอการดำเนินโรคเพื่อให้โรคเข้าสู่ระยะสงบ หรืออาจใช้ยาชีวภาพลดปริมาณสารคัดหลั่งที่ทำให้เกิดอาการอักเสบ รวมถึงการรักษาด้วยยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ในกรณีที่โรคข้ออักเสบในระดับรุนแรง แม้ว่าอาจส่งผลข้างเคียงในระยะยาวได้

กรณีผู้ป่วยเรื้อรัง แพทย์อาจต้องตัดสินใจผ่าตัดเพื่อลดการกดเบียดเส้นประสาท หรือเปลี่ยนข้อและโครงสร้างต่างๆ รอบข้อเพื่อให้กลับมาใช้งานได้

 

ที่มาข้อมูลและอ่านรายะละเอียดที่

สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์. (2553). โรคข้ออักเสบรูมาทอยด์. ในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน  โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. (เล่มที่ 35, หน้า 217-241). กรุงเทพฯ : โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน  โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป