องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หันมาให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยจากเทคโนโลยีนาโน
จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์และยาซึ่งเป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีนาโนในสหรัฐฯ ทำให้องค์การอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration : FDA) หันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

โดยจัดตั้งคณะทำงานศึกษาเพื่อให้ข้อเสนอแนะ จากรายงาน Nanotechnlogy Task Force Report เสนอให้ FDA จัดทำแนวทางและการมีบทบาทมากขึ้นในการชี้ประโยชน์และความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีนาโน เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้รายงานได้สรุปประเด็นด้านกฎหมายและด้านวิทยาศาสตร์

ประเด็นด้านกฎหมาย FDA มีหน้าที่ควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวัสดุนาโน ดังนั้น FDA มีความสามารถในการชี้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวัสดุนาโนได้หรือไม่ หรือขอบเขตในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึง FDA ควรกำหนดให้มีการติดฉลากหรือการขออนุญาตเพื่อติดฉลากผลิตภัณฑ์ ขณะที่ด้านวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของเทคโนโลยีนาโนเพื่อให้มั่นใจว่าการควบคุมดูแลมีประสิทธิภาพจริง  

U.S. EPA เสนอนโยบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีนาโน
องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (US Environmental Protection Agency: U.S. EPA) เสนอโครงการดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับวัสดุที่ผลิตขึ้นในระดับนาโน และการควบคุมดูแลวัสดุภายใต้กฎหมายการควบคุมสารพิษ (Toxic Substances Control Act : TSCA) ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการถูกขอให้จัดหาข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตวัสดุนาโนซึ่งครอบคลุมคุณสมบัติทางเคมีของวัสดุและข้อมูลการสัมผัสของคนงาน หรือข้อมูลการติดตามตรวจสอบ ซึ่งองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ จะเข้มงวดกับการตีความภายใต้กฎหมาย TSCA โดยจะควบคุมดูแลวัสดุนาโนเสมือนสารชนิดใหม่หากแสดงคุณสมบัติทางเคมีจริง อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีมีความเชื่อว่าวัสดุนาโนมีคุณสมบัติเฉพาะตัวจึงควรมีการควบคุมดูแลตามกฎหมายเป็นพิเศษจากสารอื่นๆ

รัฐสภาสหรัฐฯ เห็นชอบกฎหมายการแข่งขันของสหรัฐฯ
ส.ค. 2550 รัฐสภาสหรัฐฯ เห็นชอบกฎหมายที่มุ่งให้สหรัฐฯ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการเพิ่มงบประมาณวิจัยพัฒนาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

The America Competes Act (HR. 2272) คือชื่อกฎหมายดังกล่าว ซึ่งให้งบประมาณสนับสนุนแล้ว 33.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ช่วง 3 ปีข้างหน้าสำหรับโปรแกรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรม และการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ในหน่วยงานรัฐบาลทั้งหมด รวมทุนให้เปล่าเพื่อเพิ่มความรู้แก่ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ กฎหมายนี้ยังเสนอเพิ่มงบประมาณแก่หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ ภายใต้กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ภายใน 7 ปีข้างหน้าและหน่วยงานด้านมาตรวิทยาสหรัฐฯ ภายใต้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า จนถึงการวางแผนการจัดตั้งองค์กรอิสระภายใต้กระทรวงพลังงานที่วิจัยพลังงานที่มีความเสี่ยงสูง โดยตั้งงบประมาณปี พ.ศ. 2551 ไว้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การเห็นชอบในกฎหมายดังกล่าวเนื่องจากการดำเนินการตามขั้นเสนอแนะจากรายงาน Rising above the gathering storm: energizing and employing America for brighter economic future โดย National Academies เมื่อปี พ.ศ. 2548  ซึ่งสรุปว่าสหรัฐฯ กำลังล้าหลังประเทศอื่นด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และ 2 ใน 3 ของนักเรียนที่เรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์ในโรงเรียนมัธยมปลายของประเทศได้รับการสอนโดยครูที่ไม่ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญ

การรักษาโดยวิธี Gene therapy สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง
นักวิทยาศาสตร์พัฒนาการรักษาระดับยีนส์หรือ  Gene therapy ที่สามารถทำลายเนื้องอกในหนูทดลอง

Mien-Chie Hung นักวิจัยจากศูนย์วิจัย Anderson Cancer Center มลรัฐเท็กซัส และทีมงาน ประสบความสำเร็จในการใส่ยีนส์ที่ทำลายตัวเอง ไว้ภายในฟองขนาดเล็ก คือ ไลโปโซม (Liposomes) โดยเมื่อ ไลโปโซมสัมผัสเซลล์ในร่างกายของคนไข้มันจะเชื่อมหลอมเข้ากับผิวของเซลล์อย่างง่ายดายและปล่อยยีนส์ที่เป็นประหนึ่งสินค้าที่นำพามาสู่เซลล์ดังกล่าว จากนั้นยีนส์ที่พามาจะเป็นตัวเปิดให้กลไกการทำลายตนเองตามธรรมชาติของเซลล์ดังกล่าวทำงานซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติที่ร่างกายจะกำจัดเซลล์ที่เสียหายออกจากตัว วิธีการนี้ก็เพื่อเลี่ยงปัญหาการรักษาระดับยีนส์ที่ใช้เชื้อไวรัสที่ถูกทำให้ไร้พิษเป็นตัวนำพายีนส์ที่เป็นตัวรักษาไปสู่เซลล์เป้าหมายในคนไข้ แต่การดำเนินการยังมีความเสี่ยงสูง  

นักดาราศาสตร์ประกาศค้นพบโมเลกุลอินทรีย์ประจุลบในอวกาศ
NASA's Goddard Space Flight Center Greenbelt ค้นพบโมเลกุลอินทรีย์ประจุลบในอวกาศ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้นเรื่องการเกิดขึ้นของกรดอะมิโน น้ำตาลและสารประกอบก่อนมีสิ่งมีชีวิต “ออกต้าเตทเตรนิล (Octatetraynyl)” ที่อยู่ในกลุ่มก๊าซระหว่างดวงดาวซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ ซึ่งช่วยเปิดประตูสู่การวิจัยด้านเคมีของอวกาศระหว่างดวงดาว

ก๊าซโอโซนจะตัดกำลังการเก็บคาร์บอนของพืช
จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดย Hadley Center for Climate Prediction and Research ประเทศอังกฤษ พิสูจน์ว่าการเพิ่มขึ้นของก๊าซโอโซนในระดับต่ำของโลกที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นศตวรรษหน้า จะยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชที่ปกคลุมโลกในหลายพื้นที่และก่อให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ โดยนักวิจัยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์เพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกระหว่าง พ.ศ. 2444-2643 โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานจากศตวรรษที่ 20 เพื่อเป็นตัวตั้งเช็คความถูกต้องของแบบจำลอง อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้น นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมียังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัดเกี่ยวกับพืชชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในโซนศูนย์สูตรว่าถูกทำลายอย่างไรเมื่อสัมผัสก๊าซโอโซน

กำจัดน้ำมันรั่วในทะเลส่งผลเสียต่อปะการัง
สถาบันแห่งชาติสมุทรศาสตร์ ณ เมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล ศึกษาพบว่า สารเคมีที่ใช้กระจายคราบน้ำมันรั่วในทะเลส่งผลเสียต่อปะการังมากกว่าตัวคราบน้ำมันเอง สิ่งนี้เสนอว่าการใช้สารเคมีเพื่อกระจายคราบน้ำมันบริเวณใกล้แหล่งปะการังควรพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อคราบน้ำมันพัดเข้าชายฝั่งทะเล

จากการวิจัยทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่าสารเคมีที่เป็นตัวกระจายคราบน้ำมันจะทำลายกิ่งก้านของปะการังหรือลดการเจริญเติบโตของปะการังและยังยืนยันผลการวิจัยครั้งก่อนว่า ปะการังจะอยู่ได้ด้วยดีกับคราบน้ำมันที่ไม่ได้ถูกทำให้กระจายตัว

ทางเลือกทดแทนการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง
National Research Council ของสหรัฐฯ เสนอผลการทดสอบสารเคมีในสัตว์ทดลองเพื่อวัดความเป็นพิษในมนุษย์ควรลดลงและยกเลิกในที่สุด พร้อมเสนอการทดลองในเซลล์เซลไลน์ หรือส่วนประกอบของเซลล์ เพราะน่าจะให้ผลที่แน่นอนกว่า เนื่องจากข้อมูลจะตรงกับสิ่งที่ประชาชนสหรัฐฯ ต้องเสี่ยงเผชิญกับการสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะใช้ผลในสัตว์ทดลอง อีกทั้งเป็นการประหยัดเวลา งบประมาณ และไม่ต้องเผชิญกับองค์กรเอกชนที่ต่อต้านการใช้สัตว์ทดลอง
 

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ :  http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/367----82550

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป