จากเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งรุนแรงในประวัติศาสตร์ เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยความแรงของการสั่นสะเทือนที่วัดได้ 8.9 ริกเตอร์ และ คลื่นยักษ์สึนามิถล่มบ้านเรือนบริเวณชายฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554 ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล รวมถึงที่กำลังเป็นที่กังวลกัน คือ การรั่วไหลและแพร่กระจายของสารกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ที่เมือง Fukushima

ทั้งนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้กำหนด "มาตรการความปลอดภัยเมื่อมีการฟุ้งกระจายของวัสดุกัมมันตรังสีจากเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์มายังประเทศไทย"  โดยมีแนวปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับประชาชน คือ
  1. ไม่ดื่ม หรือไม่รับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสีดังกล่าว
  2. ถ้าวัดระดับรังสีในอากาศได้มากกว่า 1 ไมโครซีเวิร์ทต่อชั่วโมง ขึ้นไป ให้หลบอยู่ในที่พักอาศัย โดยปิดประตู หน้าต่างอย่างแน่นหนา และปิดระบบระบายอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุกัมมันตรังสีที่อยู่ในอากาศเข้ามาในที่พักอาศัยได้
  3. รอรับการแจ้งจากหน่วยงานระงับเหตุฉุกเฉิน ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรต่อไป
  4. เมื่อระดับรังสีที่ประเมินได้ สูงจนเป็นอันตราย หรือ 1 มิลลิซีเวิร์ท แนะนำให้อพยพออกนอกบริเวณ และไปอยู่ในบริเวณที่มีระดับรังสีไม่ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  5. เมื่อระดับรังสีที่ประเมินได้ อยู่ในระดับปกติ แจ้งเตือนให้ระมัดระวังเรื่องของการเปรอะเปื้อนทางรังสีที่พื้น ดิน อาคารบ้านเรือน
  6. การป้องกันเบื้องต้นสำหรับวัสดุกัมมันตรังสี I-131 เมื่อพบว่ามีการฟุ้งกระจายของวัสดุกัมมันตรังสี I-131 แจ้งให้รับประทานโปแตสเซียมไอโอได ทันที เพื่อลดการรับรังสีบีตา และแกมมาที่ต่อมไทรอยด์
  7. การป้องกันเบื้องต้นสำหรับวัสดุกัมมันตรังสี Cs-137 ให้รับประทาน Prussian Blue หลังจากที่ได้รับวัสดุกัมมันตรังสี Cs-137 นั้นเข้าสู่ร่างกาย (ตามคำแนะนำของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ)

ช่องทางในการได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย
การได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย มักพบในกรณีมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีที่เป็นก๊าซ ของเหลว หรือฝุ่นละออง จากแหล่งเก็บสารกัมมันตรังสี หรือที่เก็บกากสารกัมมันตรังสี จากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  โดยการกระจายของสารกัมมันตรังสีจะฟุ้งไปในอากาศ น้ำ มนุษย์อาจได้รับรังสีเข้าสู่ร่างกาย เช่น
  1. การหายใจฝุ่นละอองของรังสีเข้าไป
  2. การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่เปรอะเปื้อนสารกัมมันตรังสีเข้าไป
  3. การฝังสารกัมมันตรังสีเพื่อการรักษา

 โดยมีหลัก 3 ประการในการป้องกันอันตรายจากรังสี  (ตาม หลักของ ALALA : As low as reasonably achievable ) คือ
  1. เวลา ใช้เวลาที่จะสัมผัสรังสีให้น้อยที่สุด
  2. ระยะทาง อยู่ให้ห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีให้มากที่สุด เนื่องจากความเข้มของรังสีจะ เปลี่ยน แปลงลดลงไปตามระยะทางจากสารต้นกำเนิดรังสี
  3. เครื่องกำบัง เมื่อผ่านเครื่องกำบัง ความเข้มของรังสีจะลดลง (ขึ้นอยู่กับพลังงานของรังสี คุณสมบัติ ความหนาแน่น และ ความหนาของวัตถุที่ใช้)

ปริมาณรังสีที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย ได้ดังนี้

 ปริมาณรังสี(มิลลิซีเวิร์ต:mSv)อาการ
2.2
 เป็นระดับรังสีปกติในธรรมชาติ ที่มนุษย์แต่ละคนได้รับใน 1 ปี
 5 เกณฑ์สูงสุดที่อนุญาตให้สาธารณชนได้รับใน 1 ปี
 50 เกณฑ์สูงสุดที่อนุญาตให้ผู้ปฏิบัติงานทางรังสีได้รับใน 1 ปี
 250 ไม่ปรากฏอาการผิดปกติใดๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
 500 เม็ดเลือดขาวลดลงเล็กน้อย
 1,000 มีอาการคลื่นเหียน และอ่อนเพลีย เม็ดเลือดขาวลดลง
 3,000 อ่อนเพลีย อาเจียน ท้องเสีย เม็ดเลือดขาวลดลง ผมร่วง เบื่ออาหาร ตัวซีด คอแห้ง มีไข้ อายุสั้น อาจเสียชีวิตภายใน 3-6 สัปดาห์
 6,000 อ่อนเพลีย อาเจียน ท้องร่วงภายใน 1-2 ชั่วโมง เม็ดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ผมร่วง มีไข้ อักเสบบริเวณปากและลำคออย่างรุนแรง มีเลือดออก มีโอกาสเสียชีวิตถึง 50% ภายใน 2-6 สัปดาห์
 10,000 มีอาการเหมือนข้างต้น ผิวหนังพองบวม ผมร่วง เสียชีวิตภายใน 2-3 สัปดาห์

ที่มาข้อมูล:
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. สำนักกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี. กลุ่มเตรียมความพร้อมประสานงานกรณีฉุกเฉินทางรังสี. 2554. "มาตรการเมื่อมีการฟุ้งกระจายของวัสดุกัมมันตรังสีจากเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์มายังประเทศไทย." http://www.oaep.go.th/dt_news1.php?id=781 (สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2554).

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป