การจัดทำ OA หรือการเข้าถึงแบบเปิด (Open Access) เริ่มต้นขึ้นจากนักวิจัยในวงการวิทยาศาสตร์ต้องการเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการทำวิจัยไปสู่ผู้อ่านให้ได้อย่างกว้างขวาง โดยมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนในการทำ OA ขึ้น ประกอบดังต่อไปนี้

1. เป็นความปรารถนาของเหล่านักวิจัยและนักวิชาการที่ต้องการให้ความรู้ที่ตนได้ค้นพบจากการศึกษาหรือการวิจัย ได้กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง อีกทั้งมีผลต่อความก้าวหน้าให้มีอาชีพการงานที่ดีขึ้น หรือชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในวงการวิชาการมากขึ้น ในอดีตนักวิจัยและนักวิชาการทำวิจัยหรือเขียนบทความทางวิชาการจะนำบทความของตนให้สำนักพิมพ์นำไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ซึ่งเป็นวิธีการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ง่ายที่สุด แต่สิทธิ์ในตัวบทความนั้นสำนักพิมพ์จะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์โดยผู้เขียนบทความต้องมอบหรือบริจาคผลงานของตนให้แก่สำนักพิมพ์เพื่อนำไปเผยแพร่ให้แก่ผู้อ่านต่อไป ซึ่งทำให้นักวิจัยเองมองว่าเป็นสิ่งที่ริดรอนในสิทธิที่ตนพึงมีในผลงานของตน จึงทำให้มีความสนใจในการทำ OA ที่ทำให้ผลงานของตนเผยแพร่ไปได้มากกว่าที่จะตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเชิงพาณิชย์เพียงแหล่งเดียว และงานวิจัยของตนทำได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ รวมทั้งแหล่งทุนจากรัฐซึ่งเป็นเงินภาษีที่ได้จากประชาชน นักวิจัยจึงเห็นว่าความรู้ที่ได้ควรกลับไปสู่สังคมมากกว่าที่จะเป็นของคนใดคนหนึ่ง และแบ่งปันประสบการณ์แก่เหล่านักวิชาการและนักวิจัยร่วมกัน หรือบุคคลอื่นๆ ที่สนใจเป็นสาธารณะ เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น (Suber, 2004) 

2. วารสารวิชาการมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ด้วยที่อดีตการนำเสนอความรู้เป็นการเผยแพร่ในวารสารวิชาการเชิงพาณิชย์ รายได้ของสำนักพิมพ์จึงมาจากผู้ที่ซื้อหรือบอกรับเป็นสมาชิกเพราะต้องการเข้าถึงองค์ความรู้เหล่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปราคาวารสารเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากตารางที่ 1 ที่วิเคราะห์ราคาวารสารในหมวดชีวการแพทย์(Biomedical) จากกลุ่มวารสารตัวอย่างในแต่ละสำนักพิมพ์ ระหว่างปี ค.ศ. 2000 ถึง 2006  พบว่ามีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องร้อยละ 41.5 ถึง 104.4 (White & Creaser, 2007, p.19) ขณะที่ตารางที่ 2 ศึกษาในกลุ่มวารสารทางด้านสังคมศาสตร์ในแต่ละสำนักพิมพ์พบว่ามีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นระหว่างร้อยละ 47.4 ถึง 119.7 (White & Creaser, 2007, p.23) และจากการที่วารสารมีราคาที่สูงขึ้นจึงทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มไม่มีกำลังซื้อที่เพียงพอ ทำให้ขาดโอกาสที่จะเข้าถึงบทความที่อยู่ในวารสารนั้น ขณะเดียวกันห้องสมุดเองก็ได้รับผลกระทบจากการวารสารที่สูงขึ้น จากการศึกษาของ Association of Research Libraries ในปี ค.ศ. 1986 พบว่าเงินที่ใช้ในการนำวารสารเข้าห้องสมุดคิดเป็นร้อยละ 44 ของเงินทั้งหมด และได้ปรับสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 72 ในปี 1998 (Ryan, et.al, 2002)  จากภาระค่าใช้จ่ายค่าบอกรับวารสารที่สูงขึ้นทำให้บางห้องสมุดจำเป็นต้องเลิกบอกรับวารสาร ทำให้ผู้ใช้ห้องสมุดหรือตัวผู้เขียนเองขาดโอกาสในการเข้าถึงบทความที่ต้องการได้เช่นกัน

ตารางที่ 1 แสดงราคาวารสารในหมวดชีวการแพทย์ (Biomedical) ระหว่างปี ค.ศ. 2000 ถึง 2006 (White & Creaser, 2007, p. 19)

 

2000

2001

2002

2003

2004

2005

2006

%change

2000-06

No incl.

Sage

182

217

220

290

339

359

372

104.4%

56

Blackwell

240

265

285

333

377

426

459

90.9%

274

Taylor & Francis

218

243

264

299

334

380

414

90.0%

202

Springer

253

268

292

321

372

435

463

83.2%

219

Nature

395

420

533

600

654

660

693

75.4%

29

Cambridge UP

115

124

151

164

162

170

198

72.2%

25

Nature excl.

350

385

442

523

561

561

589

68.3%

23

Elsevier

569

596

638

696

750

823

859

51.0%

388

Wiley

500

585

660

594

645

695

755

51.0%

42

Lippincott

195

243

274

272

254

270

394

50.2%

208

Oxford Journals

281

300

330

333

351

369

397

41.5%

54

 

ตารางที่ 2 แสดงราคาวารสารในหมวดสังคมศาสตร์ (Social Sciences) ระหว่างปี ค.ศ. 2000 ถึง 2006 (White & Creaser, 2007, p. 23)

 

2000

2001

2002

2003

2004

2005

2006

%change

2000-06

No incl.

U. of Chicago

54

61

76

78

75

115

119

119.7%

16

Blackwell

127

145

167

193

219

242

269

107.1%

210

Sage

179

212

220

286

328

342

359

100.8%

162

Taylor & Francis

155

174

191

210

235

265

300

93.5%

373

Springer

147

163

180

185

210

221

243

65.5%

48

Oxford Journals

105

114

123

140

149

158

173

65.1%

48

Wiley

318

381

436

383

420

471

513

61.2%

39

Cambridge UP

79

86

95

99

100

111

122

54.5%

29

Lippincott

187

226

264

260

248

260

283

51.5%

17

Elsevier

314

337

360

394

415

436

464

47.4%

246

3. พัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตที่เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลออกไปได้อย่างรวดเร็วและขณะที่การนำบทความวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิและการจัดทำรูปเล่มใช้เวลาในแต่ละขั้นตอนนานก่อนจะตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงหรือความรู้ที่นักวิจัยค้นพบไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลไม่สามารถนำไปใช้ต่อยอดองค์ความรู้ได้รวดเร็ว ขณะที่ความต้องการของเหล่านักวิจัยต้องการให้ความรู้ที่ได้จากการศึกษามีการเผยแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วและอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นแหล่งที่สามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา ด้วยความสะดวกของอินเทอร์เน็ตทำให้การเผยแพร่ข้อมูลทำได้ง่าย เช่น การทำเว็บไซต์ การเขียนข้อความหรือทำบทความส่วนตัวลงบนเว็บบล็อก (Web log หรือ Blog) ของตัวเอง จากส่วนนี้เองทำให้นักวิจัยให้ความสนใจในการเผยแพร่ผลงานของตนเองโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อ ตัวอย่างของการเผยแพร่ในระยะแรกที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่ออยู่ในรูปของ Public Domain ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดทำ OA คือ โครงการกูเตนเบิร์ก (Project Gutenberg) โดย Michael Hart ในปี ค.ศ. 1971 มีวัตถุประสงค์ในการแปรผลงานวรรณกรรมที่หมดอายุลิขสิทธิ์ให้เป็นสาธารณะ ปัจจุบันมีมากกว่า 33,000 เรื่องที่สามารถถ่ายโอนหรือบันทึกผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดแรงผลักดันขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 มาถึงต้นทศวรรษที่ 2000 เกิดแนวคิดที่ผู้เขียนต้องการเผยแพร่ผลงานออกเป็นสาธารณะโดยผลิตเป็นดิจิทัลและให้บริการบนอินเทอร์เน็ต เป็นที่มาของ OA ในเวลาต่อมา (Suber, 2010)

4. พัฒนาการของเทคโนโลยีแบบเปิด (Open Technology) ที่เป็นแนวคิดเบื้องต้นที่เล็งเห็นประโยชน์อันมหาศาลจากการร่วมมือกันของกลุ่มคนในการแบ่งปันความรู้และทรัพยากรร่วมกัน (ชัยโย, ม.ป.ป.) จากแนวคิดเทคโนโลยีแบบเปิดจึงก่อให้เกิดแนวคิดแบบเปิดต่างๆ เช่น มาตรฐานแบบเปิด (Open Standards) โปรแกรมรหัสเปิด (Open Source Software – OSS) เป็นต้น พัฒนาการของเทคโนโลยีแบบเปิดเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำ OA ได้หลายทาง เช่น แนวคิดของโปรแกรมรหัสเปิดในการเปิดเผยชุดรหัส (Source code) ของนักพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำไปศึกษาเพื่อนำไปดัดแปลงหรือพัฒนาต่อยอดต่อไปได้โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ ทำให้มีการพัฒนาโปรแกรมไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดทำ OA โดยบุคคลที่สนใจสามารถจัดทำเอกสาร OA โดยเลือกใช้โปรแกรมรหัสเปิดเป็นโปรแกรมที่ใช้จัดทำ OA ได้ เช่น การจัดทำคลังความรู้ (Repository) การทำฐานข้อมูลออนไลน์ (Online Database) เพื่อรวบรวมเอกสารที่เป็นเอกสาร OA แล้วให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสรี ทั้งการประยุกต์ดัดแปลงให้โปรแกรมให้มีขอบเขตการทำงานตามความต้องการในการจัดทำ OA และช่วยประหยัดงบประมาณโดยการใช้โปรแกรมรหัสเปิดแทนการซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์ในการจัดทำและจัดเก็บ OA อีกเทคโนโลยีแบบเปิดที่ส่งเสริมการทำ OA คือมาตรฐานแบบเปิด ที่ใช้แนวคิด Interoperability คือให้การทำงานร่วมกันได้แม้ไม่ได้ใช้โปรแกรมหรือระบบเดียวกัน ทำให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้จากแหล่งต่างๆ ได้มากขึ้น เมื่อมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันแล้วก็ทำให้การทำ OA มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น (Corrado, 2005)

จากปัจจัยทั้งหมดจึงทำให้เหล่านักวิจัยเกิดแนวคิดที่ให้มีการจัดทำ OA ขึ้น โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงานของตน และไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกมัดทางด้านลิขสิทธิ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงได้อย่างเสรี

เนื้อหาโดย ... เอกพล เก้าไพศาลกิจ นักศึกษาในการดูแลของ รศ.อังสนา ธงไชย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แหล่งข้อมูล:

  1. ชัยโย เตโชนิมิต. (ม.ป.ป.). หลักการพัฒนาโปรแกรมภาครัฐ. ค้นจาก http://gdi.nic.go.th/paper.html
  2. Corrado, E. M. (2005). The importance of open access, open source, and open standards for libraries. Retrieved from Issues in science & technology librarianship database: http://www.library.ucsb.edu/istl/05-spring/article2.html
  3. Ryan, J., Avelar, I., Fleissner, J., Lashmet, D. E., Miller, J. H., Pike, K. H., et al. (2002). The future of scholarly publishing from the ad hoc committee on the future of scholarly publishing. Profession 2002. Retrieved From MLA database: http://www.mla.org/pdf/schlrlypblshng.pdf 
  4. Suber, P. (2004). A Primer on open access to science and scholarship. Retrieved  from  http://www.earlham.edu/~peters/writing/atg.htm
  5. Suber, P. (2010). Open access overview. Retrieved from  http://www.earlham.edu/~peters/fos/overview.htm
  6. White, S., & Creaser, C. (2007). Trends in scholarly journal prices 2000-2006. Retrieved from Loughborough University database: http://www.lboro.ac.uk/departments/ls/lisu/downloads/op37.pdf

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป