การสร้างแบรนด์ขององค์กร มีมานานมากแล้ว แต่ในยุคไอซีที (ICT) อาจจะต้องมีการทบทวนความหมาย ลักษณะ และแนวปฏิบัติของแบรนด์กันบ้าง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงอันเกี่ยวเนื่องจากพฤติกรรมผู้ใช้บริการหรือลูกค้า การเปลี่ยนแปลงจากช่องทางการสื่อสาร ภายใต้นิยามแบรนด์ (Brand) ที่เหมือนเดิม คือ “เครื่องหมายที่แสดงความเป็นเจ้าของ หรือสื่อที่ช่วยให้ทุกคนรู้ว่า “คุณคือใคร” และ “คุณนำเสนออะไร” และสามารถนำเสนอออกมาในรูปของ ชื่อ คำเฉพาะ รูปแบบ หรือ สัญลักษณ์”

ห้องสมุดก็นับเป็นองค์กรรูปแบบหนึ่ง ที่มีหน้าที่บริการด้านทรัพยากรสารสนเทศแก่ลูกค้า หรือผู้ใช้ห้องสมุด ดังนั้นห้องสมุดจึงต้องเกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์เช่นเดียวกัน หรือที่เรียกว่า แบรนด์ห้องสมุด (Library Brand) ทั้งนี้ Stimson ได้กล่าวถึงคำว่า Library Brand ไว้ใน Library change as a branding opportunity: Connect, reflect, research, discover ว่า “แบรนด์ห้องสมุด คือ ทุกสิ่งที่กระทบถึงความรู้สึก สิ่งที่คาดหวังไว้ของผู้ใช้บริการ เมื่อได้ยินคำว่า “ห้องสมุด” และสิ่งที่ห้องสมุดต้องการให้ผู้ใช้รู้สึกถึง”

ยิ่งในกระแสที่ไอซีทีครองโลก ผสานกับกระแสของผู้ใช้ยุค New Generation ที่ต่างพกพาอุปกรณ์เคลื่อนที่รูปแบบต่างๆ ทั้ง iPad, iPhone, Smart Phone สนุกกับ Social Networking อย่าง Facebook, Youtube อันส่งผลให้การเข้ามาใช้บริการต่างๆ ของห้องสมุด โดยเฉพาะทรัพยากรสารสนเทศอันเป็นหัวใจหลักของการบริการของห้องสมุดลดน้อยลง ห้องสมุดอาจจะถูกมองว่าเป็นเพียงที่นอนพักก่อนเข้าเรียน ที่นั่งฟังเพลง ที่พบปะเพื่อนฝูง ที่ที่เข้ามาเชื่อมสัญญาณอินเทอร์เน็ต ... ภาพดังกล่าวหากเด็กกลุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ใช้กลุ่มใหญ่ของห้องสมุดมองเห็นพร้อมกัน ... ก็จะกลายเป็น “แบรนด์” ของห้องสมุดนั้นๆ ไปทันที ซึ่งคงเป็น

แบรนด์ที่ไม่น่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเท่าไร

การใช้กระแส Social Networking และสื่อดิจิทัลมาสร้างแบรนด์รูปแบบใหม่ให้กับห้องสมุด จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ห้องสมุดควรเร่งดำเนินการ เพื่อให้เกิดเป็น “ดิจิทัลแบรนด์ – Digital Brand” อันทรงคุณค่าของห้องสมุด โดยดิจิทัลแบรนด์ ได้แก่ การสร้างตราสินค้าให้มีชีวิตจิตใจภายใต้ลักษณะแบรนด์ที่ถ่ายทอดผ่านสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะสื่อสังคม  (เช่น Facebook, Twitter) และเป็นช่องทางที่สามารถสร้างแบรนด์และการแบ่งปัน และการสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าในยุคปัจจุบัน

เริ่มต้นจากโลโก้และสีประจำห้องสมุด

ห้องสมุดหลายห้องสมุด มักจะมีแบรนด์พื้นฐานคือ สีประจำห้องสมุด หรือสีประจำองค์กร รวมทั้งโลโก้ ที่ถูกสร้างมาในยุคการวาด หรือการพิมพ์ แต่ในยุคโลกดิจิทัลคงไม่เพียงพอ ลองนึกกันดูนะครับว่า ห้องสมุดเรามีสีฟ้าเป็นสีประจำห้องสมุด เมื่อเราคลิกเลือกสีจากแผงควบคุมสีจากโปรแกรมกราฟิก ตกลงว่าตำแหน่งใดคือสี “ฟ้า” ที่ถูกต้อง

สีดิจิทัล

สีประจำห้องสมุดในยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นดิจิทัลแบรนด์รูปแบบหนึ่ง จึงต้องปรับเปลี่ยนสภาพจากชื่อเรียก “สีฟ้า” เป็นรหัสสีทางคอมพิวเตอร์ โดยอาจจะประกอบด้วยรหัสสี 3 ชุดคือ 

  • รหัสสีสำหรับงานพิมพ์ หรือ C M Y K จากภาพตัวอย่างคือรหัสสีที่มีค่า 91 59 1 0 
    • Cyan สีฟ้า
    • Magenta สีบานเย็ฯ
    • Yellow สีเหลือง
    • blacK สีดำ
  • รหัสสีสำหรับการนำเสนอ หรือ R G B จากภาพตัวอย่างคือรหัสสีที่มีค่า 1 104 179
    • Red สีแดง
    • Green สีเขียว
    • Blue สีน้ำเงิน
  • รหัสสีสำหรับงานเว็บ จากภาพตัวอย่างคือรหัสสีที่มีค่า #0168b3

 

นอกจากการปรับเปลี่ยนชื่อสี เป็น “รหัสสี” ประจำห้องสมุด โลโก้ประจำห้องสมุด ก็ควรออกแบบให้รองรับกับการใช้งานที่หลากหลาย และมีช่องทางการเข้าถึงเพื่อให้บริการที่สะดวกในลักษณะของห้องสมุด ไม่ใช่ว่าบุคลากรของห้องสมุดต้องการใช้โลโก้แต่ต้องไปค้นจาก Google ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ดังเช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สร้างเว็บไซต์ KKU Branding ที่มี URL คือ www.kku.ac.th/branding อันเป็นช่องทางเข้าถึงสื่ออัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแบบช่องทางเดียวที่น่าสนใจ

KKU Branding

สำหรับกลุ่มห้องสมุด กรณีศึกษาจาก IFLA น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในประเด็นนี้ได้ โดยสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโลโก้ ฟอร์แมตโลโก้ การใช้โลโก้ ตลอดทั้งสีได้จากเว็บไซต์ http://www.ifla.org/en/taxonomy/term/653

IFLA Branding

Social Networking กับความเป็นแบรนด์ยุคดิจิทัล

นอกจากสีและโลโก้ การเลือกใช้สื่อสังคม หรือ Social Networking ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างแบรนด์ให้กับห้องสมุด โดยพบว่าการใช้สื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Facebook หรือ Twitter ในห้องสมุด มักจะมีการใช้ในภาพของ “บุคคล” มากกว่า “องค์กร” โดยเริ่มจาก การที่บุคคลใดในองค์กรเป็นผู้สร้างช่องทางสื่อสารนี้ แทนการได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการ เนื้อหาที่นำเสนอเป็นไปทั้งเนื้อหาส่วนตัว เนื้อหาองค์กร และอื่นๆ ตามแต่จะพูดคุย 

ดังนั้นห้องสมุด ควรกำหนดแนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมเพื่อสร้างแบรนด์ที่เหมาะสม โดยเริ่มจาก

  1. สร้างบัญชีอีเมล (eMail Address) เฉพาะสำหรับการสมัครใช้สื่อสังคม แทนการใช้อีเมลของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 
  2. มอบหมาย “บุคคล” หรือกลุ่มบุคคล ทำหน้าที่สร้าง ดูแลสื่อสังคมอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งปิดหรือยกเลิกสื่อสังคมที่เปิดก่อนหน้า
  3. การสร้างสื่อสังคม โดยเฉพาะกรณี Facebook ควรทำในโหมด Fan Page เนื่องจากระบบ Fan Page จะมีฟังก์ชันวิเคราะห์สถิติการเยี่ยมชมได้ดีกว่าโหมดปกติ
  4. กำหนดชื่อหน้าสื่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ URL ที่สื่อความหมาย 
  5. กำหนดค่าระบบรักษาความปลอดภัยของระบบอย่างเหมาะสม
  6. หมั่นตรวจสอบเนื้อหาที่ถูกเขียน และบริหารจัดการให้เหมาะสม
  7. กำหนดแนวปฏิบัติการเขียนเนื้อหาหรือการตอบเนื้อหา โดยเฉพาะประเด็นกันเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา

อย่างไรก็ดีหลายข้อที่กล่าวถึง เป็นการปฏิบัติภาคปฏิบัติการ ซึ่งอาจจะต้องใช้ช่วงเวลาต่อไปในการแนะนำภาคปฏิบัติให้ละเอียดอีกที หากท่านใดสนใจแจ้งมาที่บรรณาธิการได้นะครับ

สำหรับแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเขียน ก็สามารถศึกษาตัวอย่างได้จาก “แนวปฏิบัติ เรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชน พ.ศ. 2553” ซึ่งจัดทำโดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 

จะเห็นว่าแบรนด์ในยุคดิจิทัล จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนบางอย่างขององค์กร โดยเฉพาะกรอบปฏิบัติที่เคยปฏิบัติกันมา และรายละเอียดยังคงมีอีกหลายประเด็นใม่ว่าจะเป็นมิติของเว็บไซต์ มิติของแม่แบบเอกสาร แม่แบบสื่อนำเสนอ ซึ่งคงจะมีโอกาสนำเสนอต่อไป ขอขอบคุณ

แหล่งข้อมูล

  1. Stimson, N. F. (2007). Library change as a branding opportunity: Connect, reflect, research, discover. Retrieved September 20, 2009, from http://www.ala.org/ala/mgrps/divs/acrl/publications/crlnews/2007/dec/brandingopp.cfm
  2. สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย. "แนวปฏิบัติ เรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชน พ.ศ. ๒๕๕๓." แนวปฏิบัติ. สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, 9 Nov. 2010. Web. 24 Sept. 2012. <http://www.newsbroadcastingcouncil.or.th/?page_id=292>.

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป