บทความนี้มุ่งนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างคำว่า "Information science" "Library science" และ "Computer science" โดยเน้นความหมาย ขอบเขต โดยเฉพาะความคล้ายคลึงและความแตกต่างของคำทั้งสามคำ

Information science
Information science หรือ Information studies มีคำเรียกที่แตกต่างกันในภาษาไทย เช่น “วิทยาการสารสนเทศ” (ทักษิณา และ ฐานิศรา, 2546 : 348 ; ราชบัณฑิตสถาน, 2543 : 79) “สารสนเทศศาสตร์” (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาศิลปศาสตร์, 2542 : 32) หรือ “สนเทศศาสตร์” (ยูเนสโก, 2538 : 4)

4 แนวคิดหลักที่ก่อให้เกิด Information science คือ

  1. ความต้องการเพื่อแก้ไขปัญหาสารสนเทศท่วมท้นเกินความสามารถของทรัพยากร (คน งบประมาณ และเทคนิค) ที่ใช้อยู่เดิม
  2. ความเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้ใช้ซึ่งต้องการสารสนเทศที่ถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็วและทันเวลาสำหรับการตัดสินใจ
  3. ความจำเป็นในการกระจายความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างกว้างขวางให้ถึงตัวผู้ใช้โดยรวดเร็ว ทำให้ต้องสร้างศาสตร์ใหม่ขึ้นเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์สารสนเทศอย่างลึกซึ่งให้ถึงสาระสำคัญของเนื้อเรื่องก่อนที่จะนำเสนอผู้ใช้
  4. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมในการจัดการและเผยแพร่สารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Borko (2007) ทักษิณา และ ฐานิศรา (2546 : 348-349), ราชบัณฑิตสถาน (2543 : 79) และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาศิลปศาสตร์ (2542 : 32) กล่าวว่า Information science เป็นสหวิทยาการหนึ่งใน วิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ (Applied computer science) อย่างไรก็ตาม Information science เป็นสหสาขาวิชาที่กว้างและเกี่ยวโยงกับหลายสาขาวิชาไม่เพียงเฉพาะ วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer science) เช่น ศาสตร์ของการรับรู้ (Cognitive science) การสื่อสาร (Communications) กฎหมาย (Law) บรรณารักษศาสตร์ (Library science) การจัดการ (Management) คณิตศาสตร์ (Mathematics) ปรัชญา (Philosophy) และ สังคมศาสตร์ (Social sciences) เป็นต้น นอกจากนี้ยังครอบคลุมการศึกษาเกี่ยวกับบริบทขององค์กรในเรื่องการใช้สารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการองค์กร โดยเป็นการบูรณาการศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อใช้ในการจัดการสารสนเทศ

เช่นเดียวกับ The University of Otago ที่เสนอว่า Information science เป็นสหสาขาวิชาที่มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับสารสนเทศและการใช้สารสนเทศของบุคคลภายในองค์กร ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ เทคโนโลยี คน และองค์กร โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมเพื่อจัดการสารสนเทศภายในองค์กร 
 
การศึกษาเกี่ยวกับลักษณะการจัดการและการใช้สารสนเทศครอบคลุมกิจกรรมหลายขั้นตอน คือ การจัดหา (Acquisition) การคัดเลือก (Selection) การวิเคราะห์ (Analysis) การรวบรวม (Collection) การจัดหมวดหมู่ (Classification) การจัดการ (Manipulation) การจัดเก็บ (Storage) การค้นคืน (Retrieval) การเผยแพร่ (Dissemination) และการใช้ (Usage) สารสนเทศ (Borko, 2007 ; ทักษิณา และ ฐานิศรา, 2546 : 348-349 ; ราชบัณฑิตสถาน, 2543 : 79 ; มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาศิลปศาสตร์, 2542 : 32)

จากความหมายข้างต้น เนื่องจาก Information science เป็นสหวิทยาการประกอบด้วยวิชาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและเนื้อหาวิชาต่างๆ โดยเฉพาะการจัดการเนื้อหา ทำให้มีความคาบเกี่ยวกับ Library science หรือ บรรณรักษศาสตร์ เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์ การประมวลผล การเก็บ และการค้นคืนสารสนเทศ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาสนับสนุน จึงมีความคาบเกี่ยวกับ Computer science หรือ วิทยาการคอมพิวเตอร์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาศิลปศาสตร์ (2542 : 34-35) เสนอว่า แม้เนื้อหาหลักของวิชา Information science จะคล้ายคลึงกับวิชาพื้นฐานทาง Library science แต่จะเน้นการศึกษาเฉพาะเรื่องให้ลึกซึ่ง คือ

  1. ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาตลอดจนข้อมูลข่าวสารเฉพาะเรื่อง ที่บันทึกอยู่ในสื่อต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ
  2. ความรู้เกี่ยวกับหนังสืออ้างอิงและสารสนเทศทุติยภูมิ เพื่อช่วยให้ค้นหาแหล่งสารสนเทศและเข้าถึงแก่นของเนื้อหาสังเขปได้สะดวก
  3. การคัดเลือก จัดหา และรวบรวมสารสนเทศที่ต้องการตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนการจัดเก็บอย่างมีระบบ เพื่ออนุรักษ์สื่อสารสนเทศ ประหยัดสถานที่จัดเก็บ โดยเฉพาะเพื่อให้สามารถหยิบออกใช้ได้สะดวก
  4. ทฤษฎี หลักเกณฑ์มาตรฐาน รูปแบบ และการปฏิบัติในการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่ การจัดทำรายการสื่อสารสนเทศ การจัดทำดรรชนีและสาระสังเขป เพื่อแจ้งให้ทราบข้อมูลทางบรรณานุกรม และรายละเอียดบางประการของสื่อสารสนเทศแต่ละรายการ
  5. ทฤษฎี หลักเกณฑ์ และวิธีการในการบริการ การวิเคราะห์คำถาม การค้นคืนเนื้อหา การประมวเนื้อหาในกลุ่มวิชาเดียวกัน และการผลิตผลการประมวลเพื่อกระจายถึงตัวผู้ใช้

นอกจากนี้ทฤษฎีและวิธีการที่ต้องอาศัยศาสตร์อื่นสำหรับ Information science คือ

  1. เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์และพฤติกรรม ต้องศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ประสาทวิทยา สถิติ และวิธีวิจัย ภาษาศาสตร์
  2. เครื่องมือสำหรับการประมวลผล การเก็บ และการเผยแพร่สารสนเทศ ต้องอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีโสตทัศน์ ไมโครกราฟฟิคเทคโนโลยี และการศึกษาเปรียบเทียบระบบอัตโนมัติต่างๆ
  3. เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์และทำให้เข้าใจถึงสิ่งแวดล้อม สารสนเทศอาศัยศาสตร์ในด้านปรัชญา จิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ญาณวิทยา บรรณมิติ เศรษฐศาสตร์ การเมือง
  4. เครื่องมือสำหรับการบริหารและจัดการ เช่น วิชาการบริหารและจัดการธุรกิจ การบัญชี การประชาสัมพันธ์

เมื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง Information science และ Library science มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาศิลปศาสตร์ (2542 : 36) ได้สรุปความคล้ายคลึงและความแตกต่างของศาสตร์ทั้ง 2 ไว้ดังนี้
ความคล้ายคลึงระหว่าง Information science และ Library science คือ

  1. ศาสตร์ทั้งสองมีลักษณะเป็นสหวิทยาการและเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ ที่มีการบันทึกไว้ เพื่อการอนุรักษ์และการใช้
  2. กระบวนการจัดการที่เป็นทำนองเดียวกัน คือ คัดเลือก จัดหา รวบรวม จัดหมวดหมู่ ทำรายการ จัดเก็บ เผยแพร่และให้บริการ
  3. ศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้องและถูกนำมาใช้คล้ายคลึงกัน เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีโทรคมนาคม การบริหารและจัดการ จิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา

ขณะที่ความแตกต่างระหว่าง Information science และ Library science คือ

  1. Information science เน้นการแสวงหาและนำเนื้อหาออกมาใช้ ขณะที่  Library science เน้นการรวบรวมและอนุรักษ์เนื้อหาและทรัพยากรสารสนเทศ 
  2. Information science จะดำเนินงานทางเทคนิคเพื่อวิเคราะห์เนื้อหาอย่างละเอียดและเจาะลึก แสวงหาแก่นของเรื่องตามที่ต้องการ เพื่อให้ผู้เข้าถึงเนื้อหาอย่างเร็ว ขณะที่ Library science จะดำเนินงานทางเทคนิคเพื่อเก็บเนื้อหาอย่างกว้างๆ ทั้งในการทำรายการและการจัดหมวดหมู่
  3. Information science มุ่งให้บุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเข้าถึงสารสนเทศเฉพาะเรื่องอย่างลึกซึ้งตามความต้องการ ต่างจาก Library science มุ่งให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงสารสนเทศทั่วไป 

นับตั้งแต่การกำเนิด Information science ได้มีการนำศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในงานบริหารราชการ การบริหารธุรกิจ การตลาด การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การประมวลสถิติและตัวเลข การวิเคราะห์โรค การติดตามผลงาน การควบคุมกระบวนการอุตสาหกรรม การศึกษา บริการห้องสมุดและงานบริการเอกสาร เป็นต้น

Borko (2007) ได้สรุป 9 ประเด็นของ Information science ที่มักมีผู้สนใจศึกษา ได้แก่

  1. ความต้องการและการใช้สารสนเทศ (Information needs and uses)
  2. การสร้างและคัดลอกข้อมูลเอกสาร (Document creation and copying)
  3. การวิเคราะห์ภาษา (Language analysis)
  4. การแปล (Translation)
  5. สาระสังเขป การจัดหมวดหมู่ และการทำดรรชนี (Abstracting, classification, coding and indexing)
  6. การออกแบบระบบ (System design)
  7. การวิเคราะห์และประเมิน (Analysis and evaluation)
  8. Pattern recognition
  9. Adaptive systems

 

Library science
Library science หรือ Library studies มีการกำหนดคำเรียกภาษาไทยโดยทั่วไปและใช้อย่างแพร่หลายว่า “บรรณารักษศาสตร์” เป็นสหสาวิชาที่เกี่ยวข้องกับห้องสมุดเน้นการดูแล อนุรักษ์ และใช้ “บรรณ” หรือ วรรณกรรม ในฐานะที่เป็นผลผลิตและทรัพย์สินทางปัญญา และจัดระบบวิชาการต่างๆ เพื่อความสะดวกในการใช้ ซึ่งอาศัยหลักการณ์บางส่วนของ Information science

Library science เป็นศาสตร์ที่มีต้นเค้ามาจากวิธีจัดห้องสมุดที่นำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการจัดระบบหมวดหมู่หนังสือโดย เมลวิล ดิวอี้ (Melvil Dewey) บรรณารักษ์ห้องสมุดและเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนทางบรรณารักษศาสตร์แห่งแรกของอเมริกัน ณ Columbia University ในปี 1887 เนื้อหาของวิชานี้ ได้แก่ ทฤษฎี หลักการ และกระบวนการในการจัดการและบริการความรู้ในรูปแบบของสื่อต่างๆ

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาศิลปศาสตร์ (2542 : 31-32) เสนอเนื้อหาหลักและเนื้อหาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับ Library science ดังนี้
เนื้อหาหลักของ Library science ได้แก่

  1. ความรู้เกี่ยวกับความรู้ ความคิด ประสบการณ์ ข้อมูล ข่าวสาร ที่ได้รับการบันทึกลงในสื่อต่างๆ เช่น วรรณกรรมทางมนุษยศาสตร์ วรรณกรรมทางสังคมศาสตร์ วรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ ซึ่งเป็นสาขาย่อยของแต่ละวิชา ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้าง พฤติกรรม และรูปแบบต่างๆ ของวรรณกรรม เช่น สารคดี นวนิยาย กวีนิพนธ์ หนังสืออ้างอิง บทละคร ตำรา
  2. ทฤษฎีและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณภาพของวรรณกรรมเพื่อคัดเลือกไว้ในห้องสมุด
  3. ทฤษฎี หลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติในการจัดหมวดหมู่วรรณกรรม การทำรายการวรรณกรรม มาตรฐานการลงรายการ การสร้างหัวเรื่อง การจัดเก็บหนังสือเพื่อการใช้และอนุรักษ์หนังสือ ตลอดจนการให้บริการแก่ผู้ใช้ 

เนื้อหาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับ Library science ได้แก่

  1. วิชาการบริหารงานและการจัดการทรัพยากร การกำหนดนโยบายวางแผนและประเมินผล
  2. วิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ในการดำเนินงานและบริการของห้องสมุด
  3. วิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา มนุษยสัมพันธ์ ทักษะในการสื่อสาร และโทรคมนาคมสำหรับการจัดบริการ
  4. ความรู้ภาษาต่างประเทศในการอ่านวรรณกรรมภาษาต่างๆ
  5. ความรู้พื้นฐานในวิชาต่างๆ ที่มีอยู่ในห้องสมุด เพื่อให้สามารถอ่านวรรณกรรมในวิชานั้นได้
  6. วิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ และการประยุกต์ใช้กับการวิจัยทางบรรณารักษศาสตร์
     

Computer science
Computer science หรือ Computing science ราชบัณฑิตยสถาน (2543 : 31) แปลคำดังกล่าวเป็นภาษาไทยว่า “วิทยาศาสตร์เชิงคอมพิวเตอร์” อนึ่งศัพท์นี้ในภาษาไทยมีใช้กันอยู่หลายคำ เช่น  “คอมพิวเตอร์ศาสตร์” “วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์” “ศาสตร์คอมพิวเตอร์” แต่ทบวงมหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) กำหนดให้ใช้ “วิทยาการคอมพิวเตอร์” (ทักษิณา และ ฐานิศรา, 2546 : 140)

Computer science เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1940-1949 เป็นสาขาวิชาที่เน้นการเรียนรู้และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะที่ว่าด้วยการกำหนดรูปแบบ และการนำเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์มาใช้งาน หรือสั่งให้ทำงานตามที่ต้องการ เช่น กระบวนการต่างๆ ในการประมวลผลข้อมูลเพื่อให้เป็นสารสนเทศ (Information) (Burkot, 2012 ; ทักษิณา และ ฐานิศรา, 2546 : 140 ; ราชบัณฑิตยสถาน, 2543 : 31 ; ทักษิณา, 2529 : 94-95) Computer science มักถูกพิจารณาให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณิตศาสตร์มากกว่าสาขาวิชาอื่นๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ (Denning, 2000)

The Computing Sciences Accreditation Board, Inc. (CSAB) ซึ่งถูกก่อตั้งโดยผู้แทนของ The Association for Computing Machinery (ACM), and The IEEE Computer Society (IEEE-CS) ระบุ 4 ขอบเขตหลักของ Computer science คือ

  1. ทฤษฎีของการคำนวณ
  2. อัลกอริทึมและโครงสร้างข้อมูล
  3. วิธีการเขียนโปรแกรมและภาษา และ
  4. องค์ประกอบคอมพิวเตอร์และสถาปัตยกรรม

CSAB ยังได้ระบุขอบเขตเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Computer science เพิ่มเติม คือ Software engineering Artificial intelligence Computer networking and communication Database systems Parallel computation Distributed computation Computer-human interaction Computer graphics Operating systems และ  Numerical and symbolic computation (Computing Sciences Accreditation Board, 1997)

รายการอ้างอิง

  • Borko, H. (2007). “Information Science: What Is It?”. American Documentation [Online]. 19, 1 (3-5). http://onlinelibrary.wiley.com.eresources.shef.ac.uk/doi/10.1002/asi.5090190103/pdf [Accessed 1 January 2013].
  • Burkot, R. (2012). What is Computer Science? [Online]. Nevada: wiseGEEK. http://www.wisegeek.com/what-is-computer-science.htm [Accessed 1 January 2013].
  • Computing Sciences Accreditation Board. (1997). Computer Science as a Profession [Online]. http://www.csab.org/comp_sci_profession.html [Accessed 1 January 2013].
  • Denning, P. J. (2000). "Computer Science: the Discipline". Encyclopedia of Computer Science [Online]. http://staffweb.worc.ac.uk/DrC/Symposium/Resources/Denning%20CS-The%20Discipline.pdf [Accessed 7 January 2013].
  • The University of Otago. What is Information Science? [Online]. Otago: the University of Otago. http://infosci.otago.ac.nz/what-is-information-science [Accessed 7 January 2013].
  • ทักษิณา สวนานนท์. (2529). พจนานุกรมคอมพิวเตอร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • ทักษิณา สวนานนท์ และ ฐานิศรา เกียรติบารมี. (2546). พจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ฉบับปรับปรุงใหม่. กรุงเทพฯ : วี.ที.ซี คอมมิวนิเคชั่น.
  • มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาศิลปศาสตร์. (2542). เอกสารการสอนชุดวิชา 13201 สารนิเทศศาสตร์เบื้องต้น. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
  • ยูเนสโก ; ผู้แปล: ประดิษฐา ศิริพันธ์, เลขา ลิมจิตติ, เรืองศรี จุลละจินดา ; ผู้ตรวจและขัดเกลาภาษา: คุณหญิง แม้นมาส ชวลิต. (2538). สนเทศศาสตร์ : ปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.
  • ราชบัณฑิตยสถาน. (2543). ศัพท์คอมพิวเตอร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แก้ไขเพิ่มเติม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.



 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป