แม้หลายหน่วยงาน เช่น สมาคมห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (Association of College & Research Libraries: ACRL) สมาคมห้องสมุดวิทยาลัย หอสมุดแห่งชาติและห้องสมุดอุดมศึกษา ในประเทศอังกฤษ (Society of College, National and University Libraries: SCONUL) และ คณะกรรมการบรรณารักษ์อุดมศึกษา ในประเทศออสเตรเลีย (Council of Australian University Librarian: CAUL) ได้กำหนดมาตรฐานเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ (Information literacy) สำหรับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา แต่ผลการศึกษาที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังคงพบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่เลือกใช้ Web sources มากกว่าแหล่งสารสนเทศอื่น แม้แหล่งสารสนเทศดังกล่าวมักถูกกล่าวว่ามีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าแหล่งสารสนเทศอื่น เช่น หนังสือ หรือ บทความวารสารวิชาการ อีกทั้งแม้ผู้เรียนจะอ้างว่าคุณภาพคือหลักเกณฑ์ที่สำคัญในการเลือกแหล่งสารสนเทศ แต่ผู้เรียนส่วนใหญ่มักใช้หลักเกณฑ์นี้เพื่อค้นหาสารสนเทศสำหรับการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายมากกว่าการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

Kim and Sin (2011) ใน Selecting quality sources: bridging the gap between the perception and use of information sources ได้ศึกษาพฤติกรรมการเลือกแหล่งสารสนเทศของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 576 คน ผ่านแบบสำรวจออนไลน์ เพื่อศึกษา

  1. แหล่งสารสนเทศที่ใช้บ่อยที่สุด
  2. หลักเกณฑ์สำคัญในการเลือกแหล่งสารสนเทศ
  3. ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับลักษณะของแหล่งสารสนเทศประเภทต่างๆ
  4. ลักษณะของแหล่งสารสนเทศที่ใช้บ่อยที่สุด และ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักเกณฑ์และพฤติกรรมการเลือกแหล่งสารสนเทศ

แหล่งสารสนเทศที่ใช้บ่อยที่สุด

แหล่งที่นักศึกษาใช้ค้นหาสารสนเทศที่ต้องการบ่อยที่สุด เรียงตามลำดับ คือ เว็บเสิร์ชเอนจิน หรือ แหล่งค้นเว็บไซต์ (Web search engines) เว็บไซต์/เว็บพอร์ทัลส์ (Websites/Portals) ฐานข้อมูลวารสารออนไลน์ หนังสือฉบับพิมพ์ ฐานข้อมูลบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศ (Online Public Access Catalog: OPAC) พจนานุกรม/สารนุกรมฉบับพิมพ์ วารสารฉบับพิมพ์ เพื่อน/ครอบครัว และบรรณารักษ์

หลักเกณฑ์สำคัญในการเลือกแหล่งสารสนเทศ

5 หลักเกณฑ์สำคัญในการเลือกแหล่งสารสนเทศที่นักศึกษาอ้างว่ามีความสำคัญ เรียงตามลำดับ คือ

  1. ความถูกต้อง แม่นยำ/น่าเชื่อถือ (Accurate/Trustworthy)
  2. การเข้าถึงง่าย (Accessible)
  3. การใช้งานง่าย (Easy to use)
  4. ไม่เสียค่าใช้จ่าย (Free)
  5. ความทันสมัย/การปรับปรุงสม่ำเสมอ (Active/Updated)

โดยนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญ ความทันสมัย/การปรับปรุงสม่ำเสมอ (Active/Updated) และไม่เสียค่าใช้จ่าย (Free) มากกว่านักศึกษาในสาขาวิชาอื่น
 
ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับลักษณะของแหล่งสารสนเทศประเภทต่างๆ

Kim and Sin (2011) ใช้เทคนิคมาตรวัดโดยอาศัยการจำแนกความหมายของคำ (Semantic differential technique) และ เทคนิคการวิเคราะห์การสมนัย (Correspondence analysis: CA) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเภทของแหล่งสารสนเทศและลักษณะที่นักศึกษารู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศนั้นๆ

alt

Kim and Sin (2011 : p.183)

จากภาพข้างต้น เครื่องหมายวงกลม แสดงถึง แหล่งสารสนเทศ ตัวอย่างซ้ายมือด้านบน เช่น เว็บเสิร์ชเอนจิน หรือ แหล่งค้นเว็บไซต์ (Web search engines) เว็บไซต์/เว็บพอร์ทัลส์ (Websites/Portals) ขณะที่เครื่องหมายสี่เหลี่ยม แสดงถึง ลักษณะของแหล่งสารสนเทศ เช่น ความสามารถในการเข้าถึง (Accessible) ไม่มีค่าใช้จ่าย (Free) และ ประสิทธิภาพ (Efficient) เป็นต้น โดยลักษณะของแหล่งสารสนเทศแต่ละข้อจะถูกจัดให้อยู่ใกล้หรือไกลแหล่งสารสนเทศแต่ละประเภทตามความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษาผู้เข้าร่วมการศึกษา ตัวอย่างจากภาพขวามือด้านบน ลักษณะเด่นหรือจุดแข็งของบรรณารักษ์ (Librarians) ตามความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษา คือ ความครอบคลุม (Comprehensive) ขณะที่ลักษณะเด่นหรือจุดแข็งของเพื่อนและครอบครัว (Friends and Family) คือ ความคุ้นเคย (Familiar) และ ความน่าสนใจ (Interesting) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อจำกัดของบรรณารักษ์ (Librarians) ตามความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษาผู้เข้าร่วมการศึกษา คือ ความคุ้นเคย (Familiar) และ ความน่าสนใจ (Interesting) เมื่อเปรียบเทียบกับ เพื่อนและครอบครัว (Friends and Family)

จากนักศึกษาที่เข้าร่วมการศึกษา จำนวน 576 คน แหล่งสารสนเทศ 9 แหล่ง และลักษณะของแหล่งสารสนเทศ 13 ข้อ สามารถจัดกลุ่มได้ 3 กลุ่ม (Cluster) ดังนี้

  1. เพื่อนและครอบครัว (Friends and Family) ลักษณะสำคัญของแหล่งสารสนเทศประเภทนี้ในมุมมองของนักศึกษา คือ ความคุ้นเคย (Familiar) และ ความน่าสนใจ (Interesting)
  2. Web sources ซึ่งในการศึกษานี้ครอบคลุม เว็บเสิร์ชเอนจิน หรือ แหล่งค้นเว็บไซต์ (Web search engines) เว็บไซต์/เว็บพอร์ทัลส์ (Websites/Portals) ลักษณะสำคัญของแหล่งสารสนเทศประเภทนี้ในมุมมองของนักศึกษา คือ ความสามารถในการเข้าถึง (Accessible) ไม่มีค่าใช้จ่าย (Free) ประสิทธิภาพ (Efficient) และ การใช้งานง่าย (Easy to use)
  3. กลุ่มที่ 3 นี้ ประกอบด้วยลักษณะของแหล่งสารสนเทศที่ถูกอ้างว่าเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเลือกแหล่งสารสนเทศที่มีคุณภาพตามแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ ได้แก่ ความถูกต้อง แม่นยำ/น่าเชื่อถือ (Accurate/Trustworthy) เป็นระบบ (Organized) ครอบคลุม (Comprehensive) และตรงวัตถุประสงค์ (Objective) โดยแหล่งสารสนเทศที่สำคัญในกลุ่มนี้ คือ บรรณารักษ์ (Librarians) ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online databases) และ ฐานข้อมูลบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศ (Online Public Access Catalog: OPAC)  พจนานุกรม/สารานุกรมฉบับพิมพ์ (Dictionary/Encyclopedia) เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งสารสนเทศและคุณลักษณะของแหล่งสารสนเทศ พบว่า ในความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษา คุณลักษณะเด่นของแหล่งสารสนเทศที่สำคัญในกลุ่มนี้อย่างเช่น บรรณารักษ์ (Librarians) ฐานข้อมูลออนไลน์ (Online databases) และ ฐานข้อมูลบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศ (Online Public Access Catalog: OPAC) คือ ตรงวัตถุประสงค์ (Objective) และ ครอบคลุม (Comprehensive) แต่ข้อจำกัดของแหล่งสารสนเทศดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับ Web sources คือ ความสามารถในการเข้าถึง (Accessible) ไม่มีค่าใช้จ่าย (Free) ประสิทธิภาพ (Efficient) และ การใช้งานง่าย (Easy to use)

ลักษณะของแหล่งสารสนเทศที่ใช้บ่อยที่สุด และ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักเกณฑ์และพฤติกรรมการเลือกแหล่งสารสนเทศ

การศึกษาหลักพบความแตกต่างระหว่างหลักเกณฑ์ในการเลือกแหล่งสารสนเทศที่นักศึกษาอ้างว่ามีความสำคัญกับพฤติกรรมจริงของนักศึกษาในการเลือกแหล่งสารสนเทศ กล่าวคือ นักศึกษาไม่ได้ประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์ที่อ้างว่ามีความสำคัญในการเลือกแหล่งสารสนเทศจริง

จากข้างต้น 5 หลักเกณฑ์ที่นักศึกษาอ้างว่ามีความสำคัญต่อการเลือกแหล่งสารสนเทศ เรียงตามลำดับความสำคัญ คือ

  1. ความถูกต้อง แม่นยำ/น่าเชื่อถือ (Accurate/Trustworthy)
  2. การเข้าถึงง่าย (Accessible)
  3. การใช้งานง่าย (Easy to use)
  4. ไม่เสียค่าใช้จ่าย (Free)
  5. ความทันสมัย/การปรับปรุงสม่ำเสมอ (Active/Updated)

อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ในการเลือกแหล่งสารสนเทศที่นักศึกษาใช้จริงบ่อยที่สุด เรียงตามลำดับความสำคัญ คือ

  1. การเข้าถึงง่าย (Accessible)
  2. ไม่มีค่าใช้จ่าย(Free)
  3. ความคุ้นเคย (Familiar)
  4. การใช้งานง่าย (Easy to use)
  5. ครอบคลุม (Comprehensive)

เมื่อเปรียบเทียบหลักเกณฑ์ที่นักศึกษาอ้างและหลักเกณฑ์ในการเลือกแหล่งสารสนเทศที่นักศึกษาใช้จริง ความถูกต้อง แม่นยำ/น่าเชื่อถือ และ ความทันสมัย/การปรับปรุงสม่ำเสมอ ที่นักศึกษาอ้างถูกแทนที่ด้วย ความคุ้นเคย และ ครอบคลุม

ผลการศึกษาของ Kim and Sin (2011) สอดคล้องกับผลการศึกษาที่ผ่านมาที่ว่า เว็บเสิร์ชเอนจิน หรือ แหล่งค้นเว็บไซต์ และ เว็บไซต์/เว็บพอร์ทัลส์ คือ แหล่งสารสนเทศที่นักศึกษาใช้บ่อยที่สุด เพราะ ความสามารถในการเข้าถึง ไม่เสียค่าใช้จ่าย และใช้งานง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับ การใช้งานฐานข้อมูลออนไลน์ และ ฐานข้อมูลบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศ หรือ OPAC รวมถึง ความคุ้นเคย และ ความน่าสนใจ

การจัดฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ OPAC และ ฐานข้อมูลออนไลน์ น้อยครั้ง อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมการเลือกใช้แหล่งสารสนเทศของนักศึกษาได้ ดังนั้นการพยายามเพิ่มช่องทางและโอกาสในการใช้  OPAC และ ฐานข้อมูลออนไลน์แก่นักศึกษาให้มากที่สุด ผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การแทรกเรื่องการใช้  OPAC และ ฐานข้อมูลออนไลน์ โดยเฉพาะการรู้สารสนเทศลงไปในรายวิชาเรียนจริงและงานที่มอบหมาย การบูรณาการทักษะการรู้สารสนเทศเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีความคุ้นชิน มีประสบการณ์เชิงบวก และเห็นความสำคัญของ OPAC และ ฐานข้อมูลออนไลน์ รวมถึงแหล่งสารสนเทศคุณภาพอื่นๆ จึงเป็นประเด็นที่ควรเพิ่มสำคัญ เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมการเลือกใช้แหล่งสารสนเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างคณะและห้องสมุด ตลอดจนการพัฒนาปรับปรุง OPAC เพื่อให้สามารถใช้งานง่ายขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศจากแหล่งสารสนเทศมากกว่า 1 แหล่งพร้อมกัน

พฤติกรรมจริงของการเลือกแหล่งสารสนเทศมักจะแตกต่างจากหลักเกณฑ์ที่นักศึกษาอ้างว่ามีความสำคัญในการเลือกแหล่งสารสนเทศ เช่น นักศึกษาส่วนใหญ่อ้างว่า ความถูกต้อง แม่นยำ/น่าเชื่อถือ คือ หลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดในการเลือกแหล่งสารสนเทศ แต่พฤติกรรมจริงพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ขาดพฤติกรรมการตรวจสอบความถูกต้องและการประเมินคุณภาพของสารสนเทศที่สืบค้นผ่านเว็บไซต์ ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า อุปสรรคสำคัญของการเลือกแหล่งสารสนเทศที่มีคุณภาพ คือ พฤติกรรมของนักศึกษามากกว่าประเด็นเรื่องความรู้ที่จำเป็นในการเลือกแหล่งสารสนเทศที่มีคุณภาพ การปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมจึงเป็นเรื่องที่ควรเพิ่มความสำคัญ

อย่างไรก็ตามการศึกษาของ Kim and Sin (2011) มีข้อจำกัด คือ กลุ่มตัวอย่างประชากรถูกคัดเลือกจากความสะดวก ทำให้ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 (44%) เมื่อเทียบกับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 (9%) มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นนักศึกษาเพศหญิง (65%) และการแบ่งกลุ่มประเภทของทรัพยากรสารสนเทศที่สำรวจเป็นการแบ่งอย่างกว้างๆ

ที่มาข้อมูล:
Kim, K. S., & Sin, S. C. J. (2011). Selecting quality sources: Bridging the gap between the perception and use of information sources. Journal of Information Science, 37(2), 178–188. doi:10.1177/0165551511400958
 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป