alt

ภาพจาก IDEAS.TED.COM

ภาพและข้อภาพที่เราโพสต์บนสื่อออนไลน์ถือเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวนั้นใหญ่เกินกว่าที่ความสามารถของแต่ละบุคคลจะควบคุมและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ เนื่องจากในแต่ละสัปดาห์หรือในแต่ละเดือน มีวิธีการใหม่ๆ มากหมายที่เราสามารถติดตามข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเรา หรือสิ่งต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงเกี่ยวกับตัวเรา นอกจากนี้ ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังให้ผู้ใช้บริการหรือประชาชนทั่วไปมีความสามารถในการอัพเดทความรู้เกี่ยวกับวิธีการใหม่ๆ เหล่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราใช้คำว่า "ฉัน" เมื่อเทียบกับคำว่า "เรา"  เพียงแค่ 2 คำนี้ เครื่องมือบางเครื่องมือของบางบริษัทก็สามารถนำไปวิเคราะห์เกี่ยวกับบุคลิกหรือลักษณะส่วนบุคคลของเราได้ โดยมีงานวิจัยทางจิตวิทยาซึ่งศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติของแต่ละบุคคลโดยการเปรียบเทียบประเภทของคำที่เราใช้และความถี่ที่เราใช้คำดังกล่าว นอกจากนี้ยังคาดเดาได้ยากว่าข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราที่เปิดเผยไปนั้นจะถูกนำไปใช้นานแค่ไหน 5 หรือ 10 ปี  แม้ว่าเราจะไม่ได้โพสต์อะไร แต่การกดไลค์ (Like) ของเรา ระบบคอมพิวเตอร์ก็สามารถสรุปลักษณะเกี่ยวกับตัวเราได้แม้ไม่สมบูรณ์ก็ตามที

เมื่อพูดถึงนโยบายเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล กรณีในสหรัฐฯ เมื่อเราโพสต์ภาพหรือข้อความ เราไม่มีสิทธิ์ควบคุมในภาพหรือข้อความเหล่านั้น อย่างเช่น Facebook Twitter และ Pinterest ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของการให้บริการ (ถึงแม้เงื่อนไขดังกล่าวนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง) ภายใต้เงื่อนไขของการให้บริการ เว็บไซต์ดังกล่าวสามารถใช้ข้อมูลของผู้ใช้ตามที่ต้องการ ผู้ใช้ไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายเพื่อร้องขอให้ทางเว็บไซต์ลบ เปลี่ยน หรือปฏิเสธการอนุญาติให้เว็บไซต์เหล่านั้นใช้ข้อมูลได้ (แม้ว่าบางบริษัทอาจให้สิทธิ์นั้นแก่เรา แต่เราไม่มีสิทธิ์ตามธรรมชาติหรือกฎหมายเพื่อควบคุมข้อมูลของเรา) ดังนั้นถ้าบริษัทเจ้าของเว็บไซต์ตัดสินใจขายหรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว แม้กระทั่งเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของเรา บริษัทก็สามารถทำได้ ขณะที่ในยุโรป ผู้ใช้ (ดูเหมือน) มีสิทธิ์เหนือข้อมูลส่วนตัวมากกว่าบริษัทเจ้าของเว็บไซต์ ตัวอย่างในสเปนที่ชายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจาก Google เพราะผลการสืบค้นเกี่ยวกับตัวเค้าจาก Google แสดงปัญหาทางการเงินของเค้าซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน โดยเค้ายกประเด็นที่ว่าเค้ามีสิทธิ์ที่จะทำให้ข้อมูลเรื่องนี้ถูกลืมไป 

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1970-79 The Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ได้เคยเสนอหลักการเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นธรรมแก่ผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งมีชื่อว่า Fair Information Practices (FIPs) เมื่อเปรียบเทียบ FIPs กับสถานะภาพปัจจุบันของการกำหนดนโยบายในสหรัฐฯ พบว่ามีความต่างอย่างชัดเจนในหลายประเด็น คือ FIPs ไม่ได้พูดถึง เช่น รายละเอียดของวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูล (ข้อมูลเหตุผลในการรวบรวมข้อมูลควรมีการระบุก่อนหรือในขณะที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูล) ข้อจำกัดของการใช้ (การใช้งานข้อมูลควรมีการจำกัดเพื่อวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมเท่านั้น) ขณะที่การกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ มีความพยายามเน้นเรื่องการควบคุมและความโปร่งใส เช่น การแจ้งผู้ใช้ว่าข้อมูลของพวกเค้าจะถูกใช้และการให้สิทธิ์แก่ผู้ใช้ในบางระดับในการควบคุมข้อมูลของพวกเค้า อย่างไรก็ตาม นั่นอาจยังไม่เพียงพอต่อการปกป้องความเป็นส่วนบุคคลได้ ยังคงมีหลายวิธีที่การควบคุมและความโปร่งใสสามารถถูกมองข้าม 

เราไม่รู้จริงๆ ว่าข้อมูลของเรานั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร เพื่ออะไร และนานแค่ไหน โลกออนไลน์ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถคาดหวังได้ หนึ่งในทางออกที่ถูกพูดถึงคือกฎหมาย ด้วยการให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ควบคุมเหนือการใช้ข้อมูลของพวกเค้า การออกกฎระเบียบอย่างเคร่งคัดเกี่ยวกับ Data brokers และบริษัทอื่น ๆ ที่ถือครองข้อมูล แต่ที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มเรื่องความตระหนักในเรื่องนี้ท่ามกลางผู้ใช้งานและผู้กำหนดนโยบาย

 

ที่มาข้อมูล: Ha, T. (2014). What are you revealing online? Much more than you think. Retrieved January 27, 2015, from http://ideas.ted.com/2014/07/01/do-you-know-what-youre-revealing-online-much-more-than-you-think/

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป