โดยที่มาตรา ๕๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ"

 

 

นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงได้วางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ไว้เป็นหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐและประชาชน รวมถึงเป็นแนวทางในการให้ประชาชนมีความเข้าใจอันดีต่อการดำเนินการของรัฐ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐกับชุมชนหรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และโครงการของรัฐสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ เกิดผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามหลักสากลในบรรดาประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งหลายมี ๒ แนวทาง คือ เป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านผู้แทนราษฎร และ เป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสียกับการตัดสินใจของรัฐโดยตรงโดยใช้ทั้งสองแนวทางควบคู่กันไป

ในประเทศไทยนั้น ช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๓๙ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นการรับฟังผ่านผู้แทนราษฎรเป็นหลัก แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ รัฐบาลเห็นว่าข้อมูลที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยผ่านผู้แทนราษฎีแต่เพียงประการเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอที่รัฐบาลจะใช้ประกอบการตัดสินใจ จึงได้พัฒนาแนวทางการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสียกับการตัดสินใจของรัฐโดยตรงขึ้นโดยการออก "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. ๒๕๓๙" เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางในการจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. ๒๕๓๙" นั้นมีข้อจำกัดหลายประการ โดยขาดการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ประชาชนขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่หน่วยงานของรัฐจะดำเนินการ  และวิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจำกัดเพียงวิธีการประชาพิจารณ์ (Public Hearing) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเหมาะสมกับบางสถานการณ์เท่านั้น จึงทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มผู้ค้านขึ้นบ่อยครั้ง อันเป็นสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหลักการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับหลักสากลเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

สาระสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ และหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

๑. ขอบเขตของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘

 

๑.๑ โครงการของรัฐ

กรณีหน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ จะต้องเป็นการดำเนินการ "โครงการของรัฐ" (ตามระเบียบฯ ข้อ ๔) ดังนี้

(๑) เป็นการดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น
(๒) เป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจหรือสังคม เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างถนน เป็นต้น
(๓) หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง/ให้สัมปทาน/อนุญาต ให้บุคคลอื่นทำ เช่น บริษัท B ได้รับสัมปทานการก่อสร้างสะพานจาก อบต. ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ เป็นต้น
(๔) เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย วิถีชีวิต หรือส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น

ตัวอย่างโครงการของรัฐที่ต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘

๑. โครงการที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมและมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง เช่น โครงการก่อสร้างสถานที่กำจัดขยะ โครงการก่อสร้างถนน โครงการก่อสร้างคันกั้นน้ำ โครงการสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย
ตัวอย่าง โครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำทุ่งทะเลหลวง อ.เมือง จ.สุโขทัย  โดย กรมทรัพยากรน้ำ
โครงการสายส่งไฟฟ้า ๒๓๐ เควี ตัดตอนสายส่ง ๒๓๐ เควี ลำตะคอง - นครราชสีมา ๒ ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยสีคิ้ว โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ
๒. โครงการของรัฐตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ที่ไม่ต้องจัดทำรายกงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เช่น เขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างน้ำที่มีปริมาตรเก็บกักน้ำน้อยกว่า ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรหรือมีพื้นที่เก็บกักน้ำน้อยกว่า ๑๕ ตารางกิโลเมตร การชลประทานที่มีพื้นที่การชลประทานน้อยกว่า ๘๐,๐๐๐ ไร่ เป็นต้น

๑.๒ หน่วยงานของรัฐ

หน่วยงานของรัฐที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ตามระเบียบฯ ข้อ ๔ คือ
(๑) ราชการส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง กรม
(๒) ราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด อำเภอ
(๓) ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาลเมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล
(๔) หน่วยงานอื่นใดของรัฐ คือ หน่วยงานในฝ่ายบริการราชการแผ่นดินและไม่รวมถึงองค์กรอิสระตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
(๕) รัฐวิสาหกิจ

๑.๓ ผู้มีส่วนได้เสีย
ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้ซึ่งอาจได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายโดยตรงจากการดำเนินตามโครงการของรัฐ

๑.๔ รัฐมนตรี

คำนิยามเกี่ยวกับคำว่า "รัฐมนตรี" ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๔ ดังนี้
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(๒) นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักนายกรัฐมนตรีและส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมซึ่งไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง

๒. หน้าที่และวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐในการเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
๒.๑ ก่อนเริ่มโครงการของรัฐ
ตั้งแต่คิดริเริ่มที่จะดำเนินโครงการ หน่วยงานของรัฐ จะต้องเผยแพร่ข้อมูลโครงการให้กับประชาชนทราบและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้ เช่น การสำรวจความคิดเห็นหรือการประชุมปรึกษาหารือกับคนในชุมชน เป็นต้น (ตามระเบียบฯ ข้อ ๕ วรรคแรก)

๒.๒ ข้อมูลโครงการของรัฐที่จะต้องเผยแพร่แก่ประชาชน
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการของรัฐที่ประชาชนจะได้รับรู้ (ตามระเบียบฯ ข้อ ๗) อย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้
(๑) เหตุผลความจำเป็น และวัตถุประสงค์ของโครงการ
(๒) สาระสำคัญของโครงการ
(๓) ผู้ดำเนินการ
(๔) สถานที่ที่จะดำเนินการ
(๕) ขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการ
(๖) ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการ
(๗) ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชน รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยา
(๘) ประมาณการค่าใช้จ่ายและที่มาของเงิน

๒.๓ วิธีการเผยแพร่ข้อมูลของรัฐแก่ประชาชน
(๑) เผยแพร่ผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี http://www.publiconsultation.opm.go.th
(๒) เผยแพร่ทางอื่นๆ ภายใต้ดุลยพินิจของหน่วยงานของรัฐที่จะกำหนดวิธีการเผยแพร่ ซึ่งจะต้องเพียงพอที่คนในชุมชนหรือประชาชนจะเข้าใจและทราบข้อมูลโครงการได้

๒.๔ กรณีที่หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (ตามระเบียบฯ ข้อ ๕ วรรคแรก) สามารถดำเนินการวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธี ดังต่อไปนี้

(๑) การสำรวจความคิดเห็น ซึ่งอาจทำโดย
(๑.๑) การสัมภาษณ์รายบุคคล
(๑.๒) การเปิดให้แสดงความคิดเห็น
- ทางไปรษณีย์
- ทางโทรศัพท์
- โทรสาร
- ระบบเครือข่ายสารสนเทศ
- ทางอื่นๆ
(๑.๓) การเปิดโอกาสให้ประชาชนมารับข้อมูลและแสดงความคิดเห็นต่อหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโครงการ
(๑.๔) การสนทนากลุ่มย่อย

(๒) การประชุมปรึกษาหารือ ซึ่งอาจทำได้โดย
(๒.๑) การประชาพิจารณ์
(๒.๒) การอภิปรายสาธารณะ
(๒.๓) การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
(๒.๔) การประชุมเชิงปฏิบัติการ
(๒.๕) การประชุมระดับตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย

๒.๕ การประกาศเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
(๑) ต้องประกาศให้ประชาชนทราบ (ตามระเบียบฯ ข้อ ๑๑ วรรคหนึ่ง) ดังนี้
- วิธีการรับฟังความคิดเห็น
- ระยะเวลา
- สถานที่
- รายละเอียดที่เพียงพอแก่การที่ประชาชนจะเข้าใจและสามารถแสดงความคิดเห็นได้
(๒) ปิดไว้อย่างเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงานของรัฐและสถานที่ที่จะดำเนินโครงการเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ก่อนเริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (ตามระเบียบฯ ข้อ ๑๑ วรรคสอง)
(๓) ประกาศในเครือข่ายสารสนเทศที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีจัดให้มีขึ้นที่ http://www.publicconsultation.opm.go.th (ตามระเบียบฯ ข้อ ๑๑ วรรคสอง)

๒.๖ การดำเนินการหลังการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
เมื่อดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว จะต้องดำเนินการ ดังนี้ (ตามระเบียบฯ ข้อ ๑๒)
(๑) หน่วยงานของรัฐจัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
(๒) ประกาศไว้อย่างเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงานของรัฐและสถานที่ที่จะดำเนินการโครงการ
(๓) ประกาศในเครือข่ายสารสนเทศที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีจัดให้มีขึ้นที่ http://www.publicconsultation.opm.go.th ให้ประชาชนทราบภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

๒.๗ ผลของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
ถ้าผลการรับฟังอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนมากกว่าข้อมูลที่เผยแพร่และยังต้องดำเนินโครงการนั้นต่อไป หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการ ดังนี้ (ตามระเบียบฯ ข้อ ๑๑)
(๑) กำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสมก่อนเริ่มดำเนินโครงการ
(๒) ประกาศไว้อย่างเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงานของรัฐและสถานที่ที่จะดำเนินโครงการ
(๓) ประกาศในเครือข่ายสารสนเทศที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีจัดให้มีขึ้นที่ http://www.publicconsultation.opm.go.th

กรณีตัวอย่าง: โครงการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในชุมชน
การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีการประชุมระดับตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับโครงการปรับปรุง และจัดทำรูปแบบรายละเอียดก่อสร้างโครงการแก้ไขปัญหาน้ำเสียชุมชน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ดังนี้

๑. วิธีการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมมี ๒ วิธี ดังนี้
๑.๑ การแสดงความคิดเห็นด้วยวาจาต่อที่ประชุม ให้เวลาคนละไม่เกิน ๑๐ นาที
๑.๒ การแสดงความคิดเห็นเป็นเอกสาร โดยเขียนลงในแบบฟอร์มที่เตรียมไว้ให้

๒. บรรยายเพื่อชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ โดยการนำเสนอบนจอภาพ ดังนี้
๒.๑ วัตถุประสงค์ เหตุผลและความจำเป็นของโครงการ
จังหวัดมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและการเพิ่มขึ้นของประชากรชุมชน และอุตสาหกรรม ทำให้แหล่งน้ำเน่าเสียในแหล่งน้ำลำคลอง จึงมีความต้องการที่จะฟื้นฟู้และปรับปรุงแหล่งน้ำลำคลองดังกล่าว
๒.๒ สาระสำคัญของโครงการมีองค์ประกอบของโครงการ คือ ระบบระบายน้ำและท่อ รวบรวมน้ำเสีย โดยมีโรงบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพชนิดเติมอากาศระบบคลองวนเวียน
๒.๓ ผู้ดำเนินการ ได้แก่ จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการศึกษาปรับปรุงและจัดทำรูปแบบรายละเอียดก่อสร้าง จากนั้นแล้วจะมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดรับผิดชอบก่อสร้างและบริหารจัดการโครงการบำบัดน้ำเสียต่อไป
๒.๔ สถานที่ที่ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ในเขตเทศบาล และพื้นที่ข้างเคียง
๒.๕ ขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการการก่อสร้างระบบระบายน้ำ ใช้เวลา ๒ ปี การก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียและโรงบำบัดน้ำเสีย ๓ ปี งบประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมด ๑,๒๙๐ ล้านบาท
๒.๖ ผลกระทบในระหว่างก่อสร้างที่มีต่อประชาชน ได้แก่ การจราจร การขุดดิน กองดิน และอุปกรณ์ต่างๆ ผลของสภาพน้ำใต้ดินและฐานราก ผลของการก่อสร้างวางท่อระบายน้ำใหม่ต่อการเกิดน้ำท่วมและผลเสียทางเศรษฐกิจ
๒.๗ มาตรการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- การจัดการทางด้านการจราจร
- การจัดการทางด้านกลิ่นเสียง และแมลงรบกวนมาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอยู่ในสัญญาว่าจ้าง
๒.๘ ผลประโยชน์ของการก่อสร้างจะช่วยลดปริมาณความสกปรกในน้ำเสียจากชุมชน ลดปัญหาน้ำท่วมขัง ลดมลพิษและการสุขาภิบาลที่ดี มีผลดีต่อการพัฒนาใช้ที่ดิน ทำให้สภาพสังคมดีขึ้น และส่งเสริมด้านความงามตามธรรมชาติและการพักผ่อนหย่อนใจ
๒.๙ การประชาสัมพันธ์โครงการมีการปฐมนิเทศ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๘ การประชุมกลุ่มย่อย ๒ ครั้ง คือ เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๘ และเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ รวมทั้งบริษัทที่ปรึกษาได้นำประชาชนที่ได้รับผลกระทบเยี่ยมชมโรงปรับปรุงคุณภาพน้ำ และโรงบำบัดน้ำเสียของเทศบาลอื่นที่ประสบความสำเร็จ
๒.๑๐ ดำเนิการการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมแสดงความคิดเห็นด้วยวาจา เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นเป็นเอกสารโดยเขียนลงในแบบฟอร์มที่เตรียมไว้ เจ้าหน้าที่จะรับเอกสารมาบันทึกและพิมพ์ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบ (ผ่านจอภาพ) แล้วอ่านให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบและมีตัวแทนเจ้าหน้าที่ของโครงการเป็นผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
๒.๑๑ สรุปการชี้แจงประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการตามความคิดเห็นของประชาชน
๒.๑๒ จังหวัดได้ทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ข้อ ๑๑ วรรคสอง และข้อ ๑๒) ประกาศให้ประชาชนทราบภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่วันที่เสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๙ โดยให้ปิดไว้โดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงาน สถานที่ที่จะดำเนินโครงการของรัฐนั้น และประกาศในเครือข่ายสารสนเทศของสำนักนายกรัฐมนตรี

บรรณานุกรม:

สำนักนายกรัฐมนตรี. ศูนย์บริการประชาชน. ๒๕๕๒. คู่มือการปฏิบัติงาน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ. กรุงเทพฯ : ศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี.

สำนักนายกรัฐมนตรี. ศูนย์บริการประชาชน. ๒๕๕๒. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘. กรุงเทพฯ : ศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี.

 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป