ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัยฉับไวเช่นทุกวันนี้ เพียงแค่ปลายนิ้วคลิกก็ทำให้เรื่องราวข้อมูลข่าวสารต่างๆ ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วทั่วทุกมุมโลก ดังเช่นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล (E-mail) ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสารที่ได้รับความนิยม หลายครั้งการส่งต่อข้อความ หรือ ฟอร์เวิร์ดเมล (Forward mail) ซ้ำๆ ไปยังผู้รับทำให้เกิดการช่วยเหลือและแบ่งปันได้อย่างน่าประทับใจ บางฟอร์เวิร์ดเมลเป็นบทความดีๆ ที่ถูกส่งต่อด้วยความห่วงใย แต่ขณะเดียวกันการฟอร์เวิร์ดเมลข้อความเตือนภัยที่ขาดการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ในบางครั้งก็กลับกลายเป็นการสร้างความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 

เพื่อให้รู้เท่าทันต่อฟอร์เวิร์ดเมล ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทยได้รวบรวมตัวอย่างเรื่องราวภัยใกล้ตัวที่นิยมส่งต่อกันมากที่สุดมาลองวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าแท้จริงแล้ว เรื่องราวเหล่านั้นคือเรื่อง “จริง” หรือ “ลวง”

กินหมูปิ้งแล้วต้องนอนห้อง ICU
ที่ผ่านมามีการส่งต่อเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เกิดอาการอาหารเป็นพิษจนต้องเข้าห้อง ICU โดยเนื้อหาในเมลอ้างว่า เด็กผู้ชายคนนี้ได้ซื้อหมูปิ้งมากินกับเพื่อนคนละ 3-4 ไม้ จากนั้นราวครึ่งชั่วโมงต่อมาเขาก็เกิดอาเจียนอย่างรุนแรงจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์พบว่าความดันต่ำมาก และอาเจียนอย่างต่อเนื่อง จึงต้องให้น้ำเกลือ ซึ่งเมื่อนำเอาเศษอาหารไปตรวจสอบ พบว่า “ถูกสารพิษ” โดยผู้เล่าเหตุการณ์ในเมลสรุปว่า สารพิษที่ตรวจพบนั้นไม่ได้มาจากการเน่าเสียของหมูแต่อย่างใด แต่กลับเป็นสารพิษที่ติดมากับหมูปิ้งซึ่งเกิดจากถ่าน เนื่องจากผู้ขายได้นำเศษไม้ที่เหลือจากการทำเฟอร์นิเจอร์ที่อาบน้ำยากันปลวกและอบน้ำยากันเชื้อรามาใช้เผาเป็นถ่านเพื่อย่างอาหาร จึงทำให้เกิดพิษต่อระบบทางเดินอาหาร หากอาศัยหลักคิดทางวิทยาศาตร์ ข้อสรุปที่กล่าวอ้างอาจยังไม่ถูกต้องทั้งหมดนัก เพราะในกระบวนการเผาถ่านนั้น ความร้อนที่ใช้ในการเผาถ่านสามารถเผาทำลายสารเคมีที่ใช้ในการอบเนื้อไม้ให้หมดสิ้นไปได้ จึงไม่น่ามีสารพิษตกค้างมาปนเปื้อนกับอาหารที่ย่างด้วยถ่านไม้ดังกล่าวจนกระทั่งทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ แต่ถ้าเป็นกรณีหมูย่างด้วยไม้เฟอร์นิเจอร์เคลือบน้ำยาโดยตรง  ไม่ผ่านกระบวนการนำมาเผาเป็นถ่านก่อน ก็อาจมีสิทธิ์ได้รับสารพิษจากสารเคมีได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ถึงลักษณะอาการที่เกิดขึ้น  ความเป็นไปได้ที่ใกล้เคียงที่สุดคือ เนื้อหมูอาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งมักพบได้ในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ ทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งเป็นที่มาของการอาเจียน และท้องเสียอย่างรุนแรง

ระวังเป็น AIDS จากการกินผลไม้รถเข็น?
เรื่องราวในฟอร์เวิร์ดเมลฉบับนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ เรื่องมีอยู่ว่าเด็กชายอายุ 10 ขวบ คนหนึ่ง มีอาการไม่สบาย เมื่อไปพบแพทย์กลับตรวจพบว่าเป็นโรคเอดส์ โดยเด็กเล่าว่า ก่อนหน้านี้ 15 วัน ได้ทานสับปะรดจากร้านข้างทาง จากนั้นจึงได้นำตัวพ่อค้าสับปะรดมาสอบถาม ได้ความว่าพ่อค้าสับปะรดทำมีดบาดนิ้วตอนหั่นสับปะรดขายให้เด็ก และเมื่อทางโรงพยาบาลตรวจผลเลือดของพ่อค้าสับปะรดก็พบว่าเป็นโรคเอดส์อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อลองมาพิจารณาดูจะพบว่า ความจริงแล้วเชื้อ HIV จะไม่สามารถอยู่ได้อยู่ในสภาวะแวดล้อมภายนอกได้นาน คือภายในไม่กี่ชั่วโมงเชื้อจะตายไปประมาณ 99% และยิ่งถ้าเชื้อถูกกับความร้อน ความแห้ง ภาวะเป็นกรดด่าง แสงแดด เชื้อก็จะตายเร็วขึ้น จึงไม่สามารถแพร่เชื้อติดต่อได้ และการตรวจพบเชื้อ HIV ในระยะเวลา 15 วัน ยังเป็นไปได้ยาก เพราะกว่าที่แอนติบอดี (ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV) จะแสดงผล ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 วัน ถึง 6 เดือน (แล้วแต่บุคคล ซึ่ง 99% จะพบที่ 3 เดือน และ 100% จะพบที่ 6 เดือน โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะนัดที่ 3 เดือน ซึ่ง 99% จะตรวจพบ)

ทั้งนี้การติดเชื้อเอดส์โดยหลักใหญ่ๆ มี 2 ทาง คือ ทางเพศสัมพันธ์ และ ทางเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยา กระบอกฉีดยาที่ไม่สะอาดร่วมกัน การมีบาดแผลแล้วไปสัมผัสกับเลือดหรือน้ำเหลืองของคนไข้ที่มีเชื้อเอดส์อยู่ เช่น การใช้ของมีคม มีดโกน เข็มสักผิวหนัง เข็มเจาะหูร่วมกัน เป็นต้น โดยเรื่องราวของฟอร์เวิร์ดเมลฉบับนี้ มีการวิเคราะห์กันในเว็บไซต์ของต่างประเทศ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.snopes.com/horrors/food/pineapple.asp

Chicken Wings...Deadly Wings ปีกไก่มรณะ??
ข้อความในฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องนี้ พูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งแพทย์ตรวจพบซีสต์ในมดลูก และอธิบายว่าเกิดจากการกินปีกไก่บ่อย เนื่องจากมีการฉีดสารสเตียรอยด์ที่บริเวณคอหรือที่ปีกไก่ จึงเป็นส่วนที่สารสเตียรอยด์เข้มข้นยังคงอยู่ มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย อันตรายต่อฮอร์โมนของสตรี และนำไปสู่การเจริญเติบโตของซีสต์ในมดลูก

ในเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ไม่มีงานวิจัยที่ชี้ว่ากินปีกไก่แล้วทำให้เกิดซีสต์ที่รังไข่เลย แต่ซีสต์ที่รังไข่อาจเกิดจากไก่ได้ทางอ้อม คือ กินหนังไก่จนอ้วนมากไป เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด "ซีสต์รังไข่"  สำหรับการฉีดฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ปัจจุบันมีข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไม่ให้ใช้ฮอร์โมนเร่งฉีดในไก่แล้ว และจากการสอบถามสัตวแพทย์บอกว่า ฟาร์มไก่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช้ฮอร์โมนแล้ว ไม่ว่าจะแบบฉีดหรือฝังใต้หงอน เพราะฮอร์โมนราคาแพงมาก

โดยส่วนของอกไก่ เป็นส่วนที่อันตรายน้อยที่สุด ดีที่สุดเพราะมีมันน้อย ไม่ต้องเสี่ยงกับสารพิษตกค้างที่มักละลายอยู่ในมันไก่ รองลงมา เป็นส่วนใดก็ได้ที่เป็นเนื้อล้วนมีมันแทรกน้อย เช่น น่องและสะโพก เพราะพวกสารเคมีเป็นพิษต่างๆ นั้น มักจะพบในไก่ในส่วนที่เป็นไขมันนั่นเอง

โค้ก กรดแรง
ฟอร์เวิร์ดเมลฉบับนี้ เป็นข้อมูลการอ้างอิงชื่อนายแพทย์ท่านหนึ่ง ที่แปลมาจากบทความในต่างประเทศ ถึงข้อเปรียบเทียบระหว่างน้ำเปล่ากับโค้ก  โดยในส่วนของน้ำเปล่า กล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่า ในคน 100 คน ที่ดื่มน้ำวันละ 8 - 10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คน ลดอาการปวดหลังปวดข้อลงได้ ถ้าดื่มน้ำวันละห้าแก้ว ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ถึง 45% มะเร็งเต้านมได้ 79% และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%

ขณะที่เครื่องดื่มโค้ก มีการให้ข้อมูลอ้างถึงการใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น ตำรวจทางหลวงใช้ 'น้ำโค้ก' ล้างเลือดบนถนนเวลามีอุบัติเหตุทางรถยนต์ ,T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็มจะถูกละลายไปหมดในสองวัน, น้ำโค้กมีค่าความเป็นกรด หรือ ค่า pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้กสี่วัน ชิ้นส่วนของเล็บจะถูกจะละลายหมด หรือบริษัทขายน้ำโค้ก ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถบรรทุก มานานประมาณ 20 ปี แล้ว ฯลฯ

สำหรับกรณีนี้แน่นอนว่าการดื่มน้ำเปล่าที่เพียงพอย่อมจำเป็นและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่ในส่วนของเครื่องดื่มโค้กนั้น (หรือเครื่องดื่มน้ำดำยี่ห้ออื่น) มีค่าความเป็นกรด หรือ ค่า pH ประมาณ 2.5 จริง โดยเป็นกรดคาร์บอนิก ซึ่งมีส่วนผสมของคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีฤทธิ์เป็นกรดเล็กน้อย ถ้ากินแบบปกติก็ไม่มีผลรุนแรงขนาดที่จะกัดกร่อนเนื้อคนได้ ขณะที่น้ำมะนาวมีค่าความเป็นกรด ประมาณ 2.0 - 2.5  ซึ่งนับว่ามีความเป็นกรดแรงกว่าโค้กเสียอีก แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด เช่นนี้แล้วได้รับฟอร์เวิร์ดเมลเตือนภัยครั้งต่อไป...โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ที่มา: ปริทัศน์ เทียนทอง. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. คอลัมน์ Smart life. ฉบับวันอังคารที่ 2 สิงหาคม 2554

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป