"เครื่องอบแห้งข้าวเปลือกอนาถาเพื่อช่วยชาวนาที่น้ำท่วม"

(น้ำไม่ท่วมก็ใช้ได้นะ) 

คิดค้น ทดลอง และเขียนโดย 

ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์  สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ม.เทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ. นครราชสีมา 

 

น้ำท่วมนาเสียหายหลายแสนไร่ทั่วไทย  แต่ข้าวที่กำลังสุกนั้นไม่ได้เน่าตายเสียทีเดียว พอน้ำลดแล้ว ข้าวก็ยังอยู่ได้ระยะหนึ่งก่อนที่คอรวงและเมล็ดข้าวจะเน่าตายเสียก่อน ถ้าลอยคอไปเกี่ยวข้าวได้ทัน แล้วเอามาตากแห้งได้ทันก่อนที่จะเน่า ก็พอได้มีข้าวเอาไว้กินกันตายทีเดียวแหละ ไม่ต้องลอยคอก็ได้ เอาแพขวดน้ำ หรือ แพท่อพีวิซีที่ผมได้เสนอไว้ ถ่อไปเกี่ยวข้าวก็ได้สะดวกกว่ากันเยอะเลย พอเกี่ยวมาได้แล้ว แทนที่จะเอาไปตากบนลานสนามบอลหน้าโรงเรียน ก็มาสร้างเครื่องอบแห้งพลังแดดแบบง่ายๆ ที่สามารถอบแห้งได้เร็วกว่าตากบนลาน 3-4 เท่า ลงทุนน้อยมาก ลงแรงก็ไม่มาก ดังนี้ครับ…..

 

ให้สร้างแคร่ไม้ขึ้นมา ยกพื้นสูงประมาณ 1 ฟุตก็พอแล้ว ใหญ่เล็กแล้วแต่จะชอบ (แนะนำว่ากว้างสัก 1.2 ม.  ยาวสักสี่เมตรน่าจะดี)  พื้นแคร่พาดด้วยไม้รวกเล็กๆ ห่างกันสัก 10 ซม.ตลอดแนว   แล้วเอาไม้รวกพาดขวาง ทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบ 10 ซม x 10 ซม. โดยประมาณ  จากนั้นปูลาดด้วยตาข่ายในล่อน (ซึ่งตาข่ายนี้ชาวบ้านที่ตากข้าวก็ใช้ปูลาดในการตากบนพื้นดินอยู่แล้ว ใช้ตาข่ายตาห่างดีกว่าตาถี่)  ขึงตาข่ายให้หย่อนเล็กน้อย โดยการเหน็บเย็บชายไว้ตามขอบแคร่ไม้ (ถ้าปูรับน้ำหนักด้วยด้วยตาข่ายลวดกรงไก่แทนไม้รวกก็จะยิ่งดี อากาศจะระบายได้ดีกว่า)

 

เอาข้าวเปลือกเปียกเทเกลี่ยลงไปบนตาข่ายในล่อนให้สม่ำเสมอ ความหนาประมาณ 10 ซม. (นี่คือเหตุผลทำไมตาข่ายต้องหย่อนเล็กน้อย)  ที่ตรงกลางขอบด้านแคบของแคร่ ให้ยกเสาสูงขึ้นกว่าแนวพื้นแคร่ประมาณ 50 ซม. ขึงเสาทั้งสองด้วยเชือก (ทำเป็นราวตากผ้า) แล้วให้เอาพลาสติกดำคลุมไว้ ทำเป็นแบบหลังคาเต็นท์ ถ้าได้พลาสติกไสยิ่งดี ถ้าไม่มีใช้แผ่นสังกะสีก็ได้ ถ้าไม่มีจริงๆ แผ่นพลาสติกสีอะไรก็ได้ ผ้าก็พอได้นะ  แต่ถ้าไม่มีหลังคาจริงๆ เปิดโล่งเลยก็ได้ครับ

 

แนวสันหลังคานั้นควรวางไว้ในแนวลมที่พัดผ่านจะดีที่สุด (ดีกว่าวางขวางลม) ทำให้ลมวิ่งเข้าทางช่องจั่ว แรงลมจะช่วยพาความชื้นออกไปได้เร็วขึ้น

 

จากนั้นก็นอนเฝ้า (กันขโมย) หรือจ้างคนเฝ้าแล้วเดินทางไปอบต. ไปรับเงินช่วยเหลือจากนักการเมืองได้เลยครับ (ถูกหักค่าหัวคิวก็ไม่ว่ากัน) 

 

ต้องมีการพลิกข้าววันละสามครั้ง เช้า กลางวัน เย็น การพลิกง่ายมาก เช่นตอนเช้า  เอาจานกินข้าวมากรีดข้าวให้เป็นร่องขนานกัน  พอตอนเที่ยงก็เอาจานมากรีดอีกแต่คราวนี้กรีดไปบนสันแหลมของแถวข้าว  ซึ่งจะทำให้ข้าวด้านบนถูกพลิกลงล่างอย่างสม่ำเสมอ พอตอนเย็นก็ทำอย่างเดียวกัน ใช้เวลาเพียง 5 นาทีก็พลิกข้าวเสร็จแล้ว  ...ทดลองอบแห้งและพลิกดูแล้ว ใช้เวลาสองวันแห้งสนิท

 

ถ้าตากบนพื้นดินที่ความหนาข้าวเปลือกขนาดนี้ ท่านจะต้องใช้เวลา 5-6 วัน และยังต้องคอยพลิกกลับข้าวตลอดเวลา ทุกๆ ชั่ว่โมง

 

อีกอย่างที่ยังไม่เคยทดลอง แต่คิดว่าน่าจะช่วยเร่งเวลาการอบแห้งอีกสองเท่า คือ การก่อไฟใต้แคร่  …เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น เพราะกลางวันเรามีพระอาทิตย์แล้วโดยต้องขุดดินลงเป็นร่องสามเหลี่ยม กว้าง 20 ซม. ลึกประมาณ 10 ซม.  แล้วเอาฟืนเผาไฟ (ดุ้นยาว เช่นไม้ไผ่ ไม้กระถิน) ไปวางไว้ตลอดแนว ตามความยาวของแคร่ จากนั้นเอาแผ่นสังกะสีไปปิดไว้ให้กว้างเท่าความกว้างของแคร่   ต้องมีแผ่นนี้นะครับ ไม่งั้นจะร้อนเกินไปจนข้าวตรงกลางแคร่ไหม้เสียหมด  ความร้อนจากไฟจะแผ่ไปสู่แผ่นสังกะสี แล้วแผ่ไปยังอากาศ เฉลี่ยความร้อนไปทั่ว  ทำให้อากาศใต้แคร่อุ่นลอยตัวเข้าไปในเนื้อข้าว ไปไล่ความชื้นออก (ต้องปิดรอบแคร่ด้านยาวด้วย กันความร้อนออก แต่เปิดด้านแคบไว้ให้อากาศเข้ามา) ถ้าทำแบบนี้ช่วย อาจเพียงวันเดียวก็แห้งสนิทแล้ว ช่วยเปิดพื้นสนามบอลรร. ให้ชาวนาคนอื่นได้มาใช้บริการพื้นที่อบแห้งของโรงเรียนบ้าง

 

หลักการทำงานของเครื่องอบแห้งนี้คือ ความร้อนจากแสงแดดจะส่งผ่านมาสู่อากาศภายในด้วยหลักการของเรือนกระจก (greenhouse effect) ทำให้อากาศร้อน ซึ่งช่วยให้เกิดการระเหยน้ำได้ดีกว่าปกติ เพราะความชื้นสัมพัทธ์อากาศลดลง  ส่วนอากาศเย็นใต้ถุนของแคร่จะถูกเหนี่ยวนำให้ไหลขึ้นผ่านชั้นข้าวเปลือกออกสู่ด้านบน ก็ช่วยทำให้ข้าวเปลือกตลอดทั้งชั้นแห้งเร็วกว่าการกองบนดินมาก  อีกทั้งลมที่พัดผ่านตามแนวยาวของหลังคา ผ่านช่องเปิดที่หน้าจั่วของหลังคา ก็จะยิ่งช่วยพาความชื้นออกไปได้เร็วขึ้นกว่าปกติ

ว่าไปแล้วไม่ต้องรอให้น้ำท่วมก็ใช้เครื่องนี้ได้นะครับ ง่ายนิดเดียวไม่ต้องเอาไปขายชื้นๆแล้วถูกโรงสีตัดราคาตั้ง 20%  ถ้าเราอบแห้งข้าวจะเบาลงหน่อย แต่ขายได้เงินมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10% เช่น ข้าวเปียก 25% ขาย 1 ตัน ได้ 8000 บาท (ถูกหักไป 2000 บาท) แต่ถ้าอบแห้งเหลือความชื้น 15%  จะเหลือข้าวหนักประมาณ 900 โลเท่านั้น แต่ขายได้ 9000 บาท ได้เพิ่มมา 1000 บาท แต่ 8000 บาทนั้น จริงๆ แล้ว 4000 บาทเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าจิปาถะ กำไรสุทธิเพียง 4000 บาทเท่านั้น ดังนั้นที่ได้มากขึ้นนั้นทำให้กำไรเพิ่มเป็น 5000 บาท หรือกำไรมากกว่าเดิมตั้ง 25% ซึ่งเป็นเงินที่อักโขมากสำหรับชาวนา

 

ข้อดีอีกอย่างคือ ช่วยลดอุบัติเหตุครับ เพราะหน้าตากข้าวนี่ชาวนามักนิยมเอามาตากริมถนนทำให้รถต้องหลบ แล้วไปชนกัน มีเรื่องขึ้นมาบ่อยๆ (นายอำเภอเล่าให้ฟัง) 

 

โชคดีชาวนาไทย ขอให้รวยๆ  แล้วอย่าลืมไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคราวหน้าโดยไม่รับเงินด้วยเด๊อ  เป็นศักดิ์ศรีของชาวอีสานบ้านเฮากันถ้วนหน้า

 

 

-- 

--------------------------------------------ทวิช จิตรสมบูรณ์

ใฝ่รู้ ใฝ่คิด ใฝ่ดี คือวิถีของปัญญาชน

http://lanpanya.com/withwit

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป