จาก ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า เศรษฐกิจไทยยั่งยืน ของ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ปาฐกถาในงานมอบรางวัลสิปปนนท์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๓๐ น. วังสวนผักกาด นั้น

ดร.ประสาร ได้เปรียบเทียบว่าการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ต้องมาจากฐานรากที่มั่นคง และ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ก็เปรียบเสมือนเสาเอกของบ้านที่เรียกว่าประเทศไทยอยู่ได้โดยไม่ง่อนแง่น โดยท่านได้เสนอมุมมองผ่าน ๓ ประเด็นหลัก คือ

๑) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับความสำคัญของวิทยาศาสตร์

๒) สถานการณ์ของวิทยาศาสตร์ไทยในปัจจุบัน และ

๓) แนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ไทยในอนาคต

ในประเด็นด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า ทรัพยากรต่างๆ ล้วนมีอยู่จำกัด จากทรัพยากรจำนวนที่เท่ากัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รุดหน้ากว่าจะช่วยให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร นั้นได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพดีกว่า สูญเสียน้อยกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มผลิตภาพการผลิต ทำให้สามารถผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี และถ้าจะให้ยั่งยืนและถ้วนหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถช่วยให้บรรลุได้ผ่านการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของประชาชน โดยประชาชนเป็นเจ้าของเทคโนโลยีหรือมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างเพียง พอในระดับที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พืช ก็จะทำให้ได้ต้นพืชที่แข็งแรงมากขึ้น ได้ผลผลิตที่มีคุณลักษณะตรงตามความต้องการมากขึ้น รวมไปถึงการนำเครื่องจักรมาใช้ในการเก็บเกี่ยว การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาเทคโนโลยีในการเก็บรักษาและขนส่ง ทำให้ผลผลิตสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นและถึงมือผู้บริโภคด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ศึกษาถึงเหตุผลที่ผู้ผลิตต้องการใช้นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ไปเพื่อวัตถุประสงค์ ใดบ้าง โดยเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งพบว่า ผู้ผลิตในเกาหลีใต้ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ในเชิงรุก ในขณะที่ผู้ผลิตไทยยังใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ในแบบดั้งเดิม

ถ้ากล่าวถึง สถานการณ์วิทยาศาสตร์ไทยในปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้ามาเป็นสินค้าส่งออก แต่การส่งออกนั้น ไทยยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในการผลิต รวมทั้งยังต้องพึ่งวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง สาเหตุเพราะ ไทยยังมีความพยายามในการวิจัยและพัฒนาไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิภาพ เห็นได้จากค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 ของ GDP เท่านั้น และค่อนข้างคงที่ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ความไม่มีประสิทธิภาพนี้ จะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้จบปริญญาใบแรกในสาขาวิทยาศาสตร์สูง มาก แต่ไม่สามารถสนับสนุนให้บุคคลเหล่านี้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาในเชิงพาณิชย์ได้มากนัก แม้ว่าจะมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ไม่ได้เป็นการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่สามารถสนับสนุนให้ผู้คนที่มีความสนใจในการศึกษาวิทยาศาสตร์ซึ่ง มีเป็นจำนวนมาก ใช้ความรู้ความสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจในทิศทางที่จะเอื้อ ประโยชน์ให้แก่กันและกัน

ปัจจัยด้านภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภัยธรรมชาติ มีผู้สูงอายุมากขึ้น แหล่งพลังงานจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลดลง  ล้วนต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จึงนำมาสู่ประเด็นที่สามที่ว่า: แนวทางการพัฒนาไทยในอนาคต ควรเริ่มด้วยการปลูกฝังความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมตั้งแต่ระดับ ครอบครัวและสถานศึกษา ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐหรือภาคการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ทำวิจัยและพัฒนากับภาคเอกชน เพื่อให้มีการนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์เชิง พาณิชย์ เช่น ความร่วมมือระหว่างศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) กับบริษัทน้ำปลาไทย ตราปลาหมึก (ประเทศไทย) ในการพัฒนาน้ำปลาผง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนา และยังเป็นการสร้างความตระหนักและคุ้นเคยกับนวัตกรรมให้แก่ประชาชนในทางอ้อม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยไทยอีก ด้วย

นอกจากนี้ ดร.ประสาน ได้ฝากหลักการง่ายๆ เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติ คือ "ยืนตรง" และ "ยื่นมือ"  กล่าวคือ ยืนตรง หมายถึง ยึดมั่นในความถูกต้อง คนที่เป็นผู้รู้พึงรู้จักใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของตนก่อให้เกิด ประโยชน์มากกว่าสร้างโทษ ส่วนคำว่า "ยื่นมือ" หมายถึง การประสานเข้ากับกลุ่มคนอื่นในสังคม การให้ความช่วยเหลือและตอนแทนสังคมตามความรู้ และกำลังความสามารถอย่างต่อเนื่อง

 

บรรณานุกรม:

ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล  (ผู้ปาฐกถา). (๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔).  วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า เศรษฐกิจไทยยั่งยืน. กรุงเทพฯ : วังสวนผักกาด 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป