มนุุษย์ไม่ค่อยตระหนักต่อความยิ่งใหญ่และความสำคัญของบรรยากาศรอบตัว จนกระทั่งบรรยากาศเริ่มผันผวนและเกรี้ยวกราดรุนแรงมากขึ้น เริ่มมีเหตุการณ์ระทึกขวัญ ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภัยน้ำท่วม ไฟป่า ภัยแล้ง ภัยหนาว พายุ รวมไปถึงแผ่นดินไหว และการเกิดคลื่นสึนามิ เมื่อเร็วๆ นี้ ญี่ปุ่นต้องประสบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 8.9 ริกเตอร์ ซึ่งตามมาด้วยคลื่นสึนามิสูง 6-10 เมตร ที่พัดพารถยนต์และพังทลายอาคารที่เคลื่อนผ่าน เรือลำใหญ่ถูกพัดขึ้นฝั่ง คลังเก็บน้ำมันลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน สนามบินจมน้ำ ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายนับหมื่นคน และความเสียหายค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากการที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในบรรยากาศโลกค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น โดยอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นทุกๆ 1 องศา ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์โดยตรงเท่านั้น แม้แต่พืชและสัตว์ก็ยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย ซึ่งการตอบสนองของพืชและสัตว์แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันไป บางชนิดอาจมีการปรับตัวในรูปแบบต่างๆ เพื่อรับการเปลี่ยนแปลง เช่น การอพยพย้ายถิ่น การอพยพขึ้นสู่ที่สูง และบางชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็เริ่มลดจำนวนลงและสูญพันธุ์ไปในที่สุด

นักวิทยาศาสตร์เริ่มมีความวิตกกังวลกับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศที่เพิ่มขึ้นมากขึ้น และคาดหวังจะเห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในอนาคต จึงได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือ แบบจำลองสภาพพื้นผิวของโลกและกระบวนการทางภูมิอากาศ จากแบบจำลองนักวิทยาศาสตร์จะทดลองใช้ข้อมูลต่างๆ เพื่อให้แบบจำลองวิเคราะห์ผล ยกตัวอย่างเช่น ทดลองใช้ข้อมูลเมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเป็นสองเท่าในบรรยากาศ ว่ามีผลต่อสภาพภูมิอากาศโลกอย่างไร ปัจจุบันมีแบบจำลองภูมิอากาศโลกที่แตกต่างกันประมาณ 10 แบบจำลอง ซึ่งสามารถคาดการณ์ปัจจุบันและอนาคต

แต่ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว หรือการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าหรือไม่มีใครล่วงรู้ก่อนได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทำให้เกิดความเสียหายและการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ดีจากเหตุารณ์สึนามิถล่มชายฝั่งอันดามัน เมื่อปี 2547 ได้ชี้ให้เห็นว่าในบริเวณชายฝั่งที่มีป่าชายเลนได้รับผลกระทบจากสึนามิน้อยกว่าบริเวณที่ชายฝั่งมีแต่สิ่งที่ปลูกสร้างจึงได้เรียกว่าป่าชายเลนเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ช่วยต้านแรงสึนามิให้เบาลงได้ จากงานวิจัยโปรแกรมคำนวณแรงต้านสึนามิจากป่าชายเลน สามารถคำนวณลักษณะของป่าชายเลน ทั้งความสูงของต้นไม้ ความกว้างของอาณาเขตป่าชายเลน เพื่อคำนวณว่าจะสามารถลดผลกระทบจากสึนามิได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งทำให้ชุมชนชายฝั่งเห็นถึงความสำคัญของการมีป่าชายเลนในรูปแบบของปราการป้องกันภัย

คนสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีใช้อย่างในปัจจุบัน จึงได้นำพืชและสัตว์หลายชนิดมาใช้ในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศมาเนิ่นนานแล้ว เช่น ถ้าเห็นมดคนไข่ขึ้นที่สูง หรือกบเขียดร้องกันระงมทั้งๆ ที่ไม่ใช่ฤดูฝน ก็แสดงว่าฝนจะตกหนัก สิ่งมีชีวิตพวกนี้ได้ผ่านวิวัฒนาการและการปรับตัวมายาวนานต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม บางชนิดจึงใช้เป็นสิ่งมีชีวิตบอกเหตุในอนาคตได้

ไส้เดือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณดินชั้นบน โดยความชื้นในชั้นดินจะเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของไส้เดือนแต่ในบางครั้งเมื่อใกล้เข้าฤดูแล้ง น้ำหรือความชื้นที่เคยอยู่ในดินอาจเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว ไส้เดือนซึ่งอาศัยอยู่ในดินจะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ ความชื้นที่หายไปทำให้ไส้เดือนต้องดิ้นรนอพยพไปหาพื้นดินแห่งใหม่ จึงเกิดปรากฎการณ์ที่ไส้เดือนขึ้นมาสู่ผิวดินจำนวนมาก หลายตัวที่ไม่สามารถไปหาดินแห่งใหม่ได้ทันต้องแห้งตายอยู่บนผิวดิน จากการสังเกตการณ์ของนักวิจัยไส้เดือนพบว่าหลายปีที่ผ่านมามีการอพยพของไส้เดือนเพิ่มมากขึ้น และหลังจากเกิดปรากฏการณ์ไส้เดือนอพยพ พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะต้องเผชิญกับภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ ดังนั้นการอพยพของไส้เดือนจึงเป็นเหมือนการเตือนให้มนุษย์ว่าภัยแล้งกำลังใกล้เข้ามา และหาแนวทางตั้งรับกับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นได้

ต้นประ (Elateriospermum tapos) เป็นพืชท้องถิ่นประจำภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีพฤติกรรมผลัดใบและแตกตายอดพร้อมกันโดยปกติในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของทุกปี หลังจากทิ้งใบแล้วต้นประจะแตกใบใหม่ที่มีสีแดงสดใสพร้อมเพรียงกัน แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พบความผิดปกติของการผลัดใบแตกตายอดของต้นประ จึงมีการเก็บข้อมูลวันที่ต้นประเริ่มแตกตายอดประกอบกับข้อมูลอากาศที่เก็บด้วยเครื่องวัดอากาศอัตโนมัติ พบความสัมพันธ์ระหว่างการแตกตายอดของต้นประกับสภาพอากาศ โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแตกยอดของต้นประได้แก่ ปริมาณลมที่พัดผ่าน ทิศทางของลม ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ โดยสรุปเบื้องต้นได้ว่าการขาดน้ำน่าจะเป็นสัญญาณในการผลัดใบและแตกตาดอกพร้อมเพรียงกันของต้นประ และเป็นสัญญาณที่บอกให้มนุษย์ได้รู้เช่นกันว่าสภาพอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การปล่อยให้มีสารปนเปื้อนลงในธรรมชาติ ทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นภัยเงียบที่มนุษย์ไม่อาจรู้ได้โดยทันที แต่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในระดับลึกและระยะยาว การสืบหาความผิดปกติจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแหล่งธรรมชาติจะสามารถเปิดเผยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ เช่น การพบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งมีความเปราะบางต่อมลพิษทางน้ำ มีรูปร่างลักษณะที่ผิดปกติไป เช่น มีขางอกเพิ่มขึ้นมา เป็นต้น หรือการศึกษาสิ่งมีชีวิตที่เป็นจุดเริ่มต้นในห่วงโซ่อาหารที่สำคัญ คือ สัตว์หน้าดิน ที่เป็นอาหารของปลาเศรษฐกิจมากมายในทะเลสาบสงขลา เป็นตัวบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และความอยู่รอดของทะเลสาบสงขลาได้เป็นอย่างดี

สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ไม่เพียงช่วยเตือนภัยให้มนุษย์เท่านั้น แต่ยังสามารถรับมือกับภัยพิบัติแทนมนุษย์หรือช่วยผ่อนความรุนแรงจากภัยพิบัติได้ เช่น การมีป่าไม้จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ลดความแห้งแล้ง ป่าชายเลนช่วยลดปัญหาการกัดเซาะ และยิ่งไปกว่านั้นคือ ช่วยต้านแรงจากคลื่นยักษ์สึนามิได้ ดังนั้น หากมนุษย์รู้จักที่จะรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติจะรุนแรงเพียงใด เราก็จะสามารถตั้งรับและรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างถูกต้อง

ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2554 สวทช. (NSTDA Annual Conference 2011 : NAC 2011) ได้กำหนดให้มีหัวข้อของการสัมมนา เรื่อง สิ่งมีชีวิตพยากรณ์...เตือนภัยสิ่งแวดล้อม ในวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2554 การบรรยายมุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจอย่างกว้างขวางในการเรียนรู้ และศึกษาสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ ทั้งในแง่ของการศึกษาชีววิทยาของสิ่งมีชีวิต และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ วิทยากรที่เข้าร่วมการบรรยาย ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยา ซึ่งใช้เทคนิควิธีการศึกษาที่หลากหลาย อาทิ การศึกษาพฤติกรรม การศึกษาทางด้านเคมี การใช้แบบจำลอง และโมเดลต่างๆ ในการศึกษา ซึ่งผู้รับฟังการบรรยายในครั้งนี้จะได้ทราบข้อมูลการเตือนภัยจากสิ่งมีชีวิตหลากชนิด หลายระบบนิเวศ ทั้งพืช สัตว์ ระบบนิเวศน้ำจืด และชายฝั่งทะเล ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติแล้ว ยังอาจเป็นแรงบันดาลให้เกิดการศึกษาวิจัยเพิ่มมากขึ้น ให้มนุษย์เข้าใจและดูแลรักษาธรรมชาติเอาไว้ เพื่อเป็นเกราะป้องกัน และช่วยบรรเทาความรุนแรงจากภับพิบัติในอนาคต

โดยการบรรยายประกอบด้วยหัวข้อย่อย ดังนี้

  • ไส้เดือนสายพันธุ์ไทย เตือนภัยแล้ง โดย ศ.ดร. สมศักดิ์ ปัญหา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สัตว์ กับการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดย ดร. นพดล กิตนะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ป่าชายเลนกับการต้านแรงสึนามิ...รับมือภัยธรรมชาติด้วยธรรมชาติ โดย คุณวาสินี ชื่นบาน สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่
  • ดัชนีชี้วัดมลพิษของแหล่งน้ำชายฝั่งทะเล โดย ศ.ดร. เสาวภา อังสุภานิช มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • การแตกยอดของป่าประ ดัชนีบ่งชี้สภาะอากาศที่เปลียนแปลงไป โดย รศ.ดร. มัลลิกา เจริญสุธาสินี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์






MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป