เร็วๆ นี้
Google เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน “การตอบสนองต่อการบรรเทาภัยพิบัติและวิกฤต" ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในประวัติศาสต์ของเรา งานนี้จัดขึ้นที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น โดย ภาครัฐและผู้นำภาคเอกชนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ และมองไปในข้างหน้าในเรื่องของการทำงานร่วมกันมากขึ้นในเวลาที่เกิดวิกฤตต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
 
เมือเกิดวิกฤตใดๆ สิงแรกที่ขาดไปคือ ข้อมูล”
 
โดย อริยะ พนมยงค์
 
เชื่อหรือไม่ว่าพวกเราอยู่อาศัยกันในภูมิภาคหรือบริเวณที่มีความเสี่ยงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผู้ประสพภัยพิบัติมากกว่า 90% มีถิ่นฐานบ้านพักอยู่ในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิค ในรอบหลายปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีประเทศใดรอบข้างประเทศไทยของเราที่รอดพ้นหรือไม่ต้องรับมือกับอุบัติภัยธรรมชาติร้ายแรงอย่างน้ำท่วม แผ่นดินไหวหรือคลื่นยักษ์สึนามิ และภัยธรรมชาติก็ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่กับประเทศไทยอยู่แล้ว ดังเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปีที่แล้วที่ยังหลอกหลอนเรา หรือแม้แต่เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มเมื่อปีพ.ศ. 2547 ที่ยังอยู่ในความทรงจำของคนนับล้านๆ
 
ท่ามกลางเหตุการณ์เหล่านั้นเราได้เห็นนวัตกรรมจากอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวเนื่องกับการบรรเทาสาธารณภัยมีประสิทธิภาพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจระบุให้ชัดเจนขึ้นกว่านี้ก็ได้แก่ อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดกลุ่มคนหรือผู้คนที่มีความเป็นฮีโร่ ฉลาดเฉลียว สมองไวที่สามารถทำอะไรๆ ที่น่าทึ่งและช่วยคนอีกหลายชีวิต
 
ดังเช่นที่เคยมีคนพูดกันว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” นวัตกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์อุบัติเช่นหลังพายุเข้าหรือหลังคลื่นถล่มเป็นต้น คนทำงานที่ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้ข้อมูลจากเว็บภายนอกที่ไม่ใช่ช่องทางที่ใช้อย่างทางการ หรือบนอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ไม่ใช่ของทางการ บางทีก็ใช้โทรศัพท์ไอโฟน เอสเอ็มเอส คอมพิวเตอร์หรือระบบนำทางในพื้นที่ต่างๆ กันเช่น นิวออร์ลีนส์ (สหรัฐอเมริกา), ประเทศออสเตรเลีย, ประเทศนิวซีแลนด์, ประเทศไฮติ, ประเทศปากีสถาน, ประเทศไทยหรือประเทศญี่ปุ่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเกิดขึ้นนั่นก็คือแม้ว่าอินเตอร์เน็ตจะเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการตอบสนองต่อสถานการณ์ใดๆ อย่างรวดเร็วและใครๆ ก็น่าจะมีแผนรองรับการประสานงานหรือทำงานร่วมกัน คนทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือ อาสาสมัครและผู้คนในบริเวณที่ประสพภัย เพื่อตอบสนองอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อสถานการณ์นั้นๆ
 
สิ่งหนึ่งที่เรารู้เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตนั่นก็คืออินเตอร์เน็ตช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับข้อมูลในแบบที่เครื่องมือหรืออะไรที่เราเคยรู้มาก่อน ในงานประชุมสัมมนาที่ประเทศญี่ปุ่นที่ Google เป็นเจ้าภาพในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางที่ถูกคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม มีข้อมูลบางอย่างที่น่าพิจารณาว่าอินเตอร์เน็ตสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในสถานการณ์วิกฤต ลองดูหัวข้อต่อไปนี้
 
หลังเหตุการณ์พายุเฮอริเคนแคทริน่าถล่มเมื่อปีพ.ศ. 2548 Google Earth เป็นวิธีที่มีประโยชน์มากที่สุดต่อนักบินเฮลิคอปเตอร์ในการระบุพิกัด ตำแหน่งและประสานงานกับทีมกู้ภัยที่ติดอยู่บนหลังคาในพื้นที่ที่น้ำท่วมในปีพ.ศ. 2551 กลุ่มโปรแกรมเมอร์ในประเทศเคนย่ารวมตัวกันเรียกว่า Ushahidi ที่ให้ผู้คนส่งข้อมูลล่าสุดจากโทรศัพท์มือถือเพื่อรายงานสถานการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง โดยแนวทางนี้ได้กลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับติดตามเหตุการณ์ไฟป่าในประเทศออสเตรเลียและสถานการณ์เลือกตั้งในประเทศอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไฮติเมื่อพ.ศ. 2553 เอ็นจีโอหลายกลุ่มใช้แผนที่ออนไลน์ในการวางแผนการจัดกิจกรรม รวมถึงระบุตำแหน่งสำหรับอุปกรณ์ช่วยเหลือด้านเวชภัณฑ์ต่างๆหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีพ.ศ. 2554 อาสาสมัครมากกว่า 5,000 คนช่วยกันอัพโหลดภาพถ่ายผู้ประสพภัยจากสถานที่หลบภัยต่างๆ แปลงภาพเป็นข้อมูลรายชื่อผู้ประสพภัยและเพิ่มเติมชื่อเหล่านั้นไปยังทะเบียนผู้ประสพภัยที่เป็นทางการช่วงเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว พนักงาน Google ต่างทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและอาสาสมัครเพื่ออัพเดทข้อมูลการจราจร ที่พักพิงและข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศบนแผนที่วิกฤตซึ่งได้รวบรวมข้อมูลทางการรวมถึงข้อมูลล่าสุดที่ได้รับการอัพเดทจากโทรศัพท์ระบบแอนดรอยด์
 
นี่เป็นแค่ตัวอย่างเพียงเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ของมันช่วยชีวิตคนอีกเป็นจำนวนมาก
 
ข้อมูลมักเป็นอะไรที่ขาดแคลนเสมอในช่วงสถานการณ์วิกฤต ผู้คนจำเป็นต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่รักและเป็นห่วงของพวกเขาอยู่ที่ไหน หรือพวกเขาจะหาอาหารหรือสถานที่หลบภัยได้อย่างไร คำถามพวกนี้ไม่อาจตอบได้ในทันที สายโทรศัพท์ขาด เสาอากาศรับสัญญาณใช้งานไม่ได้ ผู้ประสพภัยในพื้นที่นั้นๆ ไม่รู้ว่าจะไปขอความช่วยเหลือได้ที่ไหน ภัยธรรมชาติต่างๆ มักทำให้ข้อมูลเก่า ที่เคยมีอยู่นำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้อีก น้ำท่วมหรือแผ่นดินไหวทำให้เกิดสภาพภูมิประเทศใหม่ๆ ที่บางครั้งแผนที่ที่ใช้อยู่ประจำก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ชัดเจนได้
 
ตรงนี้แหล่ะที่อินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วยได้
 
ก่อนอื่นใด อินเตอร์เน็ตช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนข้อมูล อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้กันอยู่เช่นสมาร์ทโฟนที่ต่อเชื่อมกับอินเตอร์เน็ตกลายเป็นตัวช่วยที่ดีพอๆ กับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ของทางราชการหรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ ในช่วงเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าในประเทศออสเตรเลียทีมกู้ภัยใช้โทรศัพท์ไอโฟนเพื่อบอกตำแหน่งของเฮลิคอปเตอร์ของพวกเขาที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มควันไฟ
 
ประการต่อมาเกือบทุกกรณีทางการมักจบลงตรงที่ใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเดียวกับคนทั่วไป หาข้อมูลและแนวทางจากเว็บไซต์ที่ใครๆ ก็เข้าไปใช้ได้และเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อไป เรามาเกือบถึงจุดที่ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นที่ใช้ได้มีประโยชน์สำหรับตำรวจเองน้อยกว่าแหล่งข้อมูลสาธารณะที่คนทั่วไปสร้างขึ้นมา เรื่องนี้จำเป็นมากที่หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ควรต้องหาหนทางในการทำให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถแบ่งปันและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในช่วงวิกฤต คุณไม่รู้หรอกว่าในวันหนึ่งจะมีความจำเป็นหรือต้องการใช้ข้อมูลเหล่านี้อย่างไร หรือใครจะหาหนทางเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นๆ ด้วยข้อมูลเหล่านี้
 
ประการที่สามนวัตกรรมเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตและนำมารวมกันด้วยอุปกรณดิจิตอลที่เปรียบเหมือนแถบเทปกาว ถึงอย่างนั้นก็ตามมันทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ มีบทเรียนหนึ่งจากงานสัมมนาในวันจันทร์ซึ่งเสนอแนวทางว่าเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าหากเรามีการจัดระบบ กระบวนการ ร่วมมือและแบ่งปันข้อมูลก่อนเกิดวิกฤตใดๆ ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มจัดตั้งกรอบการทำงานดังกล่าวที่มีฝ่ายตำรวจ ฝ่ายเทคนิค หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ และองค์กรเอกชนที่จะมารวมตัวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ครั้งต่อไปเพื่อระบุผู้สูญหาย และหาหนทางเพื่อเข้าให้ถึงผู้ประสพภัยและกระจายข่าวออกไปให้เร็วที่สุดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
 
แน่นอนว่าลำพังอินเตอร์เน็ตอย่างเดียวคงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเสียหายที่เกิดจากวิกฤตภัยธรรมชาติ อินเตอร์เน็ตช่วยให้ความพยายามต่างๆ ที่มีอยู่แล้วนั้นเกิดผลได้เร็วยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อินเตอร์เน็ตทำให้ทุกคนเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือ เรามาช่วยกันสร้างเครื่องมือสำหรับเว็บที่ทรงพลังและสร้างความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์คราวหน้า เราไม่สามารถหมุนกลับพลังอำนาจของธรรมชาติได้แต่เราสามารถฟูมฟักอย่างรวดเร็วเพื่อให้พวกเราทุกคนช่วยชีวิตและใช้อินเตอร์เน็ตเติมช่องว่างของข้อมูลที่หายไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
 
  

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป