ปัจจุบัน หลายๆ ฝ่ายกำลังสำรวจข้อมูลสถิติทางด้านเศรษฐกิจเพื่อคาดคะเนว่าสภาพเศรษฐกิจในเอเชียในช่วงปีนี้จะเป็นอย่างไร


เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.5% ในช่วงปี 2555 ขณะที่เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 3.6% โดยธนาคารโลกระบุว่า “ทุกประเทศและทุกภูมิภาคจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง”  บรรดานักเศรษฐศาสตร์ ไม่อาจฟันธงได้ว่าเราควรจะรู้สึกหดหู่ที่ข้อมูลสถิติล่าสุดทางด้านเศรษฐกิจแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว หรือว่าเราควรจะรู้สึกดีใจที่เศรษฐกิจจะไม่ถดถอยไปมากกว่านี้


ต่อไปนี้คือข้อคิดดีๆ ที่อาจทำให้คุณสบายใจมากขึ้น ผมคิดว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ยังมีอุตสาหกรรม อย่างหนึ่งในภูมิภาคนี้ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งที่ผ่านมา นั่นก็คือ อินเทอร์เน็ตที่จริงแล้วผมไม่ได้หมายถึงจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหรือระยะเวลาการใช้งานหรือจำนวนโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้น หากแต่ผมกำลังพูดถึงมูลค่าของธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตที่จะส่งผลให้จีดีพีในเอเชียเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

จากรายงานด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมผ่านทางออนไลน์บนเว็บไซต์ ValueOfTheWeb.com เราพอจะสรุปได้ว่ารายงานแต่ละฉบับมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของอินเทอร์เน็ตที่มีต่อระบบเศรษฐกิจในกว่า 15 ประเทศ ทั้งประเทศเล็กและประเทศใหญ่ ตั้งแต่เอเชียเรื่อยไปจนถึงยุโรป  รายงานดังกล่าวพยายามเติมเต็มช่องว่างในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจ นั่นคือ เราทุกคนต่างทราบดีว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่เราแทบไม่รู้เลยว่าอินเทอร์เน็ตมีมูลค่าเท่าใด  หน่วยงานสถิติของรัฐบาลต่างๆ ไม่ได้ตรวจสอบติดตามในเรื่องนี้  เมื่อคุณพยายามที่จะตรวจสอบอินเทอร์เน็ตแบบเดียวกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมทั่วไปที่มีการตรวจสอบติดตามในข้อมูลสถิติจีดีพี ผลกลับกลายเป็นว่าอินเทอร์เน็ตคือธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มาก กล่าวคือ มีมูลค่ามากกว่ายอดส่งออกเหล็กกล้าของออสเตรเลีย มากกว่าธุรกิจคมนาคมขนส่งของญี่ปุ่น และมีมูลค่าสูงกว่ายอดส่งออกก๊าซธรรมชาติของอินโดนีเซีย

แม้ว่ารายงานเหล่านี้ตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา แต่ต้องใช้ข้อมูลจากปี 2552 หรือปี 2553 ดังนั้นในอีกแง่หนึ่ง รายงานดังกล่าวยังสามารถใช้เป็นคู่มือฉบับย่อที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ

คุณจะพบว่าอินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างต่อเนื่องและสร้างงานอย่างกว้างขวางแม้กระทั่งในช่วงที่ระบบการค้าและการเงินทั่วโลกกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ  ในประเทศญี่ปุ่นที่ซึ่งอินเทอร์เน็ตมีมูลค่าสูงถึง 3.7% ของจีดีพี พบว่าจีดีพีของประเทศเติบโต 2.9 ล้านล้านเยนในช่วงปี 2548 ถึง 2553  มูลค่าของอินเทอร์เน็ตจากการประเมินตามตัวเลขจีดีพีโดยโนมูระ (Nomura) เพิ่มขึ้น 4.9 ล้านล้านเยน  ขณะที่ธุรกิจออฟไลน์เติบโตไม่เกิน 5% ต่อปีในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตกลับเติบโตถึง 8%

ในประเทศเกาหลี คุณจะพบเรื่องราวในทำนองเดียวกัน โดยในช่วงกลางทศวรรษ 2000 อินเทอร์เน็ตเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี ขณะที่จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นราว 5% ในช่วงปี 2550 จากนั้นก็ชะลอตัวลงไปอยู่ที่ 2.3% ในปี 2551 และ 0.3% ในปี 2552  อินเทอร์เน็ตเติบโตเร็วกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของฮ่องกง ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จากรายงานของบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (Boston Consulting Group) โดยมีสัดส่วนเท่ากับ 5.9% ของจีดีพีในช่วงปี 2552 และไม่ได้ชะลอตัวลงเลยจนปัจจุบัน

คุณอาจคิดว่าประเทศเหล่านี้มีการใช้งานเทคโนโลยีและเชื่อมต่อเครือข่ายกันอย่างกว้างขวางด้วยบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อีกทั้งยังประสบปัญหารุมเร้าทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่อินเทอร์เน็ตจะดูโดดเด่นขึ้นมาในช่วงเวลาและบริบทดังกล่าว  ถ้าอย่างนั้นเราลองหันมาดูประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทั้งยังมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตค่อนข้างต่ำในช่วงปี 2553 แน่นอนว่าอินโดนีเซียค่อนข้างจะล้าหลังในแง่เศรษฐกิจ แต่ถ้าเราทบทวนอีกครั้ง จะพบว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา จีดีพีโดยรวมของประเทศนี้เติบโตในอัตราที่สูงถึง 6% และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ระบุว่าในช่วงปี 2553 คาดว่าการเติบโตของจีดีพีจะยังคงอยู่ในระดับดังกล่าว  อย่างไรก็ดี มูลค่าของอินเทอร์เน็ตก็ยังคงเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่า โดย Deloitte Access Economics คาดว่ามีการเติบโตสูงกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยอินเทอร์เน็ตคิดเป็นสัดส่วนถึง 1.6% ของจีดีพีในปี 2553

ถ้าเราถอยออกมาสักสองสามก้าว เราก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดอินเทอร์เน็ตจึงแสดงศักยภาพได้อย่างโดดเด่นถึงเพียงนี้  เราคงนึกภาพไม่ออกว่าตัวเองจะใช้ชีวิตหรือทำงานได้อย่างไรถ้าปราศจากอินเทอร์เน็ต และเราทุกคนก็ทราบดีว่ายังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่เราสามารถทำได้โดยอาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ ตัวอย่างเช่น หลายๆ บริษัทใช้เครื่องมือบนอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาลูกค้ารายใหม่ๆ จัดการระบบซัพพลายเชน และลดค่าใช้จ่าย และเครื่องมือเหล่านี้ก็มีประโยชน์มากยิ่งขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง ดังที่ผลการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นระบุว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศประสบกับวิกฤตการณ์อันเลวร้าย หลายๆ บริษัทหันไปใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อระดมทุนจากลูกค้าและเสริมสร้างชุมชนให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทั่วภูมิภาคเอเชีย ค่าใช้จ่ายทางด้านข้อมูลลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุปกรณ์ก็มีราคาถูกลงอย่างมาก  บริษัทแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียประกาศแผนการผลิตเครื่องแทบเล็ตราคา 100 ดอลลาร์ ถูกกว่าโทรศัพท์ที่รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตพื้นฐานซึ่งวางจำหน่ายเมื่อสองปีที่แล้ว  ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจในเอเชียอาจชะลอตัวลง แต่ก็จะไม่ลดลงในอัตราที่รวดเร็วไปกว่าราคาโดยรวมของอินเทอร์เน็ต และที่สำคัญก็คือ อินเทอร์เน็ตจะมีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งราคาถูกลง คุณประโยชน์ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น  ด้วยเหตุนี้องค์กรต่างๆ จึงโปรโมตธุรกิจของตนผ่านทางออนไลน์เพื่อให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น  ปัจจุบันผู้คนใช้เวลาเชื่อมต่อออนไลน์กันมากขึ้น ดังนั้นผู้ลงโฆษณาจึงหันมาสนับสนุนเนื้อหาคอนเทนต์ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และเมื่อลูกค้าออนไลน์กันมากขึ้น องค์กรธุรกิจก็นำเสนอฟีเจอร์เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น  สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ จะว่าไปแล้วคงจะเป็นเรื่องดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ใช่น้อยถ้าหากราคารถยนต์ถูกลงเรื่อยๆ ขณะที่สภาพจราจรปรับปรุงดีขึ้น  แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับอินเทอร์เน็ต กล่าวคือ ขณะที่ราคาถูกลง แต่อินเทอร์เน็ตกลับมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น มีรูปลักษณ์และให้ความรู้สึกที่ดีขึ้น นับเป็นคุณภาพที่ดีเยี่ยมท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจขาลง

แน่นอน เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าองค์กรธุรกิจและประเทศต่างๆ จะสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้อย่างไร แต่เบื้องต้นขอแนะนำให้ผู้ที่คิดว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องไร้สาระลองสำรวจตรวจสอบข้อมูลตัวเลขที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งอาจช่วยให้เล็งเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่าอินเทอร์เน็ตคือหนึ่งในช่องทางการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง
 


เขียนโดย

คุณอริยะ พนมยงค์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ Google ประเทศไทย

   

  

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป