เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยอีกเหตุการณ์หนึ่ง เพราะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ส่งผลกระทบแก่ประชาชนชาวไทยกว่าค่อนประเทศ จากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเสมือนสิ่งเตือนใจให้ต้องใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดการเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้ว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและควรรับมือกับมันอย่างไร โดย อาจารย์ธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

"โครงการค่ายยุวชน...สร้างภูมิคุ้มกันภัยพิบัติจากธรรมชาติ ครั้งที่ 1" กับบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย มีการบรรยายพิเศษเรื่อง “เส้นทางสายคลองและแม่น้ำที่ไหลสู่กรุงเทพมหานคร” โดย อาจารย์ธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชนบท คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญงานวิศวกรรมธรณีและฐานราก ที่ปรึกษาการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม และเป็นผู้เขียนหนังสือประสบการณ์งานแก้ไขอาคารชุดและยกอาคาร

จากการเข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษในครั้งนี้ อาจารย์ธเนศ วีระศิริ ได้กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยนั้น มีปรากฏมาโดยตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยจำแนกเป็นช่วงระยะเวลาได้ดังนี้

  • ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พม่าได้ถอยทัพในช่วงฤดูน้ำหลากหลายครั้ง เพราะน้ำท่วม ไม่สามารถยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาได้
  • ในสมัยรัชกาลที่ 1 เกิดน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ.2328 ระดับน้ำท่วมสูงจากพื้นประมาณ 8 ศอก
  • ในสมัยรัชกาลที่ 3, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5 มักเกิดน้ำท่วมช่วงเดือน พฤศจิกายน
  • ในสมัยรัชกาลที่ 6, รัชกาลที่ 8 มักเกิดน้ำท่วมช่วงเดือน กันยายน -พฤศจิกายน
  • พ.ศ.2485 น้ำท่วมกรุงเทพฯ
  • ตั้งแต่ พ.ศ.2507 - พ.ศ.2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเรื่อยมา โดยมีระยะเวลาห่างกัน ประมาณ 2 ปี (พ.ศ.2554 เกิดมหาอุทกภัย)

จากการอ้างอิงเหตุการณ์น้ำท่วมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน จะสังเกตได้ว่าน้ำท่วมในประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติเพียงแต่น้ำท่วมมากน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเท่านั้น

มหาอุทกภัยปี 2554 เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • เริ่มจากวันที่ 24-26 มิถุนายน พ.ศ.2554 เกิดพายุโซนร้อน "ไหหม่า" (Haima) ซึ่งเป็นพายุลูกแรงที่พัดถล่มประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง และทำให้ปริมาณน้ำทางภาคเหนือมีระดับสูงขึ้น
  • ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม เกิดพายุโซนร้อน "นกเตน" (Nok-Ten) หรือ "นกกระเต็น" ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • วันที่ 28 กันยายน 2554 เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง จากพายุโซนร้อน "ไห่ถาง" (Haitang) ส่งผลให้มีฝนตกหนักต่อเนื่อง
  • ช่วงเดือนตุลาคม เกิดพายุโซนร้อน "เนสาด" (Nesat)
  • วันที่ 6-8 ตุลาคม เกิดพายุโซนร้อน "นาลแก" (Nalgae)

สถานการณ์น้ำหลังจากเกิดพายุโซนร้อนเป็นเวลาต่อเนื่อง ทำให้ฝนตกหนักและหนาแน่น ส่งผลให้ปริมาณน้ำทุกลุ่มแม่น้ำในพื้นที่ภาคเหนือเพิ่มระดับสูงขึ้น ได้แก่   

  • ลุ่มน้ำปิง นับตั้งแต่ เชียงใหม่ เรื่อยลงมาถึงตาก
  • ลุ่มน้ำวัง นับตั้งแต่ ลำปาง
  • ลุ่มน้ำยม
  • ลุ่มน้ำน่าน

และไหลมาบรรจบรวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ภาคกลางตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ เรื่อยลงมาทางใต้ในช่วงเดือน ตุลาคม เป็นต้นมา ปริมาณน้ำมหาศาลส่งผลให้น้ำล้นตลิ่ง ซึ่งมีปริมาณตามที่นักวิชาการประมาณการกว่า 12,000 ล้านลูกบากศ์เมตร เกินความสามารถที่จะรองรับปริมาณน้ำมวลนี้ได้ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำมหาศาลไหลทะลักสู่ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี จนทำให้ประตูระบายน้ำชำรุดและแตกในที่สุด ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ปริมาณน้ำมหาศาลกลายสถานะจาก น้ำท่วมแม่น้ำเป็นน้ำท่วมทุ่ง ซึ่งเป็นน้ำที่ไม่สามารถป้องกันได้ จนเกิดเป็นมหาอุทกภัยอย่างหนัก

ผลกระทบจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย

  • เกิดน้ำท่วมกระทบทั้งหมด 57 จังหวัด
  • มีผู้เสียชีวิตกว่า 600 ราย
  • เดือดร้อนกว่า 10 ล้านคน
  • น้ำท่วมบ้านเรือนกว่า 3 ล้านหลัง
  • น้ำท่วมบ้านเรือนในเขตกรุงเทพฯ กว่า 300,000 หลัง
  • น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนคร นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค) นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน แฟตตอรี่แลนด์(เขตประกอบการ อุตสาหกรรม) นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี

ถึงแม้เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ จะมีการระดมนำวัสดุที่ใช้ในการจัดการและแก้ไขปัญหาน้ำ เช่น เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย คันกั้นน้ำ ตู้คอนเทรนเนอร์ Sheet Pile และBig Bag มาใช้ แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาได้ทันเวลา สิ่งที่พอจะทำได้ในขณะนั้น มีเพียงการนำเรือมาใช้ในการผลักดันน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลโดยเร็ว ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลแค่พื้นผิวน้ำ แต่ในกรณีที่น้ำ ท่วมใหญ่นี้ การใช้เรือผลักดันน้ำนั้นถือว่ายังพอช่วยให้วิกฤตการณ์นี้ทุเลาลงบ้าง โดยจัดตำแหน่งให้เรือผลักดันน้ำอยู่ในตำแหน่งสลับฟันปลา เพื่อเพิ่อประสิทธิภาพในการช่วยเร่งผลักดันน้ำให้ไหลเร็ว และอีกหนึ่งสิ่งที่คนมองข้ามประโยนช์ในการจัดการน้ำไป ก็คือผักตบชวา ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีประโยชน์ เพราะสามารถใช้เป็น "ตัวยอน้ำ" เพื่อชะลอความเร็ว และลดแรงกระแทกของกระแสน้ำได้ อย่างเช่นที่เขตลาดกระบัง

แม้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจ แต่ก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียไปเสียทั้งหมด เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เห็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกมากมาย และได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ได้เรียนรู้ว่าประตูระบายน้ำมีความสำคัญมาก เพราะจะสร้างความสมดุลในการจัดการน้ำ และช่วยชะลอน้ำได้ตามการเปิด-ปิดของประตูระบายน้ำ ได้เรียนรู้ว่าหากนำดินชุ่มน้ำมาทำคันดินนั้น จะส่งผลให้เกิดดินสไลด์ได้ ได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยมีชื่อคลองที่เพราะและเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย ได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติของน้ำนั้นคือไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถึงแม้จะมีการเร่งสูบน้ำจากด้านตะวันตกไปยังตะวันออก เพื่อผันน้ำปริมาณมหาศาลสู่แม่น้ำบางปะกง แล้วเร่งผันออกทะเล แต่เนื่องจากด้านตะวันออกนั้นเป็นพื้นที่สูง จึงทำให้การผันน้ำไม่ประสบผลสำเร็จ จึงทำให้น้ำท่วมจ.กรุงเทพฯ ในที่สุด ได้เรียนรู้ว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นอย่างไรบ้านของเราเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงหรือต่ำกว่าน้ำทะเลปานกลางหรือไม่ ได้เรียนรู้ว่า "มิตรภาพ" เกิดได้ทุกที่ถึงแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนเลยก็ตามได้เรียนรู้ว่าควรใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปรับการใช้ชีวิตให้เป็นปัจจุบัน คิดในแง่บวก บริโภคข่าวสารที่ถูกต้องและจำเป็น และสุดท้ายคือต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข เพราะทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น ก็ย่อมมีผ่านพ้นไปได้ในที่สุด

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป