RSC (Royal Society Chemistry) ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ ศาตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 โดย ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ได้พูดถึงความท้าทายที่นักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยเผชิญ และความสำคัญของสังคมไทยที่ต้องเข้าใจถึงผลกระทบที่สำคัญของวิทยาศาสตร์ แม้ว่าวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยไม่สามารถไปได้ไกลเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่ประเทศไทยก็มีสิทธิที่จะทะยานไปเป็นประเทศผู้นำในการผลิดสินค้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งที่ดีได้ นอกจากนี้ ศาตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ได้แลกเปลี่ยนความมุ่งมั่นในงานวิจัยและเส้นทางการวิจัยเรื่องมาลาเรีย รวมทั้งสภาพปัจจุบันของพัฒนาการของยาต้านมาลาเรีย P218 เป็นยาต้านมาลาเรียตัวใหม่ ที่มีประสิทธิภาพดีและค่อนข้างถูกในการผลิต ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยของไทยที่น่าจับตามองสู่การนำไปทดสอบทางคลินิก

ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ได้พูดถึงความท้าทายที่นักวิทยาศาสตร์เผชิญในประเทศไทย ผ่านคำถามดังนี้

1. ความ ท้าทายใดที่อาจารย์พบในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การช่วยให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้เข้าใจได้ในบางส่วน คนทั่วไปจำเป็นต้องตระหนักรู้ถึงความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยาตัวใหม่หรือการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ ซึ่งปัญหาก็คือ คนไทยต้องการผลิตภัณฑ์แต่ไม่ต้องการสนับสนุนกระบวนการผลิต

2. อาจารย์ คิดว่าอนาคตของวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

ผมเคยคิดว่าในช่วงชีวิตของผม ผมอยากจะได้เห็นวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยก้าวต่อไป ซึ่งตอนนี้ ผมแน่ใจแล้วว่า วิททยาศาสตร์ในประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาเกินกว่าสถานการณ์ทั่วไปของประเทศได้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพัฒนาการก้าวหน้า ดังนั้น วิทยาศาสตร์ก็จะเป็นวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนาระดับความก้าวหน้าเช่นกัน เราคาดหวังแต่เพียงว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในการผลิตผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ดีๆ ได้

3.รัฐบาลสามารถช่วยกระตุ้นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร

รัฐบาลสามารถช่วยได้มาก น่าเสียดายที่การให้เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาต้องแข่งขันกับความต้องการเร่งด่วนด้านอื่นๆ ของประเทศ แต่ในช่วง 2 ปีที่ ผ่านมา มีการให้เงินทุนสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายกรัฐมนตรีคนก่อนเข้าใจถึงความจำเป็นของการให้เงินทุนสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงรัฐบาลใหม่ก็เช่นเดียวกัน แต่งบฯนี้ก็ยังไม่กระจายไปสู่งบฯจ้างกำลังคนเราคงต้องรอดูกันต่อไป

4. อาจารย์ รู้สึกสนใจเรื่องมาลาเรียตั้งแต่เมื่อไร

ระหว่างศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด สหราชอาณาจักร ผมค้นคว้าจลนศาสตร์เคมีของปฏิกิริยาเอนไซม์ เมื่อผมกลับประเทศไทย ผมเห็นว่าไม่มีใครเข้าใจ หรือสนใจเกี่ยวกับเอนไซม์เลย เพื่อที่จะทำให้คนเห็นว่าการศึกษาเอนไซม์เป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงตัดสินใจขับเคลื่อนโจทย์ที่สำคัญนี้ในไทยด้วยการใช้ประสบการณ์ของผม ผมศึกษาเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงและพบว่ามาลาเรียเป็นปัญหาสำคัญ ทั้งเคมีและชีวเคมีสามารถนำมาใช้เพื่อให้เข้าใจชีวิตและขบวนการของปรสิตได้ ยาที่มีอยู่ในเวลานั้น ได้แก่ chloroquine และ pyrimethemine กลับไร้ประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจึงต้องการยาตัวใหม่ ผมได้รวมตัวกับนักชีวเคมีคนอื่นๆ ตั้งกลุ่มงานวิจัยมาลาเรียขึ้น เราโชคดีที่นักวิจัยในทีมส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน เราจึงสามารถที่จะพบกันได้ทุกวัน เนื่องจากการทำวิจัยในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ยากมาก

5. การรักษาโรคมาลาเรียควรรักษาโดยการใช้ยาหรือวัคซีน

ยังคงใช้ยาอยู่ วัคซีนบางตัวอยู่ระหว่างการพัฒนาโดย GlaxoSmithKline แต่ ยังมีประสิทธิภาพไม่เท่ายา ผมคิดว่า ยังคงอีกนานที่จะใช้วัคซีนในการรักษา ยาในอุดมคติต้องมีราคาถูก รับประทานได้ทางปาก และไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ คุณจะพบว่า ยาต้านเชื้อเกือบทุกตัว รวมทั้งยาปฏิชีวนะจะใช้รักษาที่เป็นไปได้มากที่สุด 5-10 ปี ก่อนที่การดื้อยาพัฒนาขึ้น ผมคิดว่า เราต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่ยามีกลไลที่สำคัญมากขึ้น เพื่อที่ว่าจะไม่มีการกลายพันธุ์หรือการดื้อยาขึ้นมา

6. อาจารย์ ได้ค้นพบอะไรมาแล้วบ้าง

เราค้นพบ โครงสร้างของเอนไซม์ dihydrofolate reductase - thymidylate synthase ของ เชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum ซึ่งเป็นตัวเป้าหมายของยาต้านมาลาเรีย โดยตีพิมพ์ในวารสาร Nature Structural Biology ในปี 2003 จากการค้นพบนี้ ทำให้เราเข้าใจพื้นฐานของการดื้อยา เนื่องจากการเกิดการกลายพันธุ์ในบริเวณเร่ง ทำให้เราสามารถออกแบบสารประกอบซึ่งป้องกันผลของการเกิดการกลายพันธุ์ ขณะนี้มีสารประกอบจำนวนมากแต่ยังไม่เผยแพร่ ที่น่าสนใจคือ P218 ซึ่ง เป็น flexible diamino pyrimidine ที่มีประสิทธิภาพดี P218 สามาถรับประทานได้ทางปากและไม่ทำให้เกิดการดื้อยามาก และผลิตได้ในราคาถูก

7. ประเทศที่พัฒนาแล้วช่วยประเทศที่กำลังพัฒนากำจัดโรคให้หมดไปได้อย่างไร

ประเทศไทย มีความสามารถในขอบเขตที่แน่นอนของการวิจัย แต่ด้อยความสามารถในด้านอื่นๆ ของงานวิจัย ตัวอย่างเช่น ในงานวิจัยมาลาเรีย เรามีความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์คลินิก นักวิจัยในระดับนานาชาติเข้ามาประเทศไทยเพื่อศึกษาโรคมาลาเรียทาง คลินิก ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นสำหรับนักวิจัยต่างชาติเพื่อเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่โรคนี้ยังแพร่หลายอยู่ นอกจากนี้ เรามีงานวิจัยประยุกต์พื้นฐานที่ดีมากๆ เช่น งานวิจัยที่สำคัญในการค้นพบและการพัฒนายาใหม่ แต่เรายังขาดอย่างมากในเรื่องความสามารถและความเข้าใจในพิษวิทยา เภสัชจลนศาสตร์ และเภสัชพลศาสตร์ เราไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการศึกษาช่วงก่อนคลินิกและการศึกษาการกลายพันธุ์

ดังนั้น เราจึงต้องร่วมมือกับกลุ่มภายนอกประเทศ ตัวอย่างเช่น Livia Vivas ที่ London School of Hygiene and Tropical Medicine สหราชอาณาจักร เรามีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับ The Medicines for Malaria Venture ซึ่ง ตั้งอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อช่วยให้เราหาโครงสร้างของตัวเป้าหมายของยาและสนับสนุนเราในการพัฒนายาที่ดีโดยขึ้นกับตัวเป้าหมายเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำบางสิ่งด้วยตัวของเราเองและนำนักวิจัยของพวกเราเอง ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์จากประเทศกำลังพัฒนา นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนามีความร่วมมือในโครงการ วิจัยระหว่างประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน พวกเขามีบทบาทน้อยมากในการทำการคัดเลือกบางครั้งหรืองานเพาะเลี้ยงเซลล์ มีการวางแผน มีการดำเนินการและมีการพัฒนาตามแผนที่คิดไว้ เพื่อจะนำไปสู่โครงการวิจัยนั้นอยู่ในระดับน้อยมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการเป็นอย่างมาก

8. เป็นเรื่องยากหรือไม่ที่จะหาแหล่งทุนในประเทศไทย

เราต้องออกไปข้างนอกและบอกกล่าวกับประชาชนว่า งานของพวกเรา คือ สิ่งที่สำคัญมากที่ต้องการความสนับสนุน ผมตัดสินใจที่จะเข้าหาคนซึ่งมีตำแหน่งที่สำคัญในสภาวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะชักชวนให้พวกเขาเหล่านั้น เห็นว่า เราต้องการองค์กรใหม่ในการให้ทุนสนับสนุนการวิจัย ผมพบว่าบางคนก็ดีมากที่ฟังพวกเรา และพวกเราได้ก่อตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ขึ้น และต่อมาจึงมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยหน่วยงานทั้งสองให้เงินทุนสนับสนุนและมีงานวิจัยภายในเป็นของตัวเองและผมได้ช่วยร่างกฎหมายซึ่งเป็นที่มาของการก่อตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ซึ่งให้ทุนนักวิจัย 30,000-50,000 ปอนด์ ซึ่งจะเป็นหนทางที่ยาวไกลในประเทศไทย

9. ความสำเร็จใดที่อาจารย์รู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด

การทำให้สังคมเข้าใจถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยที่สุด มีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ในการทำวิจัยตั้งต้นไม่ใช่ซื้อแต่เทคโนโลยี ซึ่งสำคัญอย่างมากสำหรับอนาคตของหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย ขณะเดียวกัน ผมรู้สึกภูมิใจว่า ผมยังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์ซึ่งยังทำวิจัยได้อยู่ และนี่มีความสำคัญมากเพราะมันทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมเราจึงต้องการการสนับสนุน หลังจากออกไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี แต่ผมก็ยังกลับมาทำวิจัยได้ ซึ่งผมว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

สามารถติดตามอ่านรายละเอียดของบทสัมภาษณ์ภาคภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.rsc.org/chemistryworld/News/2011/December/15121101.asp

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป