การทำความเข้าใจและคาดการณ์ประเด็นอุบัติใหม่ของอนาคต ที่มีผลกระทบในด้านเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมานั้น เป็นศาสตร์และกระบวนการที่มีการพัฒนาขึ้นและดำเนินมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร บางครั้งใช้คำว่า “การมองอนาคต” (foresigh) หรือในระยะหลังมีคำเรียกว่า ”ข่าวกรองเชิงคาดการณ์ (anticipatory intelligence)”  โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี ทั่วโลกมีการศึกษาวิจัยและนำเสนอข้อมูลความรู้ในเรื่องนี้ โดยสถาบันที่มีชื่อเสียง นักวิชาการสาขาต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชนระดับสูงของต่างประเทศตลอดมา

 

สำหรับประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ.2548 ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ร่วมกับบัณฑิตสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.)  และศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค สวทช. ได้เป็นผู้ริเริ่มการศึกษาเรื่อง “เทคโนโลยีอุบัติใหม่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา (emerging Technologies for the development World)” และ “โครงการสิบเทคโนโลยีอนาคตสำหรับประเทศไทย” เพื่อประเมินความสำคัญและความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีอุบัติใหม่ ที่กำลังมีการพัฒนาขึ้นใหม่ในโลก และจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ให้ประเทศไทยสามารถเลือกพัฒนาความสามารถไปในเชิงรุกแต่เนิ่นๆ และสามารถตอบสนองต่อโอกาสใหม่รวมทั้งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ปัญหาโรคอุบัติใหม่ได้อย่างทันการด้วย เพราะเมื่อเทคโนโลยีใหม่มีความสำคัญขึ้นมา ภาคเอกชนและภาครัฐที่มีความต้องการก็ต้องนำเข้าด้วยราคาที่แพง และบ่อยครั้งก็ไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ยังเสียโอกาสที่จะมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ให้ตรงกับความต้องการของสังคม เนื่องจากขาดพื้นฐานที่ดีแต่ต้น ผลงานนี้ส่วนหนึ่งได้ถูกนำไปเสนอออกสู่ประชาคมวิชาการในหลายวาระ นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทำบทความเรื่อง “10 เทคโนโลยีอนาคตสำหรับประเทศไทย” ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารสำหรับผู้อ่านเป็นบุคคลทั่วไปในสังคมด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ.2550 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้การนำของ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ได้ขยายขอบเขตของ “เทคโนโลยีอุบัติใหม่” ให้กว้างขึ้น และริเริ่มโครงการศึกษาเรื่อง “ประเด็นอุบัติใหม่ที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เพื่อเตรียมสร้างความสามารถของประเทศสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อรับมือกับ “โลกาภิวัฒน์” โดยพิจารณาประเด็นอุบัติใหม่ที่ตั้งต้นจากมุมมองของผู้ใช้เทคโนโลยี หรือผู้ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี ซึ่งก็คือสังคมโดยรวมนั่นเอง

การศึกษาครั้งนี้ใช้  “กระบวนการมองอนาคตเทคโนโลยี (technology foresight” เริ่มด้วยการ “นิยามโจทย์” และ “เฝ้าติดตาม” โดยอันดับแรกมุ่งเป้าไปที่การวิเคราะห์แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโลกและประเทศไทย เพื่อให้มองเห็น “ประเด็นอุบัติใหม่ (emerging issue)” ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจากวันนี้ไปถึงอนาคต 10 ปีข้างหน้า และมีผลกระทบสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน เมื่อนิยามโจทย์ได้แล้วจากนั้นจึงเฟ้นหาแนวโน้มและพัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ที่จะมีความสำคัญต่อโลกในอนาคตและจะมีบทบาทต่อการเตรียมความพร้อมรับมือกับประเด็นอุบัติใหม่เหล่านั้นในบริบทของประเทศไทย

การศึกษาในปี 2550ได้สามารถกำหนดประเด็นอุบัติใหม่หลักๆ ที่อยู่ในบริบทของประเทศไทยได้กว้างๆ 5 สาขา ได้แก่

  1. การเกิดวิถีชีวิตอุบัติใหม่ (emerging lifestyle) จากสภาพสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ต้องพิจารณาหาแนวทางการอยู่ร่วมกันท่ามกลางปัญหาการว่างงาน แรงงานต่างด้าว และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ
  2. พลวัตของโลกธุรกิจและการค้า การกีดกันทางการค้าทวีความรุนแรงและมีความละเอียดพิถีพิถันขึ้นในทุกทาง ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้ความรู้มากขึ้น เช่น ข้อกำหนดของคู่ค้าทางด้านสุขลักษณะสิ่งแวดล้อม หรือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
  3. พลังงานทางเลือก แหล่งพลังงานเดิมเริ่มมีความไม่แน่นอนในด้านปริมาณและความมั่นคงในการจัดหามาได้ ตลอดจนปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความจำเป็นต้องพิจารณาหาพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม
  4. สิ่งแวดล้อม มีการแย่งชิงทรัพยากรทวีความรุนแรงมากขึ้น ท่ามกลางความเสื่อมโทรมลงของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบจากของเสียอุตสาหกรรมและผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
  5. สาธารณสุขแนวใหม่ คุณภาพของบริการสาธารณสุขพื้นฐานกำลังลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านบุคลากรสาธารณสุข ในขณะที่ประเทศไทยประกาศตัวจะเข้าสู่ความเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ของเอเชีย ที่เน้นการแพทย์ส่วนบุคคล
ประเด็นอุบัติใหม่ซึ่งจะส่งผลกระทบชัดเจนและรุนแรงต่อประเทศในอนาคต ควรได้รับการวางแผนรับมือโดยเร็วนั้น มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ
  1. ผลกระทบต่อการเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ของคนไทย โดยเฉพาะการย้านถิ่นฐานเข้าไปอาศัยในพื้นที่ที่ปลอดภัยมากกว่า ซึ่งเป็นผลกระทบจากสาเหตุ ได้แก่ สาเหตุการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพของสภาพแวดล้อมอันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้สูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมไม่สามารถฟื้นฟูได้ ไม่สามารถทำอาชีพเดิมได้ สาเหตุทางเศรษฐกิจเป็นผลต่อเนื่องมาจากผลกระทบด้านกายภาพ ทำให้ชุมชนไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ ต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูสูง อาจทำให้เกิดภาวะหนี้สินตามมา และทำให้เกิดปัญหาด้านสังคมตามมา เช่น โครงสร้างในครอบครัวเปลี่ยนไป วัฒนธรรมดั้งเดิมสูญหาย
  2. ผลกระทบจาการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการแย่งชิงกันมากขึ้น ได้แก่ แหล่งน้ำ ดินและป่าไม้ โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งจากการที่รูปแบบของฝนตกเปลี่ยนไป ผลที่ตามมาคือเกิดการแย่งชิงการใช้น้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ส่วนปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรดินและป่าไม้ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นทำให้ความเค็มรุกล้ำเข้าไปในพื้นดินมากขึ้น รวมทั้งปัญหาจากการถูกน้ำท่วมซ้ำซาก ทำให้ต้องมีการย้ายการเพาะปลูก คุณภาพของดินเปลี่ยนไป ถูกกัดเซาะมากขึ้น การเปลี่ยนของดินทำให้ต้องใช้ปุ๋ยมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
  3. ประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการด้านการเกษตร การเกษตรเป็นภาคเศรษฐฏิจหลักของประเทศไทย ถือว่ามีความเปราะบางอย่างยิ่ง เพราะเป็นระบบการเกษตรที่ต้องพึ่งพาสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติเป็นหลัก ปริมาณน้ำฝนที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ตกมากและถี่ขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อการเพาะปลูกของประเทศทั้งพื้นที่การเพาะปลูกและผลผลิต อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พืชและสัตว์เกิดอาการเครียด ผลผลิตไม่เป็นไปตามกำหนด รวมทั้งการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่มีมากขึ้น การปรับตัวด้านการเพาะปลูกจะเกิดขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนและโครงสร้างของตลาดเกษตรเปลี่ยนไป และครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอาหารซึ่งอาจต้องเปลี่ยนวิธีการผลิตเนื่องจากวัตถุดิบน้อยลง ไม่สม่ำเสมอ หรือการปรับสายการผลิตที่ยืดหยุ่นต่อชนิดของวัตถุดิบมากขึ้น รวมทั้งการผลิตแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยเพื่อแข่งขันทางการค้าที่จะเข้มงวดมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป