เนื่องจากปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นไป อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาและขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น จำนวนมาก แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มี ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถึงวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นใหม่ สมควรจัดตั้งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม และควบคุมการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

พระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๕๑

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2551 ขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 125 ตอนที่ 31 ก เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 จึงทำให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ทั้งนี้หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินี้ ได้ระบุถึงเหตุผลในการประกาศใช้ความว่า

            “เนื่องจากปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไป อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาและขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น จำนวนมาก แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มี ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถึงวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นใหม่ สมควรจัดตั้งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริม และควบคุมการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

            ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าว นอกจากจะอำนวยประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมและควบคุมการประกอบวิชาชีพโดยสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ยังเกิดประโยชน์แก่สังคม โดยมีสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ตลอดจนควบคุมมิให้ผู้ที่ขาดความรู้ความสามารถเข้ามาประกอบอาชีพในสาขา วิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม ซึ่งหากไม่มีการควบคุมบุคคลเหล่านั้นอาจทำให้เกิดความผิดพลาดที่ก่อให้เกิด อันตรายแก่ประชาชนและสังคมโดยรวมได้

            อย่างไรก็ตาม บริบทในเรื่องของการควบคุมในพระราชบัญญัติฉบับนี้ มิได้เป็นการควบคุมนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีให้ขาดอิสรภาพทางด้านวิชาการในการทำงานแต่อย่างใด และการที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในแต่ละสาขามารวมตัว กันเป็นสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ทุกๆ สาขาวิชาชีพก็จะได้ร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของประเทศ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อให้เกิดพลังที่เข้มแข็งเพื่อที่จะผลักดันให้เกิดพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในแบบก้าวกระโดดต่อไป

           สำหรับ เนื้อหาของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2551 แบ่งออกเป็น 9 หมวด และบทเฉพาะกาล ดังนี้

                      หมวด 1 สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                      หมวด 2 สมาชิก
                      หมวด 3 คณะกรรมการ
                      หมวด 4 การดำเนินการของคณะกรรมการ
                      หมวด 5 การกำหนดข้อบังคับของสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                      หมวด 6 การส่งเสริมการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                      หมวด 7 การควบคุมการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโลยีควบคุม
                      หมวด 8 การกำกับดูแล
                      หมวด 9 บทกำหนดโทษ  และ
                      บทเฉพาะกาล


           ทั้งนี้ใน 9 หมวด และบทเฉพาะกาลประกอบด้วยเนื้อหาสาระรวม 69 มาตรา ที่มีสาระสำคัญสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

                      1. กำหนดกลุ่มวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออก เป็น 4 กลุ่มวิชา เพื่อให้ได้รับการส่งเสริม ตามที่ปรากฏในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2551 ได้แก่

                           (1) กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
                           (2) กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
                           (3) กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร และ
                           (4) กลุ่มวิชาสหวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                      การกำหนดกลุ่มวิชาดังกล่าวจำแนกตาม ISCED/OECD/UNESCO และยังได้เทียบเคียงกับตำแหน่งกลุ่มสายงานของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน จึงทำให้การกำหนดกลุ่มวิชานี้กว้างขวางและครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็น สมาชิกและรับสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมจากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีได้ทั้งหมด จากเดิมที่การดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดำเนินการโดย สมาคมต่าง ๆ ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพ

                      2. กำหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สำหรับสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ หากปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำเนินการ จะมีความ เสี่ยงสูงในการทำให้เกิดความเสียหายหรืออุบัติภัยร้ายแรงที่เป็นอันตรายโดย ตรงกับประชาชนและสังคมโดยรวมได้ ดังนั้นในพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงได้มีการกำหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุมไว้ในมาตรา 3 เป็น 4 สาขา ได้แก่

                           (1) สาขานิวเคลียร์
                           (2) สาขาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านวิทยาศาสตร์ และการควบคุม-มลพิษ
                           (3) สาขาการผลิต การควบคุม และการจัดการสารเคมีอันตราย และ
                           (4) สาขาการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ และการใช้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค

                      นอกจากนี้ในอนาคต หากปรากฏว่ามีสาขาวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเกิดขึ้นใหม่ และมีลักษณะอันควรควบคุมเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็สามารถเสนอแนะต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กำหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุมเพิ่มเติมได้โดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา ดังปรากฏในมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 10 อนุมาตราที่ 5 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ 

                     3. ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีกฎหมายวิชาชีพอื่นอยู่แล้ว อาทิ วิศวกร แพทย์ เภสัชกร ฯลฯ ซึ่งวิชาชีพเหล่านี้แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ก็มีสภาวิชาชีพของตนเองทำหน้าที่ควบคุมและดูแลอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันการทับซ้อนกันของการควบคุม ในพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงมีการยกเว้นการบังคับใช้ดังปรากฏในมาตรา 4

                      4. กำหนดให้มีสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 8 โดยกำหนดวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ ที่มาของรายได้ และองค์ประกอบของสมาชิกไว้ดังนี้่

                           (1) วัตถุประสงค์ของสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปรากฏในมาตรา 9 โดยมีสาระสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีได้ ส่งเสริมความสามัคคี และผดุงเกียรติ ตลอดจนควบคุมดูแลความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ
                           นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ความรู้ และสร้างจิตสำนึกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชน ตลอดจนให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายและปัญหาด้าน วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย
                           (2) อำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปรากฏในมาตรา 10 โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยกำหนดแผนการส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นที่สนใจแก่ เยาวชนและประชาชนทั่วไป เพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                           ส่วนการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคุมนั้น สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับใบ อนุญาตทั้งการออก การพักใช้ และการเพิกถอนใบอนุญาต ตลอดจนการเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน การกำหนดกลุ่มวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังที่ได้กล่าวถึงแล้วในข้อ 1 และการกำหนดสาขาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม ดังที่ได้กล่าวถึงแล้วในข้อ 2
                           นอกจากนี้สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียัง มีอำนาจหน้าที่ในการออกข้อบังคับต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสมาชิก ใบอนุญาต และมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ การฝึกอบรม สิทธิประโยชน์ของสมาชิก การประชุม การเลือกตั้ง การสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกิจการ อื่นๆ ตามที่ได้มีการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้
                           (3) ที่มาของรายได้ ปรากฏในมาตรา 11 โดยกำหนดให้สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีรายได้จากค่าจดทะเบียน สมาชิก ค่าบำรุง ค่าธรรมเนียม เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ ตลอดจนผลประโยชน์จากการจัดการเงินและทรัพย์สินและการดำเนินกิจการของสภา วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งที่เป็นดอกผล และรายได้อื่น ๆ
                           (4) องค์ประกอบของสมาชิกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรากฏในมาตรา 13 โดยแบ่งสมาชิกออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
                           - สมาชิกสามัญ เป็นบุคคลธรรมดาที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ สัญชาติไทย มีความรู้ในวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณ ไม่เคยถูกจำคุก และไม่เป็นผู้มีจิตฟั่นเฟือนหรือเป็นโรคตามที่กำหนดในข้อบังคับ
                           - สมาชิกวิสามัญเป็นสมาคมที่มีวัตถุประสงค์หลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยตรง หรือเกี่ยวข้อง
                           - สมาชิกกิตติมศักดิ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งที่ประชุมใหญ่สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น ผู้แต่งตั้ง

                      5. กำหนดให้มีคณะกรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้ง คณะกรรมการก่อตั้งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามที่ปรากฏในบทเฉพาะกาลมาตรา 66 และคณะกรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามที่ปรากฏในมาตรา 21 ดังนี้ี้่

                           (1) คณะกรรมการก่อตั้ง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานที่ประชุมคณบดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและเลขานุการ
                           ทั้ง นี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ จนสามารถก่อตั้งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นได้
                           (2) คณะกรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย
                           - นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                           - กรรมการซึ่งสมาชิกเลือกตั้งจากสมาชิกสามัญจำนวน 12 คน โดยต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุมไม่น้อยกว่า 4 คน
                           - กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
                           - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามคำแนะนำของกรรมการทั้ง 3 ประเภทข้างต้น
                           นอกจากนี้นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยียังต้องเลือกกรรมการซึ่งสมาชิกเลือกตั้งจากสมาชิกสามัญให้ทำ หน้าที่เป็น อุปนายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เลขาธิการ และเหรัญญิก อีกด้วย ดังปรากฏรายละเอียดในมาตรา 23
                           ทั้งนี้คณะกรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีมีอำนาจหน้าที่โดยส่วนใหญ่ในการบริหารและดำเนินกิจการของสภา วิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังปรากฏรายละเอียดในมาตรา 28

                      6. กำหนดให้มีการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย กำหนดให้สมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าศึกษาอบรม ได้รับทุนการศึกษา การค้นคว้า การทดลอง การวิเคราะห์และการวิจัย รวมทั้งส่งเสริมให้เข้าร่วมประชุม หรือเป็นสมาชิกขององค์การวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่อาจกำหนดขึ้นในภายหลัง ดังปรากฏในมาตรา 39

                      7. กำหนดให้มีการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม โดย ใช้กลไกในการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบ คุม ส่งผลให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาต หรือถูกพักใช้ใบอนุญาต หากประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 หรือแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าสามารถประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบ คุมได้ จะมีโทษตามกฎหมายสูงสุดถึงจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ยกเว้นเฉพาะการดำเนินงานในส่วนที่เป็นงานราชการในฐานะเป็นข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังปรากฏรายละเอียดในมาตรา 41 ประกอบกับมาตรา 56 และมาตรา 64
                      นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม ต้องเข้ารับการฝึกอบรมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิชาชีพวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีที่ควบคุม เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์อีกด้วย ดังปรากฏในมาตรา 44

                      8. กำหนดให้มีการควบคุมจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม โดยมีคณะกรรมการจรรยาบรรณเป็นผู้ทำหน้าที่พิจารณา และวินิจฉัยข้อกล่าวหาในเรื่องของการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ทั้งนี้ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุมหรือผู้ที่ได้รับความ เสียหายจากการดำเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม มีสิทธิกล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุมที่ทำให้เกิด ความเสียหาย โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งโทษของการประพฤติผิดจรรยาบรรณนั้น อาจเป็นการว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต ทั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม อุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณได้ ดังปรากฏในมาตรา 46 ถึง มาตรา 55

                      9. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้กำกับดูแลสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดังปรากฏในมาตรา 7 ประกอบกับมาตรา 12 และมาตรา 59

                      ดังนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นกลไกในการบริหารจัดการ ส่งเสริมพัฒนาความรู้ ทักษะและขีดความสามารถให้มีมาตรฐานและยกระดับคุณภาพ รวมทั้งให้มีหลักประกันและความก้าวหน้าในสายวิชาชีพ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในการ ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน การแข่งขันระดับสากลได้


                      พระราชบัญญัตินี้จึงเป็นหลักประกันในการคุ้มครอง ดูแล และส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มีกรอบการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐานโดยมีกฎหมายรองรับ และสามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประสิทธิภาพและศักยภาพของผู้ ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกิดเครือข่ายความร่วมมือ ซึ่งจะเพิ่มบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการแข่งขันด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสากล


                      นอกจากนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังเป็นหลักประกันใน การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ โดยมีสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้ทำหน้าที่ตามกฎหมายอีกด้วย

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป