ของกำนัลจากสยามในสหรัฐอเมริกา
ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 โดยมี สนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่พัฒนาแน่นแฟ้นขึ้นตามกาลเวลา เนื่องจากพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลในการวางนโยบายต่างประเทศในการสร้างความสัมพันธ์กับต่างชาติ  
เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ผู้นำของประเทศสหรัฐฯ ได้ถวายสิ่งของต่าง ๆ แก่กษัตริย์ของไทย เช่น ในสมัยประธานาธิบดี Andrew Jackson สหรัฐฯ ได้ถวายดาบฝักทองคำที่ด้ามสลักเป็นรูปนกอินทรีและช้าง และสิ่งของอื่นๆ และกษัตริย์ของไทยได้พระราชทานสิ่งของต่าง ๆ เป็นการตอบแทน และสิ่งของพระราชทานเหล่านั้นได้ถูกเก็บรักษาไว้ ในพิพิธภัณฑ์ของสถาบัน Smithsonian ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า ประเทศสยามในอดีตมีวิทยาการก้าวหน้าในการคิดค้นและการประดิษฐ์โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

"ของกำนัลจากสยามในสหรัฐอเมริกา” ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้เก็บรักษาเป็นอย่างดีและไม่สามารถหาชมได้ง่าย ๆ คือ  รูปปั้นครึ่งตัวของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ  รัชกาลที่ ๔  พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ของไทย และ ภาพถ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมราชินี

รูปปั้นครึ่งตัวเหมือนจริงของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทำจากปาสเตอร์ ปั้นในแบบตะวันตก โดยทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.) (Knight of the Ancient and Auspicious Order of the Nine Gems) และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก  (the Most Exalted Order of the White Elephant)   มีการแสดงปีที่ปั้นในรัชกาลของพระองค์ ณ ใต้ฐานของรูปปั้น   ศิลปินผู้ปั้นสันนิษฐานว่าคือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐ์วราการ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมช่างสิบหมู่  และเป็นผู้ปั้นพระรูป ของบูรพกษัตริษย์ของสยามและพระสยามเทวธิราช ในอดีตตามธรรมเนียมปฏิบัติของศิลปินไทยในงานศิลปะไทยมักไม่มีการลงชื่อศิลปิน  แต่งานบางชิ้นเราสามารถทราบได้จากการจารึกไว้จดหมายเหตุในราชสำนัก  สิ่งที่แสดงให้เราเห็นก็คือ ประเทศสยามมีความเจริญและความก้าวหน้าในการประดิษฐ์และการคิดค้นสีที่เป็นส่วนประกอบสำคัญและมีอายุยาวนานจนถึงปัจจุบัน

ภาพถ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมราชินี
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ หรือ คิงมงกุฏ ได้พระราชทานภาพถ่ายของพระองค์และสมาชิกในราชวงศ์แก่ประเทศสหรัฐฯ  เพื่อเป็นเครื่องแสดงความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศตะวันตก  ภาพถ่ายเหล่านี้ได้รับการบรรจุในซองผ้าอย่างหรูหราและประทับตราครั่งพระปรมาภิไทยเหมือนกับพระราชสาส์นอื่นๆ  และใส่มาบนถาดทอง  ในพระรูปที่ส่งมานี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเครื่องแต่งกายแบบสามัญ ไม่ได้ทรงเครื่องแบบกษัตริย์  ประทับนั่งข้างพระบรมราชินีฯ (สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือ สมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระราชนนีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ)  พระหัตถ์ถือพระแสงดาบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์  และทรงพระธำมรงค์และเครื่องคาดเอวประดับด้วยอัญมณีต่างๆ   ในภาพถ่ายนี้สันนิษฐานว่าการที่สมเด็จพระราชินีประทับให้ฉายพระรูปด้วยเนื่องจากมีผู้นำประเทศตะวันตกกราบทูลถามสถานภาพระหว่างพระบรมราชินีและพระมเหสีอื่นๆ ในราชสำนัก  สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทรงพระภูษาแบบสตรีในราชสำนักไทย ประดับอัญมณี และไว้ผมปีก  ปัจจุบันได้รับการเก็บรักษาไว้ ณ National Anthropological Achieves    ภาพถ่ายดังกล่าวบอกเล่าให้เราทราบว่าประเทศสยามในยุคนั้น  มีความก้าวหน้าในการรับเทคโนโลยีการถ่ายภาพมาใช้แล้ว  และเป็นที่นิยมกันในราชสำนักแล้ว

นโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไดมอบนโยบายในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นให้เกิดคุณค่าอย่างต่อเนื่อง (Value Chain) โดยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาที่สำคัญเพื่อให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการเพื่อภาคการผลิตและสังคมไทย ดังนี้: 
 
วิทยาศาสตร์เพื่อการสร้างงาน ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างรายได้ ได้แก่ แฟชั่น (สิ่งทอ/อัญมณี) อาหารแปรรูป ยานยนต์ เอทานอล ไบโอดีเซล ชีวมวล
วิทยาศาสตร์เพื่ออนาคต ได้แก่ ดาวเทียม นาโนเทคโนโลยี Bioplastic
วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต ได้แก่ ยาและสมุนไพร
วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างฐานความรู้ ได้แก่ กำลังคน


นิทรรศการพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศ
King Rama IX: The Great Thai Scientist
เนื่องในวโรกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 85 พรรษา 5 ธันวามหาราช องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช) ได้นำนิทรรศการชุด King Rama IX: The Great Thai Scientist (พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศ) มาจัดแสดงในงานเลี้ยงรับรองวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แก่ทูตานุทูตและหน่วยงานในประเทศสหรัฐฯ ณ Mandarin Hotel วอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 3 ธันวาคม 2555  และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 เพื่อให้ประชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมงานได้ชม
 
นิทรรศการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นความอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้เพื่อพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของราษฎร รวมถึงรางวัลพระเกียรติยศที่ทรงได้รับด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในประเทศและระดับสากลและความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศกับประเทศสหรัฐอเมริกา
 
ทั้งนี้ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ได้มอบนิทรรศการชุดนี้แก่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เพื่อนำไปจัดแสดงในมลรัฐต่าง ๆ ต่อไป
 
นิทรรศการชุดนี้แสดงหลักคิด หลักปฏิบัติ และหลักการทรงงานที่ทรงนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เช่น โครงการพลังน้ำ โครงการแกล้งดินให้ดินเปรี้ยว โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา โครงการแก้มลิง โครงการหญ้าแฝก หลักการพึ่งพาตัวเองที่ยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียง และโครงการไบโอดีเซล ในวันงานมีแขกที่มาร่วมงานให้ความ สนใจจำนวนมาก

ชิ้นงานแสดง อุปกรณ์ทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ประกอบด้วย วิทยุสื่อสาร กล้องส่องทางไกล กล้องถ่ายภาพ แผนที่ และดินสอ รวมทั้งแบบจำลอง “ทฤษฎีใหม่ : แนวทางการจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน” กังหันน้ำชัยพัฒนาจำลอง


ความต้องการรีบด่วนด้านประสิทธิภาพการจัดการน้ำขณะที่ประชากรโลกกำลังมากขึ้น
จากความวิตกในความพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน น้ำ และอาหาร ด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม  กำลังเป็นความท้าทายด้านนโยบาย  เนื่องจากภายในปี ค.ศ. 2050  นี้ จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นเก้าพันล้านคน  รายงานฉบับนี้ จึงได้เสนอความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรจากการสัมมนาที่จัดขึ้น ณ  AAAS (The American Association for the Advancement of Science) กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  โดยมีวิทยากร คือ Melissa Ho  ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายจาก Bureau for Food Security, US Agency for International Development (USAID) และ Nicole Cart ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายทรัพยากรธรรมชาติจาก Congressional Research Service กล่าวถึงการเชื่อมโยงระหว่างพลังงาน น้ำ และการผลิตอาหาร  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ปริมาณการใช้น้ำจืดสามารถจำแนกได้เป็น น้ำจืดร้อยละ 70 ถูกใช้ในการเกษตรทั่วโลก  น้ำจืดร้อยละ 20 ถูกใช้ในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรม และน้ำจืดที่เหลืออีกร้อยละ 10 ถูกใช้ในครัวเรือนต่าง ๆ แต่สำหรับในประเทศที่ด้อยพัฒนา น้ำจืดร้อยละ 80-90 ถูกจัดสรรเพื่อใช้ในการเกษตร เพื่อทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น  ซึ่งไม่ได้แค่เป็นเพียงแค่การลดปริมาณน้ำจืดเท่านั้น  แต่เป็นการลดปริมาณพลังงานน้ำด้วย  ในทางกลับกัน  พลังงานฟอสซิลถูกนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยเพื่อสร้างความงอกงามและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร  และใช้เป็นพลังงานสำหรับพาหนะที่ใช้ในการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร และการกำจัดพืช รวมถึงการใช้พลังงานจากฟอสซิลในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นอาหารให้แก่มนุษย์    ในขณะเดียวกัน น้ำยังถูกใช้ในการลดความร้อนในโรงงานไฟฟ้าจากถ่านหิน โรงงานไฟฟ้าจากน้ำมัน โรงงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์  รวมถึงการใช้พลังงานน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า  นอกจากนี้ การใช้น้ำในปริมาณมากในกระบวนแปรรูปน้ำมันดิบ ทั้งในขั้นตอนการสกัด ขั้นตอนการกลั่นเพื่อแยกเอาเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ ออกมาใช้งาน และการใช้น้ำในการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ  ซึ่งเชื้อเพลิงในอนาคตแต่ละหน่วยจะเน้นการใช้น้ำในปริมาณมาก  แต่เนื่องจากปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่อย่างจำกัดกับประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้น  ทำให้ยากต่อการจัดหาน้ำจืดให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น 

วัคซีน T-Cell ช่วยรักษาโรคหายยาก
บริษัทด้านไบโอเทคโนโลยีกำลังทำการวิจัยเพื่อกำหนดแนวทางใหม่ในการใช้ยารักษาโรคระบาด
การใช้วัคซีนแบบเดิมไม่อาจต่อสู้กับโรคระบาดได้เสียแล้ว  เนื่องจากเชื้อโรคได้ปรับตัวและซ่อนตัวอยู่ภายในเซลล์ของมนุษย์   ดังนั้น วัคซีนแบบเดิมที่แพทย์ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันโรคไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเซลล์ได้  จึงทำให้เราป่วยเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น  แต่สำหรับวัคซีน T-Cell สามารถกระตุ้นระบบตอบสนองภูมิคุ้มกันที่แตกต่างจากวัคซีนแบบเดิม  และในทางทฤษฎี T-cell สามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคได้  แต่ยังไม่มีนักวิจัยท่านใดประสบความสำเร็จในการนำ5 วัคซีน T-Cell จากการทดลองไปใช้ในการรักษาจริงทางคลินิคได้
แต่ทว่า นักวิจัยจากบริษัทไบโอเทคชื่อ Genocea เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมซซซูเซตส์ เชื่อว่าพวกเขาสามารถทำได้โดยเริ่ม นำวัคซีน T-cell ไปทำการทดสอบทางคลินิกกับโรคเริม (herpes) เมื่อเร็วๆ นี้  การใช้วัคซีนแบบเดิมจะไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันบนผิวของเชื้อโรคที่ติดเชื้อ และทำลายเชื้อโรคออกไปจากร่างกาย  แต่สำหรับจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogens) บางชนิด เช่น โรคเอดส์ หนองในเทียม เริม และมาลาเรีย จะอาศัยอยู่ภายในเซลล์ของคนเรา  ทำให้สามารถหลบหนีการไล่ล่าจากวัคซีนแบบเดิมไปได้  Darren Higgins ผู้ก่อตั้งบริษัท Genocea ระบุว่า ต้องมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ (Cellular Immunity) เพื่อให้สามารถรับมือกับเชื้อโรคประเภทต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้   ซึ่งแตกต่างจากภูมิคุ้มกันจากแอนติบอดี้ (Antibody Immunity) ที่จะค้นหาและจัดการกับเชื้อโรคโดยตรง  แต่สำหรับ Cellular Immunity จะทำการค้นหาเซลล์ที่ติดเชื้อโรคและกำจัดเชื้อโรค ออกไปจากเซลล์ที่ติดเชื้อนั้น

นับว่าการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ และกลุ่มเซลล์  เพื่อต้านการติดเชื้อโดยใช้วัคซีน T-Cell เป็นสิ่งที่ท้าทาย  วิธีการพัฒนาวัคซีนจากแอนติบอดี้แบบเดิมด้วยวิธีการลองผิดลองถูกไม่สามารถนำมาใช้ได้กับการผลิตวัคซีนแบบ T-Cell  ทำให้ยังไม่มี วัคซีนแบบ T-Cell ขายในท้องตลาด  ดังนั้นการผลิตวัคซีนแบบ T-cell จึงต้องใช้เวลาศึกษาเพิ่มเติมอีกหลายปี ทั้งในแง่วิชาการ อุตสาหกรรม และการทดสอบทางคลินิค  เพื่อทำความเข้าใจว่า T-Cell สามารถควบคุมการติดเชื้อได้อย่างไร  การจำแนกโปรตีน จากโรคระบาดเป็นที่ท้าทาย  โดย T-Cell จะทำหน้าที่คอยดักจับโปรตีนเหล่านี้ และส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันทราบว่าจะ ตอบสนองต่อเชื้อโรคอย่างไร     ในปัจจุบันบริษัท Genocea มีวิธีการก้าวหน้าที่ในการคัดแยกโปรตีนจากโรคระบาด  และสามารถ จำลองโปรตีนเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ได้ในห้องทดลอง ทำให้สามารถติดตามได้ว่าวัคซีน T-cell มีการตอบสนองต่อเซลล์ที่ติดเชื้อได้อย่างไร   แม้ว่า วัคซีนโรคเริมของ Genocea ยังไม่ได้รับการพิสูจน์  แต่สำหรับการทดลองนี้ก็ไปได้ไกลเร็วกว่างานวิจัยวัคซีนตามปกติ  ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 10 ปี นับตั้งแต่การค้นพบไปจนถึงการทดสอบแนวคิดและอีกกว่า 20 ปี กว่าจะมีการนำออกสู่ตลาด

เคมีในครัวช่วยอบขนมปังไร้สารกลูเตน
กลูเตน (gluten) เป็นส่วนประกอบสำคัญในขนมปังจากแป้งสาลีที่ทำให้ขนมปังขึ้นฟู กลูเตนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายเจลเหนียว ยืดหยุ่น และไม่ละลายน้ำ พบได้ ในธัญพืช อาทิ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด กลูเตนจะกลายเป็นเหลวเมื่อเย็น และจะกลายเป็นแข็งเมื่อร้อน  กลูเตนจะก่อตัวเป็นโครงสร้างที่สามารถยืดหยุ่นได้่รอบๆ ฟองอากาศ   เและคอยดักจับความชื้นเอาไว้ไม่ให้ระเหยออกจากขนมปังในระหว่างกระบวนการอบ   เพื่อให้ได้ขนมปังที่นุ่มและเคี้ยวง่าย  จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแต่เป็นข้อดีของกลูเตนในขนมปังจากข้าวสาลี  แต่สิ่งที่แย่ก็คือ ผู้บริโภคจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกมีอาการแพ้สารกลูเตน แม้จะรับประทานขนมปังไปเพียงเล็กน้อย
 
เพื่อทดแทนการใช้โปรตีนกลูเตนในขนมปัง  นักเคมีอาหารได้ใช้โมเลกุลที่สามารถรับประทานได้ไปสร้างเป็นโครงสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยดักจับน้ำไว้ในระหว่างกระบวนการอบขนมปัง ซึ่งโมเลกุลที่ใช้ทดแทนกลูเตนจะต้องกลายเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  และกลับไปเป็นของเหลวเมื่ออุณหภูมิในขนมปังเย็นลง 
 
ดังนั้น  นักวิทยาศาสตร์ของบริษัท Dow Chemical จึงไดเริ่มทำการศึกษาสิ่งที่ท้าทายนี้ โดยเริ่มจากการใช้ เซลลูโลสจากพืช ซึ่งมีโมเลกุลที่เป็นสายยาวและเหนียว เพื่อใช้เป็นแกนหลัก  จากนั้น คณะนักวิจัยได้เพิ่มกลุ่มโมเลกุล เข้าไปด้านข้างของสายเซลลูโลส เพื่อทำให้สายเซลลูโลสมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากเดิม  โดยการศึกษานี้ นักวิจัยได้ทำการจำแนกจำนวนและประเภทของกลุ่มโมเลกุลที่เพิ่ม เข้าไปด้านข้างของสายเซลลูโลส
 
หลังจากทำการทดลองมากว่า 15 ปี  นักวิจัยได้สร้าง Goldilocks Molecule ซึ่งมีคุณสมบัติที่ต้องการขึ้นมา  และเมื่อผสมโมเลกุลใหม่นี้ลงไปในแป้งที่ไร้สารกลูเตน (เช่น แป้งข้าวเจ้า) น้อยกว่าร้อยละ 2  จะได้ขนมปังที่ไร้สารกลูเตน ที่ฟู นุ่ม เบา  การศึกษาในครั้งนี้ นักวิจัยได้เน้นการผลิตสูตรขนมปังไร้สารกลูเตนสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น   หากต้องการดัดแปลงไปใช้ในครัวเรือนอาจจำเป็นต้องทำการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อทำการปรับสูตรส่วนผสมในแป้งขนมปังต่อไป

NIST กำหนดมาตรฐานการทดสอบตะกั่วเพื่อช่วยให้ของเล่นเด็กปลอดภัย
สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ National Institute of Standard and Technology (NIST) ได้พัฒนาวัสดุอ้างอิงมาตรฐาน เพื่อใช้ทดสอบสารตะกั่วในสีสำหรับของเด็กเล่นขึ้น  ซึ่งวัสดุอ้างอิงมาตรฐานดังกล่าวจะถูกใช้โดยผู้ผลิตสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคว่า วิธีการที่ใช้ในการทดสอบระดับสารตะกั่วในสีที่ใช้กับของเล่นเด็กมีความแม่นยำสูง  เนื่องจากประเทศสหรัฐฯ มีกฏหมายชื่อ Consumer Product Safety Improvement Act of 2008 (CSPIA) ที่กำหนดไว้ว่า ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ต้องมีปริมาณสารตะกั่วในสีไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
 
กฏหมาย CSPIA ต้องการให้รายงานผลการทดสอบปริมาณสารตะกั่วในสีสำหรับของเล่นเด็กมีหน่วยเป็นกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าการรายงานผลเป็นหน่วยไมโครกรัมต่อตารางเซนติเมตร    ในระดับอุตสาหกรรม การวัดปริมาณ สารตะกั่วในสีสามารถทำได้โดยใช้เครื่อง X-ray Fluorescence แบบพกพา  แต่ CSPIA ไม่ยอมรับผลการทดสอบปริมาณสารตะกั่วในสีจากเครื่องมือดังกล่าว ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทดสอบปริมาณสารตะกั่วในสี  โดยใช้วัสดุอ้างอิงมาตรฐานร่วมกับการใช้ลำแสง X-ray ที่ ความยาวคลื่นต่างๆ (ความยาวคลื่นต่างกันให้พลังงานที่แตกต่างกัน) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย ASTM International (ASTM F 2853) เพื่อแสดงจำนวนตะกั่วต่อกิโลกรัมในสี
 
นักวิจัยจาก NIST ได้ทำการออกแบบวัสดุอ้างอิงมาตรฐานหรือ Standard Reference Material (SRM) 2569 ขึ้นมาใหม่   เพื่อให้ได้ผลการทดสอบคงที่  วัสดุอ้างอิงมาตรฐานประกอบด้วย แผ่นโพลิเอสเตอร์ที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนประกอบในสีในปริมาณแตกต่างกัน โดยแผ่นหนึ่งไม่มีสารตะกั่วอีกแผ่นหนึ่งมีสารตะกั่วในสีปริมาณ 85 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  และอีกแผ่นหนึ่งมีสารตะกั่วในสีปริมาณ 314 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  นอกจากกจะกำหนดปริมาณของสารตะกั่วในสีแล้ว NIST ยังได้จัดทำวัสดุอ้างอิงมาตรฐานที่มีการกำหนดค่าความหนาแน่นของสีไว้ด้วย  เพื่อให้มีผลลัพธ์ที่ถูกต้องและแม่นยำ  แม้ว่าวัสดุอ้างอิงมาตรฐานดังกล่าวจะไม่ได้นำมาใช้เพื่อเป็นมาตรฐานการสอบเทียบ (Calibration Standard) หรือวัสดุควบคุมสำหรับสอบเทียบเครื่องมือโดยทั่วไป  ที่ผ่านมา NIST ได้ทำการวิเคราะห์และจัดทำวัสดุอ้างอิงมาตรฐานไปแล้วกว่า 1,300 ชนิด และถูกนำไปใช้ทั่วโลก  เพื่อตรวจสอบความแม่นยำของเครื่องมือต่าง ๆ และใช้เป็นวัสดุอ้างอิงมาตรฐานในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคต่าง ๆ ทั่วโลก

สารตะกั่วเป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่ก่อให้อันตรายต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย  Center of Disease Control and Prevention ระบุว่า เด็กอเมริกันจำนวน 250,000 คน มีระดับสารตะกั่วในเลือดเกินกว่า 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร  ซึ่งเด็กเหล่านี้ต้องเข้ารับการบำบัดรักษาเพื่อให้ระดับของสารตะกั่วอยู่ในระดับปกติ  สารตะกั่วถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบ ของสี (pigments) เพื่อทำให้สีติดทนนาน  แต่เนื่องจาก ความเป็นพิษต่อร่างกายของตะกั่ว จึงทำให้การใช้สารตะกั่ว เป็นส่วนผสมในสีไม่ได้รับการยอมรับ

 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป