ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ชั้นบรรยากาศของโลกมีคาร์บอนไดออกไซด์ราว 280 พีพีเอ็ม (parts oer million) ซึ่งหมายถึง "ดี" ในที่นี้หมายถึง "ความเคยชิน" เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ดักจับความร้อนบริเวณผิวโลกไม่ให้ลอยกลับสู่อวกาศ เท่ากับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก อยู่ในราว 14 องศาเซลเซียส แต่เมื่อราวปลายทศวรรษ 1950 ตัวเลขพีพีเอ็มสูงถึง 315 และ 380 ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นคร่าวๆ ปีละ 2 พีพีเอ็ม นั่นหมายถึง ความร้อนส่วนเกินที่คาร์บอนไดออกไซด์กักเก็บไว้ ซึ่งมีค่าเพียง 2 วัตต์ต่อตารางเมตรบนผิวโลก ก็ทำให้โลกร้อนได้อย่างมาก และเราได้ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงไปแล้วกว่าครึ่งองศาเซลเซียส ความร้อนที่เราได้เห็นจนถึงขณะนี้ก็เริ่มส่งผลให้องค์ประกอบที่เป็นน้ำแข็งส่วนใหญ่บนโลกละลาย ฤดูกาลและวัฏจักรฝนแปรปรวน ระดับทะเลสูงขึ้น

เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา มีรายงานหลายฉบับบ่งชี้ว่า คาร์บอนไดออกไซด์ 450 พีพีเอ็ม คือ จุดวิกฤติ หากตัวเลขสูงกว่านี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หลายร้อยปีนับจากนี้ จะเกิดปัญหาพืดน้ำแข็งในกรีนแลนด์และทางตะวันตกของแอนตาร์กติกาละลาย ตามมาด้วยระดับทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเป็นตัวเลขที่คาดการณ์ว่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งควรเป็นตัวเลขที่ควรหลีกเลี่ยง และเรามีเวลาไม่มากนัก หากรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ที่ปีละ 2 พีพีเอ็ม เราก็เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 25 ปีเท่านั้น

เมื่อสามปีก่อน ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน โดย สตีเวน พาดาลา และ โรเบิร์ต โซโดโลว์ เสนอการประเมินความเป็นไปได้ที่ดีที่สุด ตีพิมพ์บทความในวารสาร ไซเอนซ์กล่าวถึง "ลิ่มความเสถียร" 15 ลิ่ม ซึ่งแต่ละลิ่มจะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,000 ล้านตันในปี 2057 โดยลิ่มความเสถียร 15 ลิ่ม แบ่งเป็น


ด้านชีวภาพ
1. ส่งเสริมการไถดินแบบอนุรักษ์ในพื้นที่กสิกรรมทั่วโลก (การไถปกติจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา)
2. ยุติการทำลายป่าอย่างสิ้นเชิง
3. เพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอล จากปัจจุบัน 50 เท่า
4. เพิ่มกำลังลมในการผลิตไฮโดรเจนสำหรับรถที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงขึ้นจากปัจจุบัน 50 เท่า
5. เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ขึ้นจากปัจจุบัน 700 เท่า
6. เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังลมขึ้นจากปัจจุบัน 25 เท่า

ด้านเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ
7. ลดการใช้ถ่านหินโดยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ขึ้นอีก 3 เท่า
8. สร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติแทนโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินขนาดใหญ่ 1,400 โรง

การดักจับและกักเก็บคาร์บอน
9. ใช้ระบบดักจับที่โรงผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากถ่านหิน เพื่อผลิตเชื้อเพลิง 30 ล้านบาเรลล์ต่อวัน
10. ใช้ระบบดักจับที่โรงผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินเพื่อผลิตเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ 1,000 ล้านคัน
11. ใช้ระบบดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และกักเก็บไว้ใต้ดินที่โรงไฟฟ้าพลังถ่านหินขนาดใหญ่ 800 โรง หรือโรงไฟฟ้าพลังก๊าซธรรมชาติ 1,600 โรง

ประสิทธิภาพและการอนุรักษ์
12. เพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินขึ้นจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 60
13. เพิ่มประสิทธิภาพในระบบทำความร้อน ระบบทำความเย็น แสงสว่าง และอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นร้อยละ 25
14. ลดระยะการวิ่งของรถยนต์แต่ละคันจาก 16,000 เหลือ 8,000 กิโลเมตรต่อปี
15. พัฒนาระบบประหยัดพลังงานของรถ 2,000 ล้านค้น จาก 12 กิโลเมตรต่อลิตรเป็น 25 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งจะออกจำหน่ายในราวปี 2057

แมกคิบเบน, บิล. "สมการใหม่ของวิกฤติคาร์บอน : ในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ก้าวแรกคือการคำนวณตัวเลข" National Geographic ฉบับภาษาไทย 7, 75 (ตุลาคม 2552) : 42-47.

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป