องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป หรือ เซิร์น (European Organization for Nuclear Research : CERN) หรือชื่อแรกเมื่อก่อตั้งคือ European Concil for Nuclear Research) คือ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์

เซิร์น ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2497 ซึ่งครั้งแรกเมื่อก่อตั้งมีประเทศสมาชิกที่เข้าร่วม 12 ประเทศ ขณะที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20 ประเทศสมาชิก และ 8 ประเทศสังเกตการณ์ โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีรอล์ฟ ฮอยเออร์ (Rolf Heuer) นั่งตำแหน่งหัวหน้า

สำหรับบทบาทหน้าที่หลักของเซิร์น คือ การจัดเตรียมเครื่องเร่งอนุภาคและโครงสร้างอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการวิจัยและพัฒนาด้านฟิสิกส์อนุภาค

ผลงานยักษ์ของเซิร์นเกี่ยวกับโครงการวิจัยและพัฒนาด้านฟิสิกส์อนุภาค คือ เครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider : LHC) ซึ่งตั้งอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินรูปวงแหวนขนาดเส้นรอบวงถึง 27 กิโลเมตร ลึก 100 เมตร กินพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ใต้ดินชายแดนของฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ นับเป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าถึง 3 แสนล้านบาท ความใหญ่ที่ว่าไม่ใช้เพียงขนาดแต่คือกำลังมหาศาล ซึ่งหากเปิดเครื่องจักรเต็มกำลังจะมีกำลังถึง 7 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) นับเป็นเครื่องจักรทางวิทยาศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก LHC ถูกสร้างขึ้นเพื่อยิงลำอนุภาค 2 ลำ ให้ชนกันด้วยความเร็วเข้าใกล้แสง อนุภาคที่ว่าคือ อนุภาคของโปรตรอน 2 ทิศทาง เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการจำลองเหตุการณ์ "บิ๊กแบง (Big Bang)" ที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นการระเบิดที่ก่อให้เกิดจักรวาล เมื่อราว 14 หมื่นล้านปีก่อน ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะได้เห็นอนุภาคใหม่ๆ จากการพุ่งชนกันครั้งนี้ และการทดลองจะทำให้ได้ข้อมูลการชนของโปรตรอนและไอออนของตะกั่วภายในเครื่อง LHC ที่แน่นอนที่สุดนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่า การเดินเครื่องอย่างเต็มแรงจะทำให้ได้เห็นอนุภาคที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนอย่างอนุภาคฮิกก์สโบซอน ซึ่งตามทฤษฎีระบุว่าเป็นอนุภาคที่ก่อให้เกิดมวลอนุภาคและสสารอื่นๆ ในเอกภพ ซึ่งนำไปสู่การเข้าใจในพื้นฐานธรรมชาติของจักรวาล

10 ก.ย. 2551 เซิร์น เปิดเครื่องเร่งอนุภาค LHC ครั้งแรกเริ่มต้นการทดลอง

19 ก.ย. 2551  เครื่องเร่งอนุภาค LHC ที่พึ่งเปิดเครื่องเดินได้เพียง 9 วัน ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเกิดปัญหาจากระบบไฟฟ้าขัดข้องแม่เหล็กละลาย จนเกิดกรณีฮีเลียมรั่วนับตัน ซึ่งยังไม่ได้เร่งให้อนุภาคชนกันแม้แต่เพียงครั้งเดียว จนต้องปิดซ่อมแซมเพื่อให้สามารถกลับมาเดินเครื่องใหม่ได้อีกครั้ง โดยต้องทำความสะอาดและซ่อมแซมแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ 53 ตัว ในการซ่อมแซมครั้งนี้เซิร์นต้องจ่ายเงินและเพิ่มระบบความปลอดภัยรวม 1,300 ล้านบาท โดยหลังการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า สาเหตุของความเสียหายครั้งนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของระบบไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการเชื่อมกันของแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด 2 ตัว ที่มีหน้าที่เร่งอนุภาค ภายใน LHC มีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดติดตั้งประมาณ 1,200 ตัว

23-25 ต.ค. 2552 เซิร์นเดินเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ LHC อีกครั้ง โดยครั้งนี้ประสบผลสำเร็จในการยิงอนุภาคเข้าใน 1 เซคเตอร์ของเครื่อง LHC ทั้ง 2 ทิศทาง คือ ตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งเครื่องตรวจวัดอนุภาค ALICE และ LHCb สามารถตรวจจับผลการทดลองการยิงลำอนุภาคได้

20 พ.ย. 2552 (ตามเวลาในประเทศไทย )เซิร์นทดลองเดินเครื่อง LHC อีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังปิดซ่อมแซมและเตรียมความพร้อมนาน 14 เดือน การเดินเครื่องครั้งนี้เซิร์นเริ่มต้นเร่งเครื่องอนุาคโปรตรอนที่ระดับพลังงานต่ำ แล้วจึงค่อยๆ เร่งให้มีพลังงานสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยจะค่อยๆ เร่งเพิ่มระดับพลังงานขึ้นไปจนถึง 3.5เทราอิเล็กตรอนโวลต์  ก่อนที่จะเพิ่มเป็นระดับพลังงานสูงสุดของเครื่องที่ 7 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ เดือน ม.ค. 2553

23 พ.ย. 2552 เวลา 21.22 (ตามเวลาในประเทศไทย ) อนุภาคแรกของการชนกันของโปรตรอนได้เกิดขึ้น โดยลำแสงโปรตรอน 2 ลำ จาก 2 ทิศทาง ได้พุ่งเข้าชนกันภายในอุโมงค์ใต้ดินรูปวงแหวนขนาดเส้นรอบวงถึง 27 กิโลเมตร ลึก 100 เมตร บริเวณชายแดนฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ การระเบิดครั้งนี้มีเครื่องตรวจวัดอนุภาคจำนวน 4 เครื่อง จาก 4 สถานี และ 4 ห้องปฏิบัติการ บันทึกการระเบิดเอาไว้ ซึ่งได้แก่ ATLAS CMS ALICE และ LHCb

30 พ.ย. 2552 เซิร์นเพิ่มพลังงานของการเดินเครื่องเร่งอนุภาค LHC ที่ระดับ 1.18 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ นับเป็นการทำลายสถิติเครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอนของห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคเฟอร์มิ (US Fermi National Accelerator Laboratory) หรือ เฟอร์มิแล็บ (FermiLab) ที่ทำไว้ที่ 0.98 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ เมื่อปี 2544


MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป