พึ่งจบไปสำหรับการประชุมเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) เมื่อวันที่ 7-18 ธ.ค. ค.ศ. 2009 ที่ผ่านมา รวมระยะเวลา 12 วัน ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยครั้งนี้มีผู้แทนรัฐบาลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมประชุม รวม 192 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การหาข้อสรุปถึงแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ภายในปี ค.ศ. 2012 เมื่อพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดอายุลง

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1992 ณ เมืองริวเดจาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นครั้งแรกของการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในการประชุม Earth Summit เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน (Global warming) และภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate change) ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในปี ค.ศ. 1997 ที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ก็ได้ร่วมลงนามรับรองอนุสัญญาสากล “พิธีสารเกียวโต” ซึ่งคือข้อกำหนดและแนวทางในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โดยมีผลบังคับใช้ปี ค.ศ. 2005-2012 ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกกำหนดไว้ในพิธีสารเกียวโต คือ
1. ประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อย 5% (ระหว่างปี ค.ศ. 2008-2012 โดยใช้ตัวเลขจากปี ค.ศ. 1990 เปรียบเทียบ) และกลไกการพัฒนาที่สะอาด
2. การซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนเครดิต) ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีข้อผูกมัดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ตามเป้าที่กำหนด

แต่สถานภาพก่อนการประชุมตั้งแต่ปีที่พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ พบว่ายังไม่มีประเทศอุตสาหกรรมประเทศใดที่สามารถลดปริมาณก๊าซ เรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ยอมรับในข้อตกลงและเป้าหมายดังกล่าวโดยอ้างว่ามีผลบังคับกับประเทศอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศก็ปล่อยประเทศก๊าซเรือนกระจกไม่แพ้กัน เช่น จีน อินเดีย และบราซิล ส่งผลต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น นำไปสู่การเรียกร้องให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาร่วมรับผิดชอบ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็เรียกร้องความตั้งใจและการสนับสนุนจากประเทศ อุตสาหกรรม

โดยในวันแรกของการประชุมเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ค.ศ. 2009 นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญก่อนการประชุม ว่า
1. การจัดทำข้อตกลงในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเกิดขึ้นจากความเห็นชอบและร่วมมือกันอย่างจริงจังของกลุ่มประเทศ อุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา แทนการอ้าง หรือถามหาผลจากฝั่งตรงข้าม
2. กองทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรับมือและการแก้ไขปัญหาจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยสัดส่วนของการให้เงินช่วยเหลือ คือ 1% ของ GDP สำหรับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ส่วนสหภาพยุโรปยังมีความต้องการใช้เงินเพื่อการนี้ประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงปี ค.ศ. 2020
3. บทลงโทษ และข้อผูกพันทางกฎหมาย

ขณะที่เจตจำนงของประเทศที่เข้าร่วมประชุมในการลดก๊าซเรือนกระจก ก็มีตัวอย่างว่า

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
- จีน  40-50% ภายในปี ค.ศ. 2020
- บราซิล 36-39% ภายในปี ค.ศ. 2020 ลดการทำลายพื้นที่ป่า Amazon
- อินโดนีเซีย 26%-41% ภายในปี ค.ศ. 2020 ลดการตัดไม้ทำลายป่า
- เกาหลีใต้ 30% ภายในปี ค.ศ. 2020

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม
- สหรัฐอเมริกา 17-83% ภายในปี ค.ศ. 2020-2050
- สหภาพยุโรป 20% ภายในปี ค.ศ. 2020
- ญี่ปุ่น 25%
- แคนาดา 20% ภายในปี ค.ศ. 2020
- ออสเตรเลีย 5-25% ภายในปี ค.ศ. 2020

จวบจนผ่านไปครึ่งทางของการประชุม ที่ประชุมได้เปิดเผยร่างฉบับแรกของข้อกำหนดแนวทางควบคุมอุณหภูมิโลกและการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก ซึ่งพอสรุปได้ว่า
1.ทุกประเทศร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งอาจดำเนินการเป็น 3 แนวทาง คือ
-ลดให้ได้ 50% 80% หรือ 95% ภายในปี พ.ศ. 2593
-ประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมควรลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-40% ภายในปี พ.ศ. 2563 เทียบกับปี พ.ศ. 2553
-ประเทศกำลังพัฒนาควรมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกตามแนวทางการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกจากการลดการทำลายพื้นที่ป่า (Reducing Emissions from Deforestation and Forest Degradation หรือ REDD) และควรได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และความสามารถต่างๆ จากประเทศพัฒนาแล้ว
2. การควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้ร้อนเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส
3. ประเทศอุตสาหกรรมเห็นชอบกับเป้าหมายที่ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในพ.ศ. 2593
4. สหภาพยุโรปปรารถนาจะผลักดันให้ชาติร่ำรว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากขึ้น

แต่ท้ายที่สุดวันสุดท้ายของการประชุม คือ วันที่ 18 ธ.ค. ค.ศ. 2009 ก็ได้ผล คือ
1.การควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้ร้อนเกิน 2 องศา แต่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งไม่มีข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เป็นเพียงคำมั่นสัญญา
2. ยังหาเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี พ.ศ.2555 ไม่ได้
3. ชาติที่ร่ำรวยให้เงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ประกอบด้วย ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ให้เงินช่วยเหลือรวม 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ระหว่างปี พ.ศ. 2553-2555) และจะเพิ่มเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ ในปี พ.ศ. 2563
4. จีนและสหรัฐอเมริกา ประเทศยักษ์ใหญ่ของฝั่งประเทศกำลังพัฒนา และประเทศอุตสาหกรรม ที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ยังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาทั้งนี้การประชุมครั้งต่อไปจะมีขึ้นที่ประเทศแม็กซิโก ในปี พ.ศ.2553 เพื่อหาบทสรุปกันอีกครั้ง

ที่มา :
http://www.manager.co.th
http://th.wikipedia.org/wiki/อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ



MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป