Junk food ทำให้หนูมีการเสพติดอาหาร

นักวิจัยได้ทดลองให้อาหารชนิดต่างๆ กับหนู และพบว่าหนูที่กินอาหาร Junk food หรืออาหารที่มีคุณค่าทางอาหารต่ำมีการพัฒนาพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป โดยกินมากขึ้นและกลายเป็นโรคอ้วน ในการทดลองนักวิจัยได้ทดลองใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่ศูนย์ควบคุมความสุข (Pleasure center) ในสมองของหนู ซึ่งส่วนดังกล่าวเกี่ยวข้องและตอบสนองต่อการติดสารเสพติด ผลปรากฏว่ายิ่งหนูได้รับการกระตุ้นให้มีความสุขมากเท่าใด มันจะวิ่งบนกงล้อมากขึ้นตามเท่านั้น โดยเฉพาะหนูที่กินอาหารประเภท Junk food มากขึ้นมันจะวิ่งบนกงล้อมากขึ้น ลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวคล้ายกับผู้ที่ติดเฮโรอีนที่ผู้เสพจะสูญเสียการควบคุมและต้องการเสพเฮโรอีนมากขึ้นเพื่อให้รู้สึกมีความสุข


สหรัฐฯ กำลังผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้าน ว และ ท

จากผลการศึกษาของ B. Lindsay Lowell จาก Georgetown University และ Harold Salzman, Urban Institute and Rutgers University ที่ได้ทำการสำรวจแนวโน้มการศึกษาและการจ้างงานใน 6 รัฐ ช่วงปี 1972-2005 พบว่าปัจจุบันจำนวนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและทำงานให้สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ลดลงมากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ เพราะไม่มีกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ว และ ท) เนื่องจากการขาดแรงจูงใจทางสังคมและเศรษฐกิจสำหรับผู้ประกอบการวิชาชีพด้าน ว และ ท โดยการสำรวจดังกล่าวได้ติดตามข้อมูลตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนชั้น ม.ปลาย ไปจนถึง มหาวิทยาลัย และสำรวจซ้ำใน 3 และ 10 ปี หลังออกจากมหาวิทยาลัย

โดยตัวเลขที่ได้จากการสำรวจ คือ
  • นักเรียนที่เรียนแผนการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ (STEM) หรือจบการศึกษาปริญญาในสาขา STEM ลดลงจาก 9.6% เป็น 8.3%
  • นักศึกษาที่จบการศึกษาปริญญาในสาขา STEM และทำงานในสาขา STEM ช่วง 3 ปี หลังจบ ลดลงจาก 31.5% (ผู้ที่จบในปี 1997-1980) และ 45% (ผู้ที่จบในปี 1997-2000) 
  • ขณะที่นักศึกษาที่จบการศึกษาปริญญาในสาขา STEM และทำงานในสาขา STEM ช่วง 10 ปี หลังจบ เพิ่มขึ้นจาก 34% (ผู้ที่จบในปี 1997-1998) เป็น 43% (ผู้ที่จบในปี 1993-2003)
  • กรณีนักเรียนที่เป็นหัวกะทิ ที่เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในสาขา STEM เพิ่มจาก 21% (รุ่นปี 1972-1997) เป็น 28.7% (รุ่นปี 1972-1997)  และเพิ่มขึ้นอีก 13.8% (ในปี 2000-2005) แต่หลังเรียนจบแล้ว 10 ปีและยังทำงานในสาขานี้ ลดลงจาก 44.8% (รุ่นปี 1997-1998)เป็น 43.2 (ผู้ที่จบในปี 1993-2003) เนื่องจากการถูกดึงไปทำงานสาขาการบริหารจัดการและการเงิน เพราะข้อเสนอด้านเงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพที่ดีกว่า
ข้อเสนอแนะจากการสำรวจ คือ การจะรักษากำลังคนด้าน STEM ไว้ คือ การให้โอกาสในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาสังคม เนื่องจากคนเหล่านั้นไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นหลัก หากต้องการทำงานที่มีความหมายสำหรับตนเอง

บริษัทด้านเซลล์ต้นตอในรัสเซียเสนอขายหุ้นต่อคนทั่วไปเป็นครั้งแรก

บริษัท Human Stem Cell Institute (HSCI) เจ้าของกิจการเทคโนโลยีชีวภาพของรัสเซียเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering (IPO)) เมื่อดือน พ.ย. 2552 ที่ผ่านมา เพื่อระดุมทุนส่งเสริมและขยายกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตการถดถอยของตลาดหลักทรัพย์

การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐในการสนับสนุนการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการสร้างกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษ (Intellectual talent) เพื่อพัฒนาประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2549 จวบจนถึงปัจจุบันประเทศรัสเซียได้ผลิตนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่มีความรู้ความสามารถอย่างมาก

การเสนอขายหุ้นของ HSCI คิดเป็น 20% ของหุ้นทั้งบริษัท ต่อประชาชนนั้น บริษัทได้กำหนดราคาต่อหน่วยระหว่าง 9-11 รูเบิล โดยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นระหว่าง 675 ล้านรูเบิล (22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ถึง 825 ล้านรูเบิล (28 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

HSCI วางแผนจะนำเทคโนโลยีงานวิจัยเซลล์ต้นตอของบริษัท มาพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งงานที่โดดเด่น ได้แก่ การนำดีเอ็นเอเข้าสู่เซลล์เพื่อติดตามและทำนายกลไกของกระบวนการที่เกี่ยวกับเซลล์ต้นตอ ปัจจุบันอยู่ช่วงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3 ชิ้น คือ
  1. การออกแบบให้นำมาช่วยกระตุ้นการพัฒนาระบบหมุนเวียนโลหิต (Vascular system) เพื่อช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด
  2. การออกแบบให้นำมาช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจวาย
  3. การออกแบบเพื่อนำมาใช้บำบัดและฟื้นฟูสภาพผิวหนังของผู้ป่วยระดับเซลล์

นักวิทยาศาสตร์พบกลไกทำไม DNA บรรจุอยู่ในเซลล์ได้

นักวิจัยพบเทคนิคโดยการศึกษาโครงสร้างสามมิติของหน่วยพันธุกรรมของมนุษย์ (Human genome) และค้นพบกลไกที่สามารถตอบคำถามทำไม DNA จึงสามารถบรรจุอยู่ภายในเซลล์ที่มีขนาดเล็กได้ เนื่องจาก DNA มีการขดตัวกันแน่นเป็นโครงสร้างทรงกลมอยู่ภายในเซลล์ ในช่วงที่เซลล์ไม่ได้เกิดการแบ่งตัว DNA ของมนุษย์ซึ่งมีความยาวประมาณ 2 เมตร จะขดตัวรวมกันแน่นในบริเวณเล็กๆ ของเซลล์ซึ่งกว้างประมาณ 0.01 มิลลิเมตรเท่านั้น DNA จะจับตัวเรียงกันเป็นกลุ่มเล็กๆ และค่อยๆ จับรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่จนแน่นและปราศจากปม

เหตุผลหนึ่งที่นักวิจัยต้องการตอบข้อสงสัยนี้ เพราะจากการแสดงออกหรือไม่แสดงออกของยีนจะถูกควบคุมโดยองค์ประกอบที่อยู่ภายใน DNA ซึ่งเมื่อนักวิจัยรู้ว่าส่วนใดของ DNA ที่อยู่ใกล้กันอาจทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่ายีนมีการถูกควบคุมอย่างไร เช่น การพับซ้อน ที่ผิดปกติและก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นต้น


อนาคตของ Nanomedicine

Robert A. Freitas Jr. ผู้ก่อตั้งโครงการ Nanofactory Collaboration โครงการความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมโมเลกุลของยา ได้แสดงวิสัยทัศน์ในนิตยสาร Futurist ฉบับเดือน January-February 2010 ถึง Nanomedicine คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนาโนกับการพัฒนายา

เนื่องจากปัจจุบันเรายังไม่สามารถควบคุมให้เซลล์ของมนุษย์ทำงานได้อย่างแน่นอน และยังไม่มีเครื่องมือใดสามารถช่วยทำงานได้อย่างแม่นยำในการควบคุมระดับโมเลกุลภายในร่างกาย

ดังนั้นหนึ่งในตัวช่วย คือ นาโนเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหา ภาวะการทำงานที่ผิดปกติของร่างกาย ลดการตรวจรักษา ลดการผ่าตัดที่มีราคาสูง ลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้มากขึ้น

เครื่องมือที่สำคัญของ Nanomedicine คือ Medical nanorobot หรือหุ่นยนต์นาโนการแพทย์ ซึ่งมีขนาดเท่ากับแบคทีเรีย หุ่นยนต์นาโนการแพทย์ซึ่งต้องการส่วนประกอบหลายๆ ส่วน ตั้งแต่ มอเตอร์เพื่อการขับเคลื่อน แขนกลที่ขยับได้อย่างคล่องแคล่ว พลังงานช่วยผลักดัน เซนเซอร์ชี้นำการปฏิบัติการ ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมการทำงาน โดยหุ่นยนต์นาโนนี้จะวิ่งไปตามกระแสเลือด มันจึงต้องมีขนาดเล็กกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง และจิ๋วมากพอที่จะบีบอัดและรอดผ่านรูแคบๆ ในร่างกายมนุษย์ ทั้งนี้คาดว่าผลการพัฒนาของ Nanomedicine จะนำไปใช้ในการรักษาโรคในช่วงปี 2020

Medical nanorobot อาจเรียกว่าเป็น Microbivore หรือ เครื่องมือสุ่มตรวจที่จะแพร่หลายในอนาคต เป็นเครื่องมือขนาดเล็กที่มีเครื่องจักรนาโนทำหน้าที่เสมือนเซลล์เม็ดเลือดขาวเทียม เพื่อไปค้นหาหรือย่อยสลาย Pathogens ซึ่งคืออวัยวะที่ติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม Medical nanorobot ยังคงเป็นเพียงทฤษฎี แต่ได้มีการเริ่มพัฒนาไปบ้างแล้ว ซึ่งคาดว่า ผลกระทบจากการใช้ Medical nanorobot จะช่วย
  1. ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา เนื่องจากเครื่องจักรนาโนมีความแม่นยำและสามารถรายงานให้แพทย์ทราบตัวเลข
  2. ลดปัญหาอาการป่วยเรื้อรัง
  3. เฝ้าติดตามและค้นหาสาเหตุของโรคได้ต่อเนื่อง
  4. แพทย์จะทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา หรือด่านแรกในการดูแลรักษาแบบดั้งเดิม และจะมีอิสระในการจัดการกับกรณีรักษาที่ซับซ้อนยุ่งยากได้มากขึ้น
  5. ค่ารักษาพยาบาลจะลดลง เนื่องจากอุตสาหกรรมโมเลกุลจะราคาถูกลง
  6. ไร้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต และรีไซเคิล
  7. ลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการประกันสุขภาพ

การจดสิทธิบัตรด้านชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์ (Synthetic biology)

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2552 Synthetic Biology Project ได้จัดสัมมนาเรื่อง "การจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับด้านชีววิทยาสังเคราะห์ : มุมมองของประเทศในเขตมหาสมุทรแอตแลนติก" (Patenting Synthetic Biology : a Transatlantic Perspective) ณ Woodrow Wilson International Center for Scholars กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  เพื่อชี้แจงภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรให้กับผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์ (Synthetic biology) ในยุโรปและสหรัฐฯ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อออกสิทธิบัตรด้านชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์อย่างเฉพาะเจาะจง  โดยหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องการจดสิทธิบัตรในยุโรปและสหรัฐฯ ได้แก่
  1. สำนักงานสิทธิบัตรยุโรป (European Patent Organisation : EPO)
  2. สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Patent and Trademark Office : USPTO) ซึ่งจะพิจารณาออกสิทธิบัตรให้โดยใช้หลักเกณฑ์การจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมทางเทคโนโลยีชีวภาพเป็นมาตรฐานแทน

แม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ด้านชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์จะคล้ายกับสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมทางเทคโนโลยีชีวภาพ แต่ยังมีความต่างและทำให้การพิจารณาเพื่อสิทธิบัตรมีความยุ่งยากมากขึ้น เนื่องจากาสิ่งประดิษฐ์ด้านชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์ยุ่งยากมากขึ้น

สำหรับ USPTO ได้สรุปส่วนประกอบสำคัญของชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์เพื่อการพิจารณาออกสิทธิบัตรไว้ 4 ส่วน ได้แก่
  1. ชิ้นส่วน หมายถึง ชิ้นส่วนของยีนเดี่ยวหรือเอนไซม์ชนิดเดียวซึ่งทำหน้าที่เฉพาะอย่าง
  2. กลไก หมายถึง การนำชิ้นส่วนหลายชิ้นมาทำงานร่วมกัน
  3. ข้อมูลพันธุกรรม หมายถึง การออกแบบ ดัดแปลง สร้างใหม่ และการสังเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมโดยรวม
  4. ระบบ หมายถึง การจัดโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตให้เป็นเหมือน Biosensors
USPTO ยังไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาการจดสิทธิบัตรด้านชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์โดยตรง แต่พิจารณาโดยใช้เกณฑ์หลายข้อรวมกัน เช่น กฎหมายสิทธิบัตรพืช หลักเกณฑ์การออกสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับสัตว์ และหลักเกณฑ์การออกสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เป็นต้น


การเจรจาประเด็น climate change สำหรับปี 2010
คณะกรรมการวุฒิสภาด้านสิ่งแวดล้อมและโยธาธิการของสหรัฐอเมริกา แถลงว่า กฎหมาย Clean Energy Jobs and American Power Act มาตรา 1733 ที่จะประกาศใช้ ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนำไปสู่การปฏิบัติผ่านแผนงานชื่อ cap-and-trade แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่าสภาผู้แทนฯ ควรมีการพิจารณากฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไม่ทำให้สหรัฐอเมริกา สูญเสียการจ้างงาน และต้องพิจารณาประเด็นการปรับปรุงภาษีข้ามแดนเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของอเมริกาจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมด้วย โดยกฎหมายนี้ควรครอบคลุมถึง การเก็บภาษีพลังงานสะอาดปี พ.ศ. 2553 ด้วย

อย่างไรก็ตามการที่ความเห็นและข้อตกลงภายในประเทศขาดความคืบหน้า มีผลให้ การบริหารจัดการภายใต้รัฐบาลโอบามาจำต้องกำหนดเรื่องนี้เป็นเป้าหมายระยะยาว ในการเจรจาต่อรองที่จะดำเนินการต่อไปในโคเปนเฮเกน และเลื่อนการกำหนดสนธิสัญญาเป็นปี พ.ศ. 2554 ขณะเดียวกันมีผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า สหรัฐอเมริกา ควรเน้นสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาลดการปล่อยก๊าซตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ การรช่วยเหลือเรื่องเงินและเทคโนโลยี และเวทีโคเปนเฮเกนควรย้ำความต้องการและข้อตกลงเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลการปกป้องป่าไม้และการปรับเปลี่ยนด้านมาตรการต่างๆ


บรรพบุรุษของมนุษย์ในโลกมาจากไหน?


ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าบรรพบุรุษของมนุษย์เคยอาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงประมาณ 100,000-200,000 ปีที่แล้ว จากนั้นได้อพยพออกจากแอฟริกาช่วง 50,000 ปีที่แล้ว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มเชื่อว่าบรรพบุรุษของมนุษย์ที่อพยพออกจากแอฟริกาได้มีการผสมข้ามสายพันธุ์กับบรรพบุรุษของมนุษย์ที่อยู่ในทวีปอื่นๆ และเกิดวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ของโลกในปัจจุบัน โดยอธิบายว่าต้นกำเนิดของกลุ่มประชากรชาวเอเชียในปัจจุบันรวมถึงมนุษย์ปักกิ่ง ที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์กับบรรพบุรุษของมนุษย์ที่มาจากทวีปแอฟริกา ซึ่งหลักฐานได้แก่ขากรรไกรที่ค้นพบในเขตกว่างซี

แต่ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มแรกให้ความเห็นว่าหลักฐานที่พบเป็นการชี้่ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์อาจอพยพย้ายออกจากแอฟริกามานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือ มากกว่า 50,000 ปีที่แล้ว ทั้นี้ความคิดนี้ได้แย้งกับหลักฐานซึ่งเป็นซากดึกดำบรรพ์ของมนุษย์ที่พบในเมืองหลิวเจียง เขตกว่างซีของจีน ซึ่งเชื่อว่ามีอายุประมาณ 67,000 ปีที่แล้ว และหลักฐานที่เป็นเครื่องมือที่ทำจากหินซึ่งพบในประเทศอินเดีย โดยหลักฐานทั้งสองบ่งชี้ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์มาถึงบริเวณนี้อย่างน้อย 75,000 ปีมาแล้ว

เขตปกครองตนเองกว่างซี มีการค้นพบซากดึดำบรรพ์ของสัตว์ตระกูลลิงขนาดใหญ่ซึ่งสูญพันธุ์แล้ว และการค้นพบฟันของบรรพบุรุษของมนุษย์ ทั้งนี้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ในยุคน้ำแข็งประมาณ 55 สายพันธุ์ สำหรับกระดูกขากรรไกรล่างของบรรพบุรุษมนุษย์อีกกลุ่มในเขตกว่างซีซึ่งบ่งชี้ว่ามนุษย์ซึ่งเป็นเจ้าของขากรรไกรนี้มีคางที่เป็นลักษณะยื่นโค้งล้ำหน้าส่วนบนออกมาด้านนอกเล็กน้อย ขณะที่กลุ่มมนุษย์ปักกิ่งมีคางที่เป็นลักษณะยื่นร่นเข้ามาด้านใน ส่วนมนุษย์ในปัจจุบันจะมีคางที่เป็นลักษณะยื่นยาวออกมามากกว่าบรรพบุรุษของงมนุษย์ที่พบในเขตกว่างซี

นอกจากนี้เมื่อนำซากดึกดำบรรพ์มาตรวจสอบโดยใช้ไอโซโทปของยูเรเนียมพบว่าซากเหล่านี้มีอายุประมาณ 110,000 ปี ทั้นี้ประเด็นที่มาของบรรพบุรุษของมนุษย์ยังจะต้องมีการศึกษาและตรวจสอบซากดึกดำบรรพ์จากเขตกว่างซีเพิ่มเติมให้แน่ใจก่อนสรุปผล

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่: http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/292—-122552

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป