ปรากฏการณ์ใบไม้เปลี่ยนสี่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (Autumn หรือ Fall) ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2012 นี้จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนกันยายน 2555 และจะมีปรากฏการณ์หนึ่งที่ทั้งคนพื้นเมือง และนักท่องเที่ยวต่างก็ตั้งตารอคอย คือ "การเปลี่ยนสีของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง" ใบไม้นานาพันธุ์จะร่วมกันเปลี่ยนสีเหมือนเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า "ฤดูหนาว" กำลังจะเริ่มขึ้น

สิ่งที่สร้างสีสันให้กับฤดูใบไม้ร่วงประกอบด้วยเม็ดสี 3 ชนิดขอบใบไม้คือ

  1. คลอโรฟลิล์ (Chlorophyll) ให้สีเขียว
  2. แคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ให้สีเหลือง ส้ม และน้ำตาล
  3. แอนไทไซยานิน (Anthocyanins) ให้สีแดงเข้ม

สาเหตุที่ทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั่นก็คือ เมื่อช่วงฤดูร้อนสารคลอโรฟิลล์และแคโรทีนอยด์ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ใบไม้มีสีเขียว แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเวลากลางคืนจะยาวนานมากกว่า การผลิตสารคลอโรฟิลล์ก็จะถูกผลิตออกมาน้อยลง จนในที่สุดก็ไม่สามารถจะผลิตได้ ทำให้สารแคโรทีนอยด์และแอนไทไซยานินแสดงสีสันได้ชัดเจนขึ้น และความเข้มของสีแต่ละสีนั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อุณหภูมิและความชื้น

การขับเคลื่อนนโยบายยกเครื่องการศึกษาของสหรัฐฯ
The Washington Post ได้รายงานว่า  ในช่วงเวลา สามปีครึ่งของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีประธานาธิบดีโอบามา ได้ยกเครื่องระบบการศึกษาของรัฐนับตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และกฏหมายการปฏิรูปการศึกษาได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้ว และกำลังจูงใจให้รัฐต่างๆ รับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่มีผู้นำประเทศคนก่อนๆได้พยายามทำมาก่อน

ประธานาธิบดีโอบามาได้จัดสรรงบประมาณหลายพันล้าน เหรียญสหรัฐฯ ในการตั้งงบประมาณให้กับรัฐต่างๆ ที่ตกลงสนับสนุนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ (charter school)   โดยใช้คะแนนการทดสอบนักเรียนในการประเมินครูและรับนโยบายการบริหารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  นอกจากนั้น  โอบามายังทบทวนนโยบาย “ไม่มีเด็กคนไหนถูกทอดทิ้ง” (No Child Left Behind) ของประธานาธิบดี จอร์ส บุซ ซึ่งสภาคองเกรสได้เคยมีมติผ่านกฏหมายนี้  (The No Child Left Behind Act of 2001 (NCLB) เป็นการอนุมัติ ขยายกฏหมายที่ชื่อ  Elementary and Secondary Education Act ซึ่งประกอบด้วยโครงการสำคัญสำหรับนักเรียนด้อยโอกาส และสนับสนุนการปฏิรูปมาตรฐานการศึกษามาตรฐานโดยยึดตามมาตรฐานที่ตั้งไว้และกำหนดเป้าหมายการวัดที่จะปรับปรุงผลลัพธ์ทางการศึกษา กฏหมายดังกล่าวต้องการให้รัฐพัฒนาการประเมินทักษะ พื้นฐานแก่นักเรียนในระดับต่างๆ เพื่อรับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง   กฏหมายฉบับนี้ไม่มีการกำหนดมาตรฐานการวัดระดับชาติ แต่ให้รัฐต่างๆ กำหนดมาตรฐานการวัดของตนเอง ซึ่งเป็นการขยายบทบาทของรัฐบาลกลางในด้านการ ศึกษารัฐโดยเน้นการทดสอบประจำปี  ความก้าวหน้าทางวิชาการประจำปี  รายงานผลครูที่มีคุณภาพ และการเปลี่ยนแปลงในงบประมาณสนับสนุน กฏมายดังกล่าวผ่านสภาคองเกรสและได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรค

สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มอบสมาคม ATPAC เป็นที่ปรึกษาในการศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีอนาคต
ดร. พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มอบให้ สมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada — ATPAC) (โดย ดร. นิสัย วนากุล รักษาการประธานสมาคมนักวิชาชีพไทยฯ) จัดทำโครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา เพื่อเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในประเทศไทยรวมถึงแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี
 
โดยกำหนดประเภทของเทคโนโลยีที่จะศึกษา ดังนี้

  •      Transportation
  •      Biomedical และ Biotechnology
  •      Advancing Drug Delivery for next generation pharmaceuticals
  •      Environment
  •      Energy
  •      Water Resource Management
  •      Advanced Materials (Product Development, Characterization และ Application
  •      Food
  •      Electronic และ computer Technology
  •      Nanotechnology
  •      Communication Technology
  •      Industry-University Cooperation Research Center

ปริมาณสาร BPA ในปัสสาวะในเด็กและวัยรุ่นส่วนเกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน
คณะนักวิจัยจาก NYU School of Medicine เปิดเผยว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานในเด็กและวัยรุ่นนั่นก็คือ ระดับความเข้มข้นของ bisphenol A (BPA) ที่ตรวจพบในปัสสาวะ  ซึ่งสาร BPA มาจากกระบวนการ สังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการสั่งห้ามใช้สาร BPA ในขวดนมและขวดหัดดื่มสำหรับเด็กทารกโดยองค์การอาหาร และยาสหรัฐฯ (FDA) ตามที่ได้เสนอในรายงานข่าววิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจากวอชิงตันฉบับประจำเดือนกันยายน 2555 มาแล้วนั้น  แต่ก็ยังมีการใช้สาร BPA กันอย่างแพร่หลายใน การผลิตกระป๋องอะลูมิเนียม ตัวอย่างเช่น ภาชนะบรรจุน้ำอัดลม

รางวัล Golden Goose Award การลงทุนทางการวิจัย วิทยาศาสตร์ที่กำลังส่งผลลัพธ์ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2555 สมาชิกรัฐสภา ตัวแทนจากชุมชมการศึกษา ชุมชนวิทยาศาสตร์ ชุมชนธุรกิจ และ ผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ ได้รวมตัวกันเพื่อเป็นเกียรติและมอบรางวัลให้แก่นักวิจัยที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล 7 ท่าน โดยผลงานวิจัยของทั้ง 7 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ วงการเทคโนโลยี การแพทย์ และการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างมหาศาล นักวิจัยกลุ่มนี้เป็นผู้ได้รับรางวัลรุ่นแรกของโครงการ Golden Goose Award ซึ่งเป็นโครงการที่มอบ รางวัลให้แก่ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นงานวิจัยที่แปลกประหลาดและคลุมเครือ แต่ต่อมากลับก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากแก่มนุษยชาติ และระบบเศรษฐกิจ โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยชั้นนำของ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้ที่ชนะรางวัลที่ 1 ของ Golden Goose Award คือ Charles Townes ผู้ประดิษฐ์เทคโนโลยีการฉายแสงเลเซอร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของเทคโนโลยีต่างๆ ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น อินเตอร์เน็ต สื่อดิจิตอลต่างๆ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ดาวเทียม เครื่องมือผ่าตัดดวงตา และเครื่องมือรักษาโรคมะเร็ง

การให้ยาผ่านทางผิวหนังควบคู่กับการใช้คลื่นเหนือเสียง ทำให้ยาสามารถซึมผ่านผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น
วิศวกรจาก MIT พบว่า การทายาบริเวณผิวหนังร่วมกับการใช้คลื่นเหนือเสียง (Ultrasound waves) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการซึมผ่านยาได้เพิ่มขึ้น  ซึ่งเทคโนโลยีนี้อาจใช้เป็นใบเบิกทางในการนำส่งยาที่ไม่สร้างความเจ็บปวด (noninvasive drug delivery) หรือการนำส่งยาโดยปราศจากเข็มฉีดยา (needle-free vaccinations) สำหรับผู้ป่วย

Carl Schoellhammer บัณฑิตจาก MIT ภาควิชาวิศวกรรมเคมี และเป็นหนึ่งในผู้นำการวิจัยระบบใหม่นี้ กล่าวว่า “ระบบนี้สามารถนำมาใช้สำหรับยาทาบริเวณผิวหนัง (tropical drug) อาทิ สารสเตียรอยด์ (เช่น cortisol) systemic drugs และโปรตีน (เช่น ฮอร์โมนอินซูลิน) และแอนติเจนสำหรับการให้วัคซีน”

คลื่นเหนือเสียง (Ultrasound) เป็นคลื่นเสียง ความถี่สูงที่มีค่าสูงกว่าความถี่สูงที่สุดที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้  การใช้คลื่นเหนือเสียงทำให้ยาสามารถซึมผ่านชั้นบนสุดของผิวหนังได้รวดเร็วมากขึ้น  ซึ่งเป็นผลเพียงชั่วคราวและไม่ทำให้ เกิดความเจ็บปวดใดๆ

สถิติโลก: วัสดุที่มีพื้นที่ผิวมากที่สุดในโลก
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northwestern มลรัฐ อิลินอยส์ ทำลายสถิติโลกโดยการสร้างวัสดุสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ 2 ชนิด ชื่อว่า NU-109 และ NU-110  ซึ่งเป็นวัสดุที่มีพื้นที่ผิวมากที่สุดในปัจจุบัน 

NU-109 และ NU-110  เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่จัดอยู่ในประเภทของสารประกอบที่เป็นผลึก (crystalline compounds) ที่เรียกว่า “metal-organic frameworks (MOFs)”  โดย MOFs นี้ได้รับการพิจารณาว่ามีศักยภาพการใช้งานเพื่อเป็นภาชนะบรรจุสำหรับการขนส่งและการเก็บรักษา เช่น ก๊าซธรรมชาติ ตัวเร่งปฏิกริยา (catalyst) และเคมีวัสดุที่ยั่งยืน (sustainable materials chemistry) อื่นๆ

ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดจากการวิจัยโรคมะเร็งใช้เป็นหนทางใหม่ในการผลิตเส้นใยไนลอน
การกลายยีนที่พบในเนื้องอกสมองจะเป็นผลที่นำไปสู่การผลิตไนลอนในเชิงพาณิชย์ที่มีราคาถูก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คณะนักวิจัยจาก Duke Cancer Institute ได้อธิบายไว้ในนิตยสาร Nature Chemical Biology ฉบับ วันที่ 23 กันยายน 2555  ถึงการค้นพบโดยบังเอิญที่เป็นการล้มล้างความคิดเดิมที่ว่าเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ร้ายต่อร่างกาย แต่การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมและเคมีสามารถนำเซลล์มะเร็งมาใช้งานที่เป็นประโยชน์ได้

Zachary J. Reitman ผู้ช่วยวิจัยที่ Duke กล่าวว่า พวกเขาได้ทำการศึกษาสาเหตุการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมต่างๆ ที่ทำให้เนื้อเยื่อที่ดีกลายเป็นเนื้อเยื่อร้ายและเติบโตกลายเป็นเนื้องอก  โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้เพื่อเพิ่ม ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาของเนื้องอกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร  ทำให้พวกเขาสามารถออกแบบการบำบัดรักษาโรคมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น  แต่พวกเขากลับพบว่าข้อมูลที่พวกเขาทราบจากการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้เป็นการปูทางสำหรับ วิธีการผลิตเส้นใยไนลอนที่ดียิ่งขึ้น

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด
{pdf=http://www.nstda.or.th/nstda-doc-archives/doc_download/1144----102555|700|800}

Office of Science and Technology. (2555) .รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก วอชิงตัน เดือนตุลาคม 2555. ค้นข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม 2555 จาก http://www.ostc.thaiembdc.org/test2012/S&Tnewsletter

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป