ลำดับที่ 5. อิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้ (Printed Electronics)
อิเล็กทรอนิกส์ พิมพ์ได้ บางครั้งอาจเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น พลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ (plastic electronics:PE) หรืออิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ (organic electronics) หรือ อิเล็กทรอนิกส์งอได้ (flexible electronics) อิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้เป็นสาขาหนึ่งของอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ ที่ทำมาจาก organic polymer/conductive polymer หรือ conductive plastic โดยใช้วัสดุที่เป็นคาร์บอนเป็นพื้นฐาน (carbon-based) ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่แตกต่างจากไมโครอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมที่ใช้สาร ซิลิคอน

เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้มีคุณสมบัติพิเศษที่บาง เบา และยืดหยุ่นได้ สามารถพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ เช่น การพิมพ์แบบอิงค์เจ็ต (ink-jet) การพิมพ์แบบ Gravure หรือ การพิมพ์แบบ Offset ได้ จากคุณสมบัติดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้ไม่เพียงเป็นทาง เลือกใหม่ในการใช้อินทรีย์วัตถุแทนการใช้ซิลิคอนแบบเดิมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมอุตสาหกรรมทั้งที่มีอยู่แล้วและที่เกิดขึ้นใหม่ อย่างเช่น อุปกรณ์ RFID อุปกรณ์ให้แสงสว่าง (lighting) หรือจอภาพ (display) ฯลฯ ให้สามารถผลิตได้ในราคาประหยัดอีกด้วย นอกจากนี้อิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้ยังก่อให้เกิดความร้อนขึ้นเพียงเล็กน้อยและ ใช้พลังงานจำนวนเพียงนิดเดียวเท่านั้น

ปัจจุบันเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พิมพ์ได้ได้ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆ ได้แก่
- Flexible Electronics เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยการนำเอาคุณสมบัติในการพับงอได้ของพลาสติกมาใช้ ประโยชน์ เช่น เซลล์แสงอาฑิตย์ จอภาพแบบยืดหยุ่น แผ่นติดสินค้า เซ็นเซอร์ตรวจคุณภาพอาหารเป็นต้น
- On-site Printed Electronics เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการเตรียมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น อิงค์เจ็ต หรือ เฟล็กโซกราฟ เป็นต้นซึ่งจะทำให้สามารถดาวน์โหลดวงจรผ่านอินเตอร์เน็ต แล้วพิมพ์แผ่นวงจรใช้งานที่บ้านหรือ ณ จุดขายสินค้า ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิวัติอิเล็กทรอนิกส์ครั้งใหญ่เลยทีเดียว
- Wearable Electronics และ Electronic Textile เป็นการนำเอาฟังก์ชันทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปอยู่ในสิ่งทอ ทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่มีความสามารถในการประมวลผล เช่น เสื้อผ้าสามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือ เสื้อผ้าตรวจสุขภาพของผู้สวมใส่ เป็นต้น
- Ambient Intelligence เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สภาพล้อมรอบที่อาศัยอยู่มีความฉลาด และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ เช่น แผ่นไฟส่องสว่างแบบสภาพธรรมชาติ e-Wallpaper ฟิล์มปรับตามแสงสว่าง เซ็นเซอร์ตรวจสอบสภาพล้อมรอบ เป็นต้น

ลำดับที่ 4 วัสดุอัจฉริยะ
ปัญหามลภาวะในเมืองหลวงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชน แล้วยังมีผลต่อการสึกกร่อนและทิ้งคราบสกปรกไว้บนผิวอาคาร ทำให้ต้องเสียเงินในการซ่อมบูรณะเป็นจำนวนมาก

โบสถ์แห่งหนึ่งในกรุงโรม ชื่อว่า Jubilee Church ถูกสร้างขึ้นจากการผสมคอนกรีตและไทเทเนียมไดออกไซด์ (TiO2) ซึ่งก่อให้เกิดสมบัติทำความสะอาดตัวเอง (self cleaning) จากปฏิกิริยา photocatalysis ของ TiO2 ซึ่งเมื่อโดนกระตุ้นด้วยแสงอัลตราไวโอเล็ต (UV) จะปลดปล่อยอนุมูลอิสระขึ้น ทำให้สามารถย่อยสลายสารอินทรีย์และก๊าซต่างๆ ได้ จึงทำให้โบสถ์ Jubilee ดูใหม่ตลอดเวลา นอกจากนั้นจากการศึกษาผลของ TiO2 ต่อการลดมลภาวะทางอากาศ พบว่า คอนกรีต TiO2 สามารถลดมลภาวะทางอากาศได้ 15% ด้วยการย่อยสลายก๊าซพิษต่างๆ เช่น ไนตรัสออกไซด์ (NOx) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลองจินตนาการถึงบ้านที่มีกระจกทำความสะอาดตนเอง กระเบื้องห้องน้ำที่ดูเหมือนใหม่ตลอดเวลา ไม่มีคราบสบู่หรือราดำเกาะติด บ้านที่แลดูใหม่เสมอ ไม่มีคราบฝุ่นละอองหรือคราบน้ำสกปรกเกาะให้รำคาญตา ตัวบ้านมีฟิล์มบางเป็นฉนวนป้องกันแสงยูวี และความร้อน มันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งที่ กระจกนาโนบางชนิดสามารถทำความสะอาดตนเองได้ (self-cleaning) ซึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขายอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน ได้แก่ Aktiv glass จากบริษัทพิลคิงตัน (Pilkinton) โดยการเคลือบอนุภาคนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ ลงบนผิวกระจก ซึ่งสารเคลือบดังกล่าวจะทำให้เกิดปฏิกิริยาย่อยสลายด้วยแสง ซึ่งคราบและฝุ่นละอองต่างๆ สามารถที่จะถูกย่อยสลาย และจะถูกน้ำฝนชะล้างออกไปได้โดยง่าย ไม่ก่อให้เกิดคราบสกปรกฝังแน่นบนพื้นผิวแต่อย่างใด

นอกจากนั้นในสภาวะที่การประหยัดพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ การคิดค้นวัสดุใหม่ๆ ที่มีความเบา และสามารถเป็นฉนวนกันความร้อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น Aerogels นับว่าเป็นวัสดุที่เบาที่สุดที่มนุษย์เคยสังเคราะห์ขึ้น และมีความหนาแน่นน้อยกว่ากระจก 1,000 เท่า เนื่องจากประกอบด้วยอากาศ ถึง 99.8% ที่เหลือเป็นโครงสร้างของ SiO2 (Silicon dioxide) ซึงเป็นองค์ประกอบหลักของกระจกทั่วไปนั่นเอง การที่ aerogel ประกอบด้วยอากาศถึง 99.8% ทำให้เป็นฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเคลือบกระจกนอกอาคาร หรือวัสดุก่อสร้างต่างๆ ทำให้วัสดุมีสมบัติในการเป็นฉนวนกันความร้อน และสามารถประหยัดพลังงานให้กับอาคารได้อย่างมาก

ลำดับที่ 3 เส้นใยสังเคราะห์ผสม
เส้นใยเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่มีสำคัญในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเส้นใยที่มีโครงสร้าง มีส่วนผสมที่แตกต่างกัน จะให้สมบัติของสิ่งทอที่แตกต่างกันออกไป นวัตกรรมเส้นใยสังเคราะห์ผสม (bi-component spinning fiber) โดยทั่วไปจะประกอบด้วยโพลิเมอร์ 2 ชนิดที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถฉีดขึ้นรูปเส้นใยที่มีหน้าตัดต่างๆ กันได้ถึง 4 ชนิด ตามแบบที่เห็นนี้ คือ Sheath-core, Side by side, Segment Pie และ Island in the sea ซึ่งหน้าตัดแต่ละชนิดก่อให้เกิดสมบัติที่แตกต่างกัน โดยเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ดังต่อไปนี้
- เส้นใยสังเคราะห์ผสม ที่มีหน้าตัดแบบ Side by side จะมีสมบัติคล้ายขดสปริง ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถนำไปใช้เป็นเส้นใยสั้น (หรือที่เรียกว่า staple fiber) โดยนำไปเป็น filler ของหมอน และวัสดุรองกระแทกต่างๆ หรือหากเป็นเส้นด้าย bulky yarn ก็สามารถนำไปเป็นวัสดุที่มีความหนา นุ่ม และซับน้ำได้ดีเช่น พรม เป็นต้น
- เส้นใย bi-component fiber แบบ Segment pie สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นผลิตภัณฑ์หลักๆ ได้ 3 ชนิด
  - ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยนำไปเป็นผ้าที่มีความละเอียดนุ่ม ที่สามารถทำความสะอาดได้ดีกว่าผ้าทั่วไป
  - ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยนำไปเป็นผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดเครื่องสำอางที่สามารถทำความสะอาดผิวหน้าได้หมดจดขึ้น
  - ผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยนำเป็นผ้าทำความสะอาดสารพัดประโยชน์
- เส้นใย bi-component fiber ชนิด island in the sea มีลักษณะที่มีความนุ่มสูงคล้ายเส้นไหม หนังเทียม ผ้า
กำมะหยี่ หนังกลับ (suede) หรือผ้าที่มีลักษณะคล้ายผิวของผล peach ซึงสามารถนำไปผลิตเป็นสิ่งทอได้อย่างหลากหลาย

ลำดับที่ 2. หุ่นยนต์ จักรกลบริการ
หุ่นยนต์ (Robot) หมายถึง เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยมีการทำงานจากโปรแกรมการตัดสินใจและสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมการทำงาน ให้ทำงานได้หลากหลายหน้าที่เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลหรือสัญญาณที่ได้จากสิ่งแวดล้อม

ย้อนหลังไปประมาณครึ่งศตวรรษ การพัฒนาหุ่นยนต์ในช่วงแรกเน้นหนักการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีเครื่องกลเป็นหลัก แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในหุ่นยนต์ได้รับการพัฒนาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเซ็นเซอร์ (sensor) สมองกลฝังตัว (embedded system) และปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) ที่เพิ่มขีดความสามารถของหุ่นยนต์ถึงระดับความเป็นไปได้ในการการรู้จำและปรับตัวตามสภาพแวดล้อมแบบเปิดที่มีการเปลี่ยนแปลงหลากหลายได้ เหล่านี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลายประเทศสามารถต่อยอดเทคโนโลยีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมการผลิตที่มีอยู่เดิม ไปสู่นวัตกรรมในตลาดใหม่ที่เรียกว่า หุ่นยนต์บริการ

ในทางวิชาการ หุ่นยนต์ขั้นสูง โดยเฉพาะหุ่นยนต์บริการมีคุณสมบัติพิเศษ 3 ประการได้แก่
1. รับรู้สภาพแวดล้อมผ่านระบบเซนเซอร์หลากชนิด โดยเฉพาะหุ่นยนต์บริการที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผันแปรได้
2. เข้าใจความหมายคำสั่งและความต้องการของมนุษย์ ตลอดจนทำนายความผันแปรของสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องได้
3. เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว เพื่อตอบสนองคำสั่งหรือความต้องการของมนุษย์ได้

ข้อมูลจาก World Technology Evaluation Center (WTEC) ระบุว่ากรณีประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีปริมาณการผลิต
และใช้งานหุ่นยนต์มากที่สุดของโลก นอกเหนือจากบริษัท FANUC ที่เป็นผู้นำการผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมการผลิตแล้ว ยังมีผู้นำด้านหุ่นยนต์บริการได้แก่ Sony, Fujitsu และ Honda ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการของตลาดหุ่นยนต์เพื่อความบันเทิง หุ่นยนต์ผู้ช่วย ทั้งนี้ข้อมูลจาก JETRO ระบุว่าตลาดหุ่นยนต์ใช้งานตามบ้านจะขยายตัวอย่างมาก เนื่องจากอัตราเพิ่มประชากรในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขาดแรงงานในประเทศ ซึ่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอาทิ ยุโรปและอเมริกาก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน

ลำดับที่ 1 อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่างๆ รอบตัว (The Internet of Things)
นับจากการมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพียงหลักแสน จนมาถึงหลักพันล้านในปัจจุบัน ที่มีทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ้ค เน็ตบุ้ค โทรศัพท์มือถือ มีสายและไร้สาย จากการประยุกต์ใช้งาน รับ-ส่ง อีเมล์ พื้นฐานมาจนสู่ World Wide Web และข้อมูลข่าวสารออนไลน์ มัลติมีเดีย จากปลายนิ้วสัมผัสของเราในเพียงไม่ถึงอึดใจ จุดเริ่มของความคิดนี้มาจากการติดบาร์โค้ด (รหัสแท่ง) ที่สินค้า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเทคโนโลยี RFID หรือ การระบุด้วยป้ายชื่อที่อ่านด้วยคลื่นวิทยุ ต่อมา เราก็นำเครื่องอ่าน RFID มาใช้ในการสังเกตการณ์ ว่ามีวัตถุอะไรผ่านมาที่จุดที่เราสนใจหรือไม่ เครื่องอ่านเหล่านี้ก็คือสายลับ หรืออุปกรณ์ตรวจสอบว่า มีวัตถุใดอยู่ใกล้ตัวมัน

การนำสิ่งของต่างๆมาติดป้ายและสามารถอ่านได้ทางระบบที่ต่อกับอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจการขนส่งสินค้า การควบคุมการผลิตในโรงงาน การขายปลีกในห้าง รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน หรือการควบคุมการเคลื่อนไหวของสินค้า หรือการป้องกันการลักขโมยสินค้าในห้าง

หลายๆประเทศ เริ่มที่จะมีป้ายทะเบียนรถ หรือป้ายจ่ายค่าทางด่วนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการใช้เครื่องอ่านข้างถนน ตรวจสอบว่ารถที่วิ่งผ่านไปคือรถทะเบียนอะไร หากมีการใช้งานกันอย่างทั่วถึง การติดตามรถหาย คงไม่ต้องวิ่งตามแล้วครับ มันโผล่มาบนแผนที่เองเลยว่าอยู่ที่ไหน ส่งตำรวจไปดักจับข้างหน้าได้เลย

ในปัจจุบัน RFID ถูกนำมาติดกับร่างกายของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข หรือสัตว์ในฟาร์ม เพื่อใช้เป็นป้ายประจำตัวบอกชื่อว่าใครเป็นใคร หากท่านจะนำสุนัขของท่านไปยุโรป ท่านต้องไปให้นายทะเบียนทำป้ายอิเล็กทรอนิกส์ให้เพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าของ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์ส่วนใหญ่ ก็ต้องมีการติดป้าย RFID เพื่อบอกว่าใครเป็นใคร

การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ หลายแห่งเริ่มมีการควบคุม ตอดเครื่องอ่านเพื่อคุ้มครองว่า สิ่งต่างๆเมื่ออยู่ระหว่างการขนส่ง ไม่มีใครเคลื่อนย้าย หรือนำสินค้าปลอมมาสลับสับเปลี่ยน หากมีใครเปิดคอนเทนเนอร์ รวมทั้งเคลื่อนย้ายสินค้าที่อยู่ระหว่างการเดินทาง เครื่องอ่าน RFID ที่ตู้คอนเทนเนอร์จะส่งสัญญาณแจ้งให้เจ้าของทราบทันที

การที่เรานำสิ่งของจำนวนมาก มาติดป้ายอิเล็กทรอนิกส์ และมีเครื่องอ่านอยู่ทุกหัวระแหง เราเรียกว่า “Internet of Things”

หากป้ายชื่ออิเล็กทรอนิกส์มีอุปกรณ์ตรวจวัด (sensor) คอยตรวจจับสภาพแวดล้อมต่างๆ อยู่ด้วย ป้ายชื่อเหล่านั้นก็จะเก่งขึ้นอีก เช่น ในการส่งออกอาหารเยือกแข็ง จำเป็นต้องมีการรับรองว่าในระหว่างการขนส่ง ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ถูกต้องตลอดเวลา ขณะนี้ในประเทศไทยเราสามารถสร้างป้ายชื่อที่มีระบบบันทึกอุณหภูมิซึ่งพร้อมที่จะรายงานประวัติการเดินทางได้ว่าผ่านหรือไม่ผ่านมาตรฐานที่ควบคุม

ทุกๆท่านที่ใช้ Smart phone ในวันนี้ ก็ถือว่าท่านเข้าสู่โลกของ Internet of things แล้วครับ โทรศัพท์ของท่าน ต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา และหากท่านอนุญาต มันจะส่งตำแหน่งของท่านไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก แจกให้กับเพื่อนๆที่ท่านอนุญาตให้ติดตามท่านได้อยู่แล้ว

ด้านระบบจราจรและขนส่ง เช่นรถยนต์ จะมี sensor และระบบสมองกลฝังตัวที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ หรือ ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานจราจรเพื่อทราบสภาพจราจรล่วงหน้าเพื่อช่วยปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินทางให้หลีกเลี่ยงเส้นทางติดขัดหรือลดการสิ้นเปลือง และช่วยลดปัญหามลพิษเป็นต้น

ด้านการแพทย์สาธารณสุข ก็อาจจะได้เห็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กติดตัวผู้ป่วยหรือคนชราเพื่อติดตามเฝ้าระวังอาการและสื่อสารกับแพทย์และระบบข้อมูลสุขภาพได้ตลอดเวลา เหลานี้เป็นต้น

อย่างไรก็ดี Internet of Things นี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนขยายของ อินเทอร์เน็ต ที่เรารู้จักกันอยู่เท่านั้น แต่จะเกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของตนได้โดยพึ่งพาอยู่กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งการเกิดประโยชน์จะเป็นในรูปแบบพึ่งพากับบริการ หรือธุรกิจใหม่ และจะสามารถครอบคลุมการสื่อสารในหลายรูปแบบ เช่น เครื่องสู่เครื่อง เครื่องสู่คนเป็นต้น

บทส่งท้าย

และนี่ก็เป็นสิบเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ผมหวังว่าสิ่งที่ยกตัวอย่างมานี้ จะสร้างจินตนาการให้แก่ทุกๆ ท่าน พอที่ท่านจะคิดถึงโอกาสทางธุรกิจเทคโนโลยีที่น่าจะเกิดขึ้นได้ในโลก และในประเทศไทย ผมเชื่อว่าเพียงแค่เรามีความสามารถบางอย่างสักเรื่องสองเรื่องที่ดีระดับโลก สิ่งนั้นจะสร้างความมั่งคั่งให้กับธุรกิจและประเทศได้ แต่กว่าจะได้มา เราต้องทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและมีความพากเพียรพอที่จะทำจนสำเร็จ การค้าของที่ดีที่สุดออกไปทั่วโลก น่าจะคุ้มค่ากว่าการทำหลายอย่างที่เล็กๆภายในประเทศ และสิ่งนั้นสามารถเป็นไปได้ หากมีความร่วมมือกัน

สวทช.พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรร่วมทางกับธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ที่อยากจะไปในอนาคตด้วยกัน โดยใช้ธุรกิจเทคโนโลยี เป็นยานพาหนะที่นำพาเราไปครับ

เอกสารประกอบการบรรยาย 10 Technologies to Watch - Presentation  
เอกสารประกอบการบรรยาย 10 Technologies to Watch - Lecture  

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป