รู้หรือไม่เด็กคิด อย่างไร

วิธีการศึกษาแบบใหม่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าเด็กนั้นรู้เรื่องรอบ ตัวมากกว่าที่คิด ต่างจากที่ผ่านมาที่มักคิดว่าเด็กไม่มีเหตุผล ไม่รู้ประสีประสา และคิดว่าเด็กคือผู้ใหญ่ที่ยังมีข้อบกพร่อง เพียงเพราะการที่เด็กไม่สามารถพูดสื่อสารได้ วิธีการศึกษาที่ว่าก็คือ การเน้นการสังเกตสิ่งที่เด็กทำมากกว่าสิ่งที่เด็กพูด ตัวอย่างการทดลองและผลที่พบ

เด็กมีทักษะการเรียนรู้เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ คือ มีการทดลอง วิเคราะห์สถิติและสร้างกฎเกณฑ์ทางกายภาพ ชีวภาพและจิตวิทยา เด็กมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้จากรูปแบบทางสถิติเพื่อแยกแยะข้อมูลที่ ตนรับมาอย่างแม่นยำและว่องไว จากตัวอย่างการทดลองของ Fei Xu จาก University of Californai, Berkeley ที่แสดงให้เห็นว่าเด็กอายุ ๘ เดือน สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ทางสถิติดังเช่นการสุ่มตัวอย่างประชากร

เด็กใช้ความน่าจะเป็นในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ และความจริงต่างๆ ในโลก จากการทดลองของ Alison Gopnik ที่ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “Blicket detector” เพื่อดูว่าเด็กใช้สถิติแก้ปัญหาได้อย่างไร

อีกหนึ่งการทดลองของ Laura Schulz จาก MIT กับการใช้ของเล่นที่มีคันโยกสองอันทดลองกับเด็กสองกลุ่ม จากการทดลองแสดงให้เห็นว่าขณะที่เด็กลงมือเล่นหรือเข้าหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทันทีนั้นพวกเขากำลังทดลองหาเหตุและผล ซึ่งนับเป็นวิธีที่มีประสิทภาพในการเรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆ ในโลกทำงานอย่างไร และนักวิจัยเชื่อว่าสมองของเด็ก สามารถจัดการข้อมูล แบบเดียวกับที่ผู้ใหญ่

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยล่าสุดที่พบว่าเด็กที่กำลังถูกสอน ทำให้เด็กปรับเปลี่ยนการวิเคราะห์ทางสถิติของตน และจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยลง ต่างจากเด็กอีกกลุ่มที่ไม่ได้ถูกสอน เด็กจะหาวิธีทำให้ของเล่นเสียงดังด้วยวิธีที่สั้นที่สุดโดยสังเกตจากสถิติ ที่ผู้ทำการทดลองแสดงให้เห็นก่อน

การที่มนุษย์มีช่วงวัยเด็กที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้และต้องการการดูแล จากผู้ใหญ่นานกว่าสัตว์สปีชีส์อื่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่สมองของเด็กและผู้ใหญ่มีคุณสมบัติตรงข้ามกัน โดยสมองเด็กเหมาะกับการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เพราะมีจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทเยอะกว่าผู้ใหญ่ และมีชั้นคอร์เทกซ์ของสมองส่วนหน้าที่ควบคุมให้ทำแต่เฉพาะเรื่องที่สัมพันธ์ กันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เด็กสามารถสำรวจสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ ต่างจากผู้ใหญ่เครือข่ายสมองถูกลดทอนเหลือแต่จุดเชื่อมต่อที่จำเป็นทำให้ ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ และจากสมองส่วนหน้าที่สมบูรณ์ทำให้ผู้ใหญ่สามารถจดจ่อ มีสมาธิ วางแผน และเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดก็มาจากการใช้เวลายาวนานในการพัฒนาและเรียนรู้ของสมองในช่วงวัย เด็กนั่นเอง

เทคโนโลยีสีเขียว กับ สิทธิบัตร

เทคโนโลยีสีเขียว (Green technology) ที่ต้องเหี่ยวเฉาเพราะขั้นตอนการพิจารณาสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกา (US Patent and Trademark Offife : USPTO) ได้เริ่มโครงการจดสิทธิบัตร Fast-track โครงการนำร่องสนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อลดระยะเวลาในการจดสิทธิบัตรให้สั้นลงจากเดิมที่ต้องรอนานถึง ๔๐ เดือน เพื่อให้ผลงานได้รับการพิจารณาเร็วขึ้นแม้ว่าคุณสมบัติจะยังไม่ครบตามกำหนด ก็ตาม ซึ่งงานนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับ
๑. การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
๒. การประหยัดพลังงาน
๓. การพัฒนาพลังงานทดแทน
๔. การลดก๊าซเรือนกระจก
ซึ่งจะแยกประเภทลงไปอีกกว่า ๗๐ รายการ

อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานภายใต้โครงการ Fast-track ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาสามารถอนุมัติคำร้องได้เพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้น ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ขณะที่ Mark Bunger ผู้อำนวยการวิจัยจาก Lux Research  ให้ข้อคิดเห็นว่า โครงการจดสิทธิบัตร Fast-track ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับเทคโนโลยีสีเขียว มากนัก เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้จดสิทธิบัตรไปเกือบหมด และสิ่งที่พยายามจะจดสิทธิบัตรก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของกระบวนการ แต่ประโยชน์ที่บริษัทที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร คือ การเท่ากับได้รับประกันว่าจะต้องเป็นโครงการที่น่าสนใจ ซึ่งจะสร้างความสบายใจแก่นักลงทุน และบริษัทที่จะใช้เวลาระดมทุนน้อยลง

ความสำเร็จในการขยายโมเลกุล

ความเข้าใจใหม่ด้านไฟฟ้าโดยใช้ผลที่ได้จากการขยายโมเลกุล เครื่องมือทรงพลังชนิดใหม่สำหรับการทดลองวิทยาศาสตร์ระดับนาโน จากรายงานเมื่อวันที่ ๑๑ มิ.ย. ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาในนิตยสาร Science ที่รายงานถึงผลการทดลองของนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอแนล และนักวิจัยจาก Institute for Solid Research, Institute for Advanced Simulation, Germany กับความสำเร็จในการทดลองขยายโมเลกุลเดี่ยวและเฝ้าติดตามการไหลของอิเล็กตรอน ผ่านโมเลกุลแต่ละตัวซึ่งจับเป็นเครื่องมือโมเลกุลเดี่ยวที่สามารถใช้ได้ อย่างมีพลังมากขึ้นในการทดลองระดับนาโนสเกล นับเป็นการทดลองที่แม่นยำมากครั้งแรก ที่เรียกว่า Underscreened Kohdo effect Dan ซึ่ง Ralph ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยคอแนลและเป็นหัวหน้าโครงการนี้บอกว่า ความก้าวหน้าครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เครื่องมือโมเลกุลเดี่ยวสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหา ปรากฏการณ์ใหม่ในการทดลองได้ นอกจากนี้เครื่องมือโมเลกุลเดี่ยวยังสามารถใช้เป็นโมเดลตัวอย่างในการศึกษา รายละเอียดเชิงปริมาณของฟิสิกส์พื้นฐานซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยเทคนิคอื่น โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก National Science Foundation (NSF)

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำบาป

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สามารถตรวสอบตนเองจากการหลอกหลวง ปลอมแปลง และโกหกในงานวิจัยได้อย่างไร David Goodstein รองประธานของสถาบัน Caltech (California Institute of Technology) ผู้ที่มีหน้าที่ในการตรวจหาความประพฤติผิดทางวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงโกหก โดยได้เขียนหนังสือเรื่อง “On Fact and Fraud: Cautionary Tales from the Front Line of Science” โดยเนื้อหาได้สะท้อนให้เห็นภาพการทำงานของวงการนักวิทยาศาสตร์ว่า นักวิทยาศาสตร์มีตำแหน่งและผลตอบแทนเป็นแรงกระตุ้นเช่นเดียวกับผู้คนใน วิชาชีพอื่น นักวิทยาศาสตร์อาจมีอคติในการเก็บข้อมูล การใช้คำพูดเกินจริงเพื่อสนับสนุนแนวคิดของตน และการอาจถูกครอบงำด้วยอำนาจ

Goodstein พบว่าส่วนใหญ่นักวิทยาศาสตร์มักคิดว่าตนได้เพิ่มความรู้ที่ถูกต้องให้กับวง การ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ๓ ปัจจัย
๑. การตกอยู่ภายใต้ความกดดันทางหน้าที่การงาน
๒. การที่นักวิจัยรู้หรือคิดว่าตัวเองรู้ว่าคำตอบของโจทย์ที่กำลังหาอยู่จะได้ มาหากผ่านการทดลองที่ยากลำบากและถูกต้องเหมาะสม
๓. การทดลองนั้นมีลัษณะเฉพาะมากจนไม่สามารถทำซ้ำผลการลองเเดิมได้

การจับผิดการทดลองเริ่มต้นด้วย
๑. การระบุว่าความผิดนั้นเกิดจากการปลอมแปลงผลการทดลอง หรือการทดลองที่ผิด หรือการลอกเลียน และเกิดขึ้นในขั้นตอนใด
๒. ความผิดพลาดนั้นเกิดจากความตั้งใจ รับรู้ หรือสะเพร่า
๓. การหาหลักฐานชี้ความผิดพลาด

อย่างไรก็ตามในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกออกแบบมาให้มีการตรวจสอบใน ตัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทดลองร่วมกัน การตรวจทานโดยทำซ้ำ เป็นต้น

“กฎข้อแรกของนักวิทยาศาสตร์จะต้องไม่หลอกลวงตนเอง เพราะตัวคุณเองนั้นถูกหลอกหลวงง่ายที่สุด เมื่อคุณไม่หลอกหลวงตัวคุณเองแล้วมันก็จะง่ายที่จะไม่หลอกลวงนักวิทยาศาสตร์ คนอื่น…คุณก็เพียงแต่ต้องซื่อสัตย์เท่านั้นเอง” Richard P. Feynman (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล)

พลังงานสะอาดจากน้ำเสียที่แคลิฟอร์เนีย

กรณีตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อสร้างพลังงานสะอาดของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมือง Santa Rosa และเมือง Lake Country ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้มีการบริหารจัดการน้ำเสียด้วยการส่งน้ำทิ้งจากครัวเรือนที่ผ่านการบำบัด แล้วไปยังใต้พื้นดิน และอาศัยพลังงานความร้อนใต้พื้นโลก (Geothemal) ต้มน้ำเสียให้กลายเป็นไอที่จะถูกสูบขึ้นไปบนผิวดินเพื่อที่จะไปหมุนมอเตอร์ ผลิตไฟฟ้า โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า ๒๐๐ เมกกะวัตต์

การดำเนินการโครงการดังกล่าว สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ๓ ข้อ คือ
๑. ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่เคยได้จากความร้อนใต้พิภพของแนวไอน้ำร้อน “The Gysers” ซึ่งเป็นแหล่งที่มีไอน้ำร้อนลอยตัวแทรกขึ้นมาตามรอยแตกของแผ่นดิน จนกลายเป็นแหล่งตั้งธุรกิจโรงไฟฟ้ามานานกว่า ๔๐ ปี ซึ่งนับเป็นการนำเอาความร้อนใต้พิภพมาใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าครั้งแรกใน สหรัฐอเมริกา
๒. หยุดการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ Russian River และ Clear Lake ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของแคลิฟอร์เนีย ทำให้ช่วยลดรายจ่ายที่เกิดจากค่าปรับเนื่องจากการทิ้งน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ
๓. ลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศต่างกับการผลิตไฟฟ้าด้วย วิธีเดิม เช่น การเผาถ่านหิน

แต่ใช่ว่าโครงการนี้จะมีเฉพาะข้อดี แต่ก็ยังคงมีข้อเสีย คือ เนื่องจากแรงจากการสูบฉีดน้ำเข้าชั้นหิน ก่อให้เกิดการกัดกร่อนเร็วกว่าการกัดกร่อนโดยธรรมชาติ และยังทำให้มีแผ่นดินไหวเล็กๆ เพิ่มขึ้นรอบโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมกันนี้รัฐบาลของนายโอบามาก็มีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดความร้อนใต้ พื้นพิภพ ทำให้ในอนาคตธุรกิจดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั่วประเทศ

Stem cell ช่วยรักษาคนตาบอด

อีกหนึ่งความหวังของคนตาบอดที่เกิดจากการโดนสารเคมีด้วยสเต็มเซลล์ (Stem cell) จากรายงานผลการวิจัยโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ถึงผลการวินิจฉัยเกี่ยวกับการรักษาดวงตาผู้ป่วยที่เกิดจากกระจกตาโดนสารเคมี ด้วยสเต็มเซลล์ (Stem cell) ของผู้ป่วยเอง โดยผลการทดลองที่ได้คือ สามารถรักษาได้เสร็จสมบูรณ์กับดวงตา ๘๒ คู่ และรักษาได้บางส่วน ๑๔ คู่ ซึ่งเป็นดวงตาของผู้ป่วยที่ถูกทำลายมานานกว่า ๖๐ ปีที่แล้ว โดยผลปรากฏว่าดวงตาของผู้ป่วยเหล่านี้สามารถกลับมามองเห็นได้ใกล้เคียงคน ปกติทั่วไป และเนื่องจากเป็นการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องรับวัคซีนป้องกันการต่อต้านเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายใหม่

อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้น ยังคงไม่สามารถใช้ได้กับดวงตาที่มีความเสียหายจากเส้นประสาทดวงตา หรือ จุดรับภาพเสื่อม (Mascular degeneration) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบจอตา ไปจนถึงผู้ป่วยที่ดวงตาบอดสนิททั้งสองข้าง เนื่องจากการรักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้น แพทย์จำเป็นต้องการเนื้อเยื่อที่มีสุขภาพดีบางส่วนที่จะสามารถนำมาปลูกถ่าย ใหม่เพื่อใช้กับส่วนที่เสียหายไป

บินรอบโลก ๒๔ ชม. ด้วยพลังงงานแสงอาทิตย์ได้หรือไม่?

เครื่องบิน HB-SIA คือ เครื่องบินที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์ที่ติดไว้ที่ปีกของเครื่อง เพียงอย่างเดียวในการทดลองบินรอบโลก เพื่อตอบคำถามที่ว่าเครื่องบินที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว สามารถลอยตัวอยู่ได้นานตลอด ๒๔ ชม. หรือไม่ โดยเริ่มต้นบินจากสวิสเซอร์แลนด์

แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูง ๑๒,๐๐๐ เซลล์ ที่ติดไว้ที่ปีกของเครื่อง คือผลงานของ Mr.Borschberg และกัปตัน Bertrand Piccard กับการทำงานอย่างต่อเนื่องกว่า ๗ ปี แต่ปัญหาสำคัญในการนำเครื่องบินขึ้นสู่ความสูง ๘,๕๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลตามแผนของกัปตัน  คือ จะสามารถใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรเพื่อให้เครื่องบินบินอยู่ได้ ตลอดคืน

หากภารกิจนี้สำเร็จจะเป็นสถิติครั้งแรกของการบินด้วยเครื่องบินพลังงาน แสงอาทิตย์ที่มีระยะเวลาานานที่สุดและสูงที่สุด ก่อนจะพัฒนาเครื่องเป็น HB-SIB ซึ่งเพิ่มขนาดเครื่องและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการบิน

มือถือก่อมะเร็งสมองจริงหรือ

การใช้โทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดเนื้องอกในสมองจริงหรือ? ถามดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้ จากการสำรวจพบว่า คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือนานเกิน ๓๐ นาที ขึ้นไป : วัน และใช้มานานเกิน ๑๐ ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในสมองสูง โดยผลการทดลองของ Interphone study (ปี ๒๐๐๐-๒๐๐๔) พบว่า ๕% เป็นเนื้องอกชนิด Meningiomas (เนื้องอกในสมองที่เริ่มจากเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง Meninges) และ ๙% เป็นเนื้องอกชนิด Gliomas (เนื้องอกในสมองและไขสันหลังที่เริ่มจาก Gliacell) ซึ่งกลุ่มหลังเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้โทรศัพท์มือถือ

แต่ผลการวิจัยดังกล่าวก็ยังไม่แน่ชัดเนื่องจากผลการทดลองดังกล่าวเกิด ขึ้นช่วง ปี ๒๐๐๐-๒๐๐๔ ขณะที่การใช้โทรศัพท์มือถือนั้นอย่างแพร่หลายเริ่มต้นเมื่อกลางปี ๑๙๙๐ ข้อมูลดังกล่าวจึงสั้นเกินกว่าจะเก็บข้อมูล ทำให้การตอบคำถามที่ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือก่อให้เกิดเนื้องอกในสมองจริงหรือไม่นั้น จนกว่าจะมีการเก็บข้อมูลที่ต่อเนื่องกับกลุ่มผู้ใช้แบบ Hard user

อย่างไรก็ตามนักวิจัยแนะนำว่า กันไว้ดีกว่าแก้ เลี่ยงการพูดคุยโทรศัพท์นานๆ  และพยายามให้โทรศัพท์อยู่ห่างจากศรีษะ โดยการส่งข้อความ การใช้บลูทูซ หรือแฮนด์ฟรีแทน

ความเสี่ยงของยารักษาโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานกำลังเผชิญกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และอัมพาต จากการรับประทานยารักษาโรคเบาหวาน Avandia ซึ่ง Avandia คือยารักษาโรคเบาหวานที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เห็นได้จากยอดขายที่มากกว่า ๓ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โดยได้รับการอนุญาตให้จำหน่ายตั้งแต่ปี ๑๙๙๙ แต่ปัจจุบันผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และอัมพาต จากการรับประทานยาดังกล่าว

รายงานวิจัยหนึ่งพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานกว่า ๓๕,๕๐๐๐ ราย มีโอกาสเกิดโรคหัวใจล้มเหลว ๒๘-๓๙% (๑ ใน ๓๗ หรือ ๕๒ คน จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ) เช่นเดียวกับงานวิจัยของรัฐบาล ที่ทดสอบกับผู้ป่วยกว่า ๒๒๗,๕๐๐ ราย พบว่ายาชนิดนี้เพิ่มโอกาสในการเสี่ยงเป็นโรคอัมพาต ๒๗% โรคหัวใจล้มเหลว ๒๕% และมีโอกาสเสียชีวิต ๑๔% จนทำให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ประกาศเรียกคืนจาดังกล่าวจากตลาด  แต่บริษัทเจ้าของยา GlaxoSmithKline ได้ตอบโต้ด้วยการแสดงผลการวิจัยว่า มีผลการศึกษาจากแหล่งอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่พบอันตรายจากยาดังกล่าว จนคณะสอบสวนได้สรุปว่า บ.GlaxoSmithKline ได้ทราบถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้กับ FDA และผู้บริโภค และเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย จึงกำหนดจัดประชุมอีกครั้งในเดือน ส.ค. ๒๕๕๓ นี้

USAID กับวิทยาศาสตร์

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาผลักดันให้การใช้วิทยาศาสตร์ เป็นหัวใจหลักของหน่วยงานเพื่อการพัฒนา USAID

ในการประชุม “Transforming Development through Science Technology and Innovation” ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ ๑๔ ก.ค. ๒๕๕๓ โดย USAID (US Agency for International Development) หน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

วัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ เพื่อระดมความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางใหม่ในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา การกำหนดแนวทางการวิจัยที่สำคัญเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ เช่น สาธารณสุข การเกษตรและความอดยาก ความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศ พลังงาน รวมถึงความขัดแย้งแและมหันตภัย เป็นต้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า ๖๐ คน (ผู้บริหาร นักการเมือง และนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก)

ในงานนี้ได้มีการเชิญ นาง Hillary Clinton รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เพื่อกล่าวคำปราศรัยหลัก ซึ่งนาง Hillary กล่าวว่ารัฐบาลของสหรัฐอเมริกา กำลังแสวงหาระบบที่จะช่วยสนับสนุนพัฒนานวัตกรรม เช่น
- การให้รางวัลและการแข่งขันเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้คนทำงานที่ใช้ปัญญาและความ รู้ยิ่งขึ้น
- การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเชิงพาณิชย์
- การสร้างความโปร่งใสให้กับรัฐบาลด้วย e-Government

การประชุมและคำปราศัยของตัวแทนจากรัฐบาลครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่าย บริหารตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่ามีบทบาทสำคัญในทุก ด้านของการพัฒนาประเทศและโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา อย่างตัวอย่างข้อความของการประชุมและคำปราศัย

- “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้องเป็นส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญของการพัฒนา”

- “แม้เราจะไม่มีคำตอบให้กับคำถามทั้งหมด แต่เราต้องลงมือปฏิบัติตามคำตอบที่ดีที่สุด ที่เราคิดขึ้นมาได้ อย่าให้ความสมบูรณ์แบบมาเป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีและเราต้อง เอาใจใส่วิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและท้องถิ่นด้วย

 

ดูเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่ : http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-doc-archives/doc_download/229—-22553

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ตราโลโก้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (Logo of National Security and Dual-Use Technology Center: NSD)

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป