ค้างคาวกิตติหรือ Kitti's Hog-nosed Bat ถูกพบครั้งแรกในปีพ.ศ. 2516 ที่ถ้ำวังพระในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้รับการยอมรับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก (โดยน้ำหนัก) โดยมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 2 กรัม ที่มาของชื่อ Hog-nosed Bat มาจากจมูกที่มีลักษณะคล้ายจมูกหมู ขนตามตัวค่อนข้างยาว มีสีขนทั้งที่เป็นสีเทาและสีน้ำตาล หากินแมลงเป็นอาหาร โดยจะออกหากินนอกถ้ำเพียงวันละ 2 ครั้งคือ ในตอนเช้าประมาณครึ่งชั่วโมงและตอนเย็นประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ในถ้ำถึงประมาณวันละ 23 ชั่วโมง มีลูกระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนโดยออกลูกครั้งละ 1 ตัว ในขณะที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ลูกจะอาศัยเกาะอกแม่แต่ถ้าแม่ค้างคาวต้องออกไปหากินมันจะทิ้งลูกเกาะไว้ในถ้ำ การล่าค้างคาวโดยตรงและการใช้ประโยชน์ของถ้ำที่เป็นที่อาศัยของค้างคาวเช่นเป็นที่พักแรม ที่อยู่อาศัยและการท่องเที่ยวล้วนมีผลทำให้ประชากรค้างคาวกิตติมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบๆ ถ้ำก็มีผลต่อการหากินของค้างคาวกิตติอีกด้วยเช่น พื้นที่โล่งกว้างอย่างไร่มันสำปะหลัง ค้างคาวกิตติจะหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ดังกล่าว

ที่มา : สุรพล  ดวงแข. "ค้างคาวกิตติ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก" BRT Newsletter. ฉบับที่ 21 พิเศษ (มี.ค. 2550) : 70.

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ตราโลโก้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (Logo of National Security and Dual-Use Technology Center: NSD)

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป