เป้าหมายด้านพลังงานและสภาพอากาศปี ค.. 2030 ของอียู

เมื่อวันที่ 22 มกราคม ค.. 2014 คณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและเสนอร่างกฎระเบียบต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปหรืออียูได้เสนอเป้าหมายพลังงานและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสำหรับปี ค.. 2030 ซึ่งวัตถุประสงค์หลักเป็นไปเพื่อนำอียูสู่การเป็นเศรษฐกิจพึ่งพาคาร์บอนต่ำที่มีความมั่นคง ยั่งยืน และมีความสามารถในการแข่งขัน สาระสำคัญของเป้าหมายด้านพลังงานและสภาพอากาศสำหรับปี ค.. 2030 ที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ ได้แก่

1) ตั้งเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี ค.. 2030 ลงร้อยละ 40 ของระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่วัดได้ในปี ค.. 1990

2) เพิ่มเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนจากเดิมร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 27 ของการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมด

3) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและสังคมพึ่งพา

4) การปฏิรูประบบการลดการปล่อยก๊าซด้วยกลไกตลาด หรืออียูอีทีเอส (Emission Trading Scheme; EU ETS) ที่ใช้การซื้อขาย สิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของแต่ละประเทศสมาชิก ในตลาดคาร์บอนของอียูเป็นกลไกในการดำเนินการ

ข้อเสนอดังกล่าวของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรอิสระ เช่น กรีนพีช ซึ่งเรียกร้องให้อียูตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร้อยละ 55 ภายในปี ค.. 2030 แทนเป้าหมายเพียงร้อยละ 40 ที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ โดยให้เหตุผลว่า ความพยายามของอียูที่ผ่านมาจะทำให้อียูบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อยู่แล้ว กลุ่มสิ่งแวดล้อม “Friends of the Earth” กล่าวเสริมว่า เป้าหมายเพียงร้อยละ 40 นั้นไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันมิให้เกิดภัยธรรมชาติรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวเตือนไว้

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับชั้นโอโซน

ชั้นโอโซน (ozone layer) ในบรรยากาศเป็นกลุ่มก๊าซที่คอยห่อหุ้มและปกป้องโลกจากรังสียูวีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่น ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก การทำลายระบบภูมิคุ้มกัน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อชั้นโอโซนในบรรยากาศอย่างไรบ้าง โครงการ RECONCILE ซี่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากอียูจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อหาคำตอบดังกล่าว

โครงการRECONCILE ศึกษากระบวนการทางเคมีที่ทำให้เกิดการบางตัวลงของชั้นโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ (STRATOSPHERE) ด้วยการศึกษาจากแบบจำลอง (MODEL STUDIES) การศึกษาจากห้องทดลอง (LAB STUDIES) และการเก็บข้อมูลจากพื้นที่จริง ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องบินชนิดพิเศษปล่อยบอลลูนเพื่อเก็บข้อมูลในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ในบริเวณอาร์คติก

ผลการศึกษาระบุว่า รูโหว่ในชั้นโอโซนบริเวณอาร์คติกที่พบในปี ค.. 2011 มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากการสะสมก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศโลกหน่วงเหนี่ยวให้การแผ่รังสีความร้อนของโลกอยู่ในชั้นบรรยากาศระดับต่ำ ซึ่งส่งผลให้ชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปเช่นสตราโทสเฟียร์มีอุณหภูมิหนาวเย็นลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดวงจรปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำลายชั้นโอโซน

โครงการRECONCILE เริ่มดำเนินโครงการเมื่อเดือนมีนาคม ค.. 2009 และสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.. 2013 มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด 4.69 ล้านยูโร และได้รับการสนับสนุนจากอียูภายใต้โครงการแผนงานฉบับที่ 7 จำนวน 3.49 ล้านยูโร


การรณรงค์ในอียูให้องค์กรสาธารณะเป็นผู้บริหารทรัพยากรน้ำ

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรประเทศสมาชิกอียู ตามเจตนารมย์ของสนธิสัญญาลิสบอนที่ต้องการให้การออกกฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัว ประชาชนจำนวน 500 ล้านคนของอียูมากขึ้น เมื่อปี ค.. 2012 อียูได้ออกเครื่องมือในการมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า EU Citizens’ Initiative

ด้วยกลไกการมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าว ประชากรประเทศสมาชิกอียูสามารถจัดทำข้อเสนอนโยบายในเรื่องใดก็ได้ หากสามารถรวบรวมรายชื่อได้ 1 ล้านรายชื่อจากเพื่อนชาวอียูอย่างน้อย 7 ประเทศใน 28 ประเทศสมาชิกทั้งหมด การรณรงค์ข้อเสนอดังกล่าว นับเป็นการใช้กลไกการมีส่วนร่วมทางการเมือง EU Citizens’ Initiative เป็นครั้งแรก มีวัตถุประสงค์ผลักดันให้อียูยอมรับความสำคัญของทรัพยากรน้ำเป็นสมบัติของสาธารณะ เพื่อสาธารณะ และควรได้รับการบริหารจัดการโดยหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นตัวแทนของสาธารณะ ไม่ใช่เอกชน


การใช้ยาปฏิชีวนะในการผลิตเนื้อสัตว์

องค์การยายุโรป หรืออีเอ็มเอ (European Medicines Agency; EMA) รายงานว่า สวีเดนเป็นประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะในการผลิตเนื้อสัตว์น้อยที่สุดในยุโรป โดยใช้ปฏิชีวนะเฉลี่ย 13.6 มิลลิกรัมต่อการผลิตเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม ตามด้วยฟินแลนด์ที่ใช้ยาปฏิชีวนะในการผลิตเนื้อสัตว์เฉลี่ย 24 มิลลิกรัมต่อการผลิตเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม ลัตเวีย 35 มิลลิกรัม ต่อการผลิตเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม และลิทัวเนีย 42 มิลลิกรัมต่อการผลิตเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม

สำนักความปลอดภัยด้านอาหารของอียู หรือ เอฟซ่า (European Food Safety Authority) ระบุว่า เมื่อเกิดปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะในสัตว์ที่ใช้เป็นอาหาร ปัญหาดังกล่าวมักถ่ายทอดมาถึงมนุษย์ด้วย ทำให้ประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคติดเชื้อในมนุษย์ลดลง

นาย Elstorm เผยเคล็ดลับของนอร์เวย์ในการควบคุมปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะว่า ปัจจุบันการผลิตอาหารและเกษตรกรรมส่วนใหญ่ในอียูอยู่ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายอาหารและสัตว์ข้ามพรมแดนอยู่ตลอดเวลา นโยบายการเกษตรของประเทศนอร์เวย์จึงลดความเสี่ยงของการพัฒนาความต้านทานต่อแบคทีเรียโดยการลดการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายแบคทีเรียที่มีความต้านทานต่อแบคทีเรีย

การพัฒนาพันธุ์พืชต้านโรคและความแห้งแล้ง

ในปีหนึ่ง ๆ อียูต้องนำเข้าพืชที่ให้โปรตีนสูง อย่างถั่วเหลืองเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์จากอเมริกาใต้ถึงร้อยละ 70-80 ต่อปี ในปี ค.. 2011 เพียงปีเดียว อียูนำเข้าถั่วเหลืองมากถึง 12 ล้านตัน หรือ 10 เท่าของจำนวนถั่วเหลืองที่อียูผลิตได้เอง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้อียูไม่สามารถผลิตพืชที่ให้โปรตีนสูงเพื่อเป็นอาหารสัตว์อย่างถั่วเหลืองได้ เนื่องด้วยพืชเหล่านี้มักไม่สามารถทนทานต่อโรคพืช ความแห้งแล้ง และการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นดังกล่าวซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการผลิตพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ อียูให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัย ABSTRESS (Improving the resistance of legume crops to combined abiotic and biotic stress) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งพัฒนาพันธุ์พืชที่มีความต้านทานต่อความแห้งแล้งและโรคพืชได้โดยใช้เทคนิคระดับโมเลกุลและการประมวลผลโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ค้นหาสายพันธุ์พืชที่มีความสามารถต้านทานความแห้งแล้งและโรคพืช

นาย Adrian Charlton ผู้จัดการโครงการ ABSTRESS กล่าวว่า “สิ่งที่เรากำลังพยายามค้นหาคือ ยีนหรือพันธุกรรมตัวใดที่พืชนำมาใช้ต้านทานความแห้งแล้งและโรคพืช เช่น เชื้อรา โดยทำการตรวจหาพันธุกรรมที่พืชนำออกมาใช้อย่างทันท่วงที ณ วินาทีที่พืชนำหน่วยพันธุกรรมนั้นออกมาใช้ เมื่อประสบกับสภาพความแห้งแล้งและเชื้อรา”

วิธีการคัดเลือกพันธุกรรมที่มีความเด่นดังกล่าวเป็นวิธีการคัดเลือกแบบธรรมชาติที่ไม่ใช้การตัดต่อเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จอีกประการหนึ่งของโครงการABSTRESS ซึ่งมีฐานการทดลองอยู่ที่เมืองดีจอง (Dijon) ประเทศฝรั่งเศส เริ่มดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.. 2012 และมีกำหนดเสร็จสิ้นโครงการในวันที่ 31 ธันวาคม ค.. 2016 ประเมินค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการไว้ที่ 4 ล้านยูโร และได้รับการสนับสนุนจากอียูจำนวน 2.99 ล้านยูโร


ยุโรปวางแผนสร้างสถานที่เก็บกากกัมมันตรังสีถาวร

พลังงานนิวเคลียร์เป็น 1 ใน3 ของแหล่งพลังงานที่ยุโรปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมด และเมื่อคำนึงถึงแผนการของอียูที่จะนำยุโรปเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่พึ่งพาคาร์บอนต่ำแล้ว พลังงานนิวเคลียร์จะยังคงเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยุโรปต้องพึ่งพา อย่างไรก็ดี ยุโรปต้องเผชิญกับความท้าทายในการกำจัดหรือจัดเก็บกากกัมมันตรังสีที่ปลอดภัยในระยะยาว เพราะวิธีการกำจัดหรือจัดเก็บในปัจจุบันยังไม่ปลอดภัยเพียงพอ

ทุกวันนี้ กากกัมมันตรังสี 270,000 ตัน ถูกจัดเก็บอยู่ในถัง (vats) จัดเก็บชั่วคราว โดยเก็บไว้ในสระน้ำซึ่งสร้างขึ้นเฉพาะสำหรับการจัดเก็บดังกล่าว ซึ่งสถานที่จัดเก็บกระจายตัวอยู่ทั่วโลก อย่างไรก็ดี ภายหลังเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะในปี ค.. 2011 มีความกังวลมากว่า หากสระน้ำดังกล่าวได้รับอันตรายหรือน้ำแห้ง อาจเกิดการรั่วไหลของกากกัมมันตรังสีจากถังจัดเก็บชั่วคราวดังกล่าวได้

เพื่อรองรับปัญหาการยังไม่มีวิธีการและพื้นที่จัดเก็บกากกัมมันตรังสีที่ถาวรและปลอดภัยในระยะยาว ภายหลังการประชุม EURADWASTE’13 ณ ประเทศลิทัวเนีย อียูจึงให้ทุนวิจัยสนับสนุนโครงการ LUCOEX (Large Underground Concept Experiments) วัตถุประสงค์คือการหาแหล่งจัดเก็บกากกัมมันตรังสีถาวรในยุโรปให้ได้ 3 แห่งภายใน 15 ปี โดยสถานะปัจจุบันโครงการ LUCOEX สามารถหาแหล่งจัดเก็บกากกัมมันตรังสีถาวรได้แล้ว นั่นคือในประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ และฝรั่งเศส

ตัวอย่างแผนการออกแบบสถานที่จัดเก็บกากกัมมันตรังสีดังกล่าวในประเทศสวีเดนคือ เป็นพื้นที่ลึกลงไปใต้ดิน 0.5 กิโลเมตร รูปแบบเป็นอุโมงค์ขนาดยาว 65 กิโลเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้กากกัมมันตรังสีเหล่านี้มีโอกาสกลับมาสัมผัสกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้อีกเป็นเวลาอย่างน้อย1 แสนปี จนกว่ากากกัมมันตรังสีเหล่านี้จะสลายตัวไปเอง


บริษัทเบลเยียมยื่นประมูลงานทำลายอาวุธเคมีในซีเรีย

บริษัทกำจัดของเสีย Indaver สัญชาติเบลเยียมได้แสดงความจำนงอย่างเป็นทางการต่อองค์กรห้ามใช้อาวุธเคมีหรือโอพีซีดับเบิลยู (Organisation for the Prohibition Chemical Weapons: OPCW) ว่าต้องการประมูลงานทำลายอาวุธเคมีของซีเรียที่โอพีซีดับเบิลยูเปิดประมูล ก่อนหน้านี้ ซีเรียได้แจ้งต่อโอพีซีดับเบิลยูอย่างเป็นทางการว่า ซีเรียมีอาวุธเคมีในครอบครอง 1,300 ตัน การแจ้งว่ามีอาวุธเคมีในครอบครองดังกล่าว ทำให้ซีเรียได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี ค.. 2013 โดยซีเรียกำลังดำเนินการนำอาวุธเคมีเหล่านี้ไปทำลายในต่างประเทศภายใต้การจัดการและควบคุมของโอพีซีดับเบิลยู ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพันธกิจในการส่งเสริมและตรวจสอบการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention) ด้วยวิธีการปลดและทำลายอาวุธ การยับยั้งไม่ให้เกิดการแพร่กระจายและการมีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิกบรรลุข้อตกลงในอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี เป็นต้น

บริษัท Indaver ถือหุ้นโดยเอกชนและมีฐานปฏิบัติการทั้งในเบลเยียมและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป มีพนักงานมากกว่า 1,600 คนและมีรายได้กว่า 400 ล้านยูโรต่อปี และเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทอื่น ๆ ในยุโรป ได้แก่ บริษัท Verein และบริษัท Remondis จากเยอรมนี และบริษัท Veolia สัญชาติอังกฤษ ซึ่งจะต้องแข่งขันกับบริษัทอื่นอีก 13 บริษัทจากทั่วโลกที่เข้าร่วมการประมูล อาทิ บริษัท Airbus Defense & Space จากฝรั่งเศส บริษัท Augean PLC จากสหราชอาณาจักร บริษัท China National Chemical Corporation จากจีน บริษัท Vector-NLLC จากรัสเซีย เป็นต้น


ทำอย่างไรจึงจะได้เป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล

ในวาระที่ศาสตราจารย์ Francois Englert จากมหาวิทยาลัยเปิดแห่งบรัสเซลส์ หรือยูแอลบี (Universite Libre de Bruxelles; ULB) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับศาสตราจารย์ Peter Higgs นักฟิสิกส์ชาวสก๊อตแลนด์เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น นิตยสาร Horizon ของสหภาพยุโรปได้เข้าสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ Englert อีกครั้งเกี่ยวกับประเด็นที่น่าสนใจต่าง ๆ เช่น บทบาทของสถาบันวิจัยและเงินทุนสาธารณะในวงการวิทยาศาสตร์ การพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างนักทฤษฎีและนักทดลอง รวมถึงคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้เป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล

เมื่อถูกถามว่า ตนจะสามารถได้รับรางวัลโนเบลนี้หรือไม่ หากปราศจากการค้นพบจุลภาคชนิดใหม่ที่เรียกว่า “โบซอน” (boson) โดยสถาบัวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป ศาสตราจารย์ Englert กล่าวว่า ในสาขาฟิสิกส์ที่ตนทำงานวิจัย การพิสูจน์ให้เห็นว่าทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นเป็นจริงได้นั้น ต้องอาศัยระบบเครื่องมือขนาดใหญ่และผลการทดลองเช่นที่ CERN ได้นำออกสู่สาธารณะ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าทฤษฎีดังกล่าวเป็นจริงหากปราศจากเครื่องมือและผลงานของนักทดลอง

นิตยสาร Horizen ซักถามศาสตราจารย์ Englert ต่อไปว่า อะไรคือเคล็ดลับเบื้องหลังความสำเร็จของการได้เป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ศาสตราจารย์ Englert ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้รับรางวัลดังกล่าว แต่กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการที่มีผลในการศึกษาวิทยาศาสตร์ของตนโดยส่วนตัวว่า “ครู” มีบทบาทสำคัญมากต่อการที่เด็กคนหนึ่งจะชอบหรือไม่ชอบเรียนอะไร เพราะจำได้ว่า ตนไม่ชอบเรียนวิชาภูมิศาสตร์ เพราะไม่ชอบครูที่สอน ในขณะที่วิชาคณิตศาสตร์ ตนได้พบครูที่ดีมาก ๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เลือกศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และทำปริญญาเอกในสาขาฟิสิกส์ในที่สุด

อิทธิพลของครูต่อนักเรียน ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า เราควรมีวิธีการสอนวิชาวิทยาศาสตร์อย่างไร ‘อะไรคือวิธีการทำให้คน ๆ หนึ่งกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้’ ศาสตราจารย์ Englert ตอบคำถามว่า “เราควรฝึกให้นักเรียน นักศึกษา ฝึกการคิดแบบอุปมาน โดยใช้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงสนับสนุนสมมุติฐานในการทดลองมากกว่าที่จะหาข้อสรุปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

เคล็ดลับประการสุดท้ายคือ “เราต้องไม่มองข้ามความสำคัญของ ‘จิตใต้สำนึก’ ในกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ใกล้เคียงมากกับแรงบันดาลใจในการผลิตงานศิลปะหรือแต่งเพลง งานวิจัยชิ้นสำคัญของผมส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากวิธีคิดแบบอนุมาน หากเราคิดด้วยวิธีคิดแบบอนุมาน เราก็จะค้นพบแค่สิ่งที่เราได้เห็นแล้วตั้งแต่แรกในกระบวนการทดลอง แต่หากเราปล่อยให้สมองส่วนไร้สำนึกทำงาน ในท้ายที่สุด ความคิดอันบรรเจิดที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนก็จะเกิดขึ้นกับเรา”

การวิจัยน้ำเพื่อการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ทรัพยากรน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากไม่ได้รับการบริหารจัดการที่ดี น้ำที่เคยเป็นสิ่งจำเป็นอาจกลายเป็นสิ่งที่ก่อปัญหาให้กับมนุษย์ได้ การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางและการทำงานของน้ำอย่างเช่นงานวิจัยของ นาย Fabrizio Fenicia นักวิจัยน้ำแห่งสถาบัน CRP Gabriel Lippmann เป็นสถาบันการวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์การพัฒนาเทคโนโลยี และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลลักเซมเบิร์ก คาดว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมและภัยแล้ง และความสามารถในการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนได้ดีขึ้น

การวิจัยน้ำของนาย Fenicia ใช้การวิเคราะห์วงจรการเคลื่อนไหวของน้ำและคุณภาพน้ำเพื่อคาดการณ์ว่า น้ำฝนที่ตกลงมาจะกลายเป็นน้ำที่ไหลในปริมาณเท่าใด จะระเหยกลายเป็นไอน้ำและปริมาณเท่าใดจะยังคงอยู่ในดิน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ทำให้สภาพทางภูมิศาสตร์ เช่น สภาพดิน หิน และพืชท้องถิ่น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณาในการวิเคราะห์ ซึ่งนั่นหมายความว่า รูปแบบการจำลองการเคลื่อนที่ของน้ำโดยใช้คณิตศาสตร์มาช่วยในการคำนวณของนาย Fenicia นั้นไม่ใช่คำตอบเบ็ดเสร็จหนึ่งเดียวที่สามารถใช้ได้กับทุกพื้นที่และทุกสถานการณ์ (one-size-fits-all) ในทางตรงกันข้าม งานวิจัยน้ำของนาย Fenicia อาศัยความยืดหยุ่นของปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และสถานการณ์

งานวิจัยน้ำของนาย Fenicia ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Water Resources Research ภายใต้ชื่อ “Elements of a flexible approach for conceptual hydrological modelling” และได้รับรางวัลงานวิจัยวิทยาศาสตร์ดีเด่นจากกองทุนวิจัยแห่งชาติของลักเซมเบิร์กประจำปี ค.. 2012

คาร์โกลักซ์: เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจขนส่งสินค้า

การเป็นลูกค้ารายแรกของเครื่องบินขนส่งรุ่น 747-8Fs ซึ่งเป็นเครื่องบินขนส่งรุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัทโบว์อิงทำให้บริษัทคาร์โกลักซ์ สามารถประหยัดพลังงานในการดำเนินธุรกิจได้ถึงร้อยละ 16 เนื่องด้วยเครื่องบินขนส่งรุ่น 747-8Fs มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากกว่ารุ่นก่อนคือรุ่น 747-8F ซึ่งนอกจากประหยัดพลังงานมากกว่าแล้ว เครื่องบินขนส่งรุ่น 747-8Fs ยังทำให้บริการของบริษัทคาร์โกลักซ์มีเสียงรบกวนน้อยลงถึงร้อยละ 30 และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้นอีกด้วย

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีที่สามารถลดระยะเวลาในการบินได้นับเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจขนส่งสินค้า ด้วยเหตุนี้ บริษัทคาร์โกลักซ์จึงทบทวนเส้นทางการบินเพื่อทำให้แน่ใจลูกค้าได้รับสินค้าด้วยบริการที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและในราคาที่ต่ำที่สุด และยังร่วมมือกับบริษัทลักซ์แอร์คาร์โก (LuxairCARGO) ซึ่งสร้างโรงเก็บของพิเศษสำหรับสินค้าที่ต้องขนส่งด้วยความพิถีพิถัน เช่น เครื่องมือแพทย์ซึ่งต้องใช้ทั้งการควบคุมอุณหภูมิเฉพาะและต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปนเปื้อน พนักงานของบริษัทคาร์โกลักซ์ก็เช่นกันได้รับการฝึกอบรมให้ขนส่งสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งเหล่านี้ ความพิถีพิถันในการให้บริการขนส่งสินค้าดังกล่าวเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่บริษัทคาร์โกลักซ์ใช้แข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูเพิ่มเติมฉบับเต็มได้ที่ http://www.nstda.or.th/nstda-doc-archives/doc_download/1210----12557

 

 

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ตราโลโก้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (Logo of National Security and Dual-Use Technology Center: NSD)

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป