1. พืชดัดแปลงพันธุกรรมปลอดภัยจริงหรือไม่?

2. ทำไมการดูแลความปลอดภัยของพืชดัดแปลงพันธุกรรมถึงไม่ทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment - EIA) หรือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment)

3. ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพมีเนื้อหาที่เป็นการเปิดเสรีให้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะพืชดัดแปลงพันธุกรรมเข้ามาในประเทศ? 

4. ร่างพระราชบัญญัติไม่ได้ยึดแนวทางระมัดระวังล่วงหน้า (precautionary approach) ของพิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ?

5. พื้นที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมเพิ่มขึ้นหรือลดลง? 

6. การแสดงฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่?

7. การอยู่ร่วมกัน (co-existence) ของพืชดัดแปลงพันธุกรรมกับพืชทั่วไปและเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นได้หรือไม่?

8. สิทธิบัตรการพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรมเป็นของบริษัทขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดหรือไม่? 

9. บริษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเมื่อเกษตรกรใช้แล้วจะทำให้เกิดการผูกขาด/ฟ้องร้องหรือไม่?

 

 

 

 

 

1. พืชดัดแปลงพันธุกรรมปลอดภัยจริงหรือไม่

 

          ก่อนการอนุญาตให้ใช้ปลูกหรือบริโภคพืชดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อการค้า พืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้นต้องผ่านการทดสอบและประเมินความปลอดภัยเสียก่อน  ปัจจุบันองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ระดับสากลทั้งในระดับนานาชาติและระดับชาติหลายแห่ง อาทิ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ราชสมาคมของอังกฤษ (Royal Society) สมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science) สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศออสเตรเลีย (Australian Academy of Science) สมาคมแพทย์อังกฤษ (British Medical Association) และสหภาพยุโรป (European Commission) เป็นต้น  รายงานว่า พืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ผ่านการประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพแล้ว มีความปลอดภัยไม่ต่างจากพืชที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังไม่พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่าพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ผ่านการอนุญาตให้ใช้และมีจำหน่ายในท้องตลาดมีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างไปจากพืชไม่ดัดแปลงพันธุกรรมเมื่อมีการจัดการหลังอนุญาตอย่างเหมาะสม   โดยที่การทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพยังถือเป็นหัวใจสำคัญของการนำพืชดัดแปลงพันธุกรรมมาใช้ประโยชน์

 

สรุปความเห็นเรื่องความปลอดภัยของอาหารจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมในองค์กรต่างๆ

 

 

องค์การอนามัยโลก

No effects on human health have been shown as a result of the consumption of such foods by the general population in the countries where they have been approved. (2014) http://www.who.int/foodsafety/areas_work/food-technology/Frequently_asked_questions_on_gm_foods.pdf?ua=1

American Association for the Advancement of Science (AAAS)

The science is quite clear: crop improvement by the modern molecular techniques of biotechnology is safe. (2012) http://www.aaas.org/sites/default/files/AAAS_GM_statement.pdf

American Medical Association (AMA)

There is no scientific justification for special labeling of bioengineered foods, as a class, and that voluntary labeling is without value unless it is accompanied by focused consumer education. (2012) https://www.ama-assn.org/ssl3/ecomm/PolicyFinderForm.pl?site=www.ama-assn.org&uri=/resources/html/PolicyFinder/policyfiles/HnE/H-480.958.HTM

European Commission
Directorate-General for Research
Communication Unit

The main conclusion to be drawn from the efforts of more than 130 research projects, covering a period of more than 25 years of research, and involving more than 500 independent research groups, is that biotechnology, and in particular GMOs, are not per se more risky than e.g. conventional plant breeding technologies. (2010) https://ec.europa.eu/research/biosociety/pdf/a_decade_of_eu-funded_gmo_research.pdf

Journal of the Royal Society of Medicine

Foods derived from GM crops have been consumed by hundreds of millions of people across the world for more than 15 years, with no reported ill effects (or legal cases related to human health), despite many of the consumers coming from that most litigious of countries, the USA. (2008) http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2408621/pdf/290.pdf

The union of German Academics of Sciences and Humanities (Germany)

In consuming food derived from GM plants
approved in the EU and in the USA, the risk is in
no way higher than in the consumption of food
from conventionally grown plants. On the contrary,
in some cases food from GM plants appears to be
superior in respect to health. (2006)
http://www.fbae.org/2009/FBAE/website/special-topics_are_there_health_hazards.html

The International Council for Science

Currently available genetically modified foods are safe to eat. Food safety assessments by national regulatory agencies in several countries have deemed currently available GM foods to be as safe to eat as their conventional counterparts and suit-able for human consumption. (2003) http://www.icsu.org/publications/reports-and-reviews/new-genetics-food-and-agriculture-scientific-discoveries-societal-dilemas-2003/ICSU_GMO_report_May_2003.pdf

Society of Toxicology

The level of safety of current Biotechnology-derived foods to consumers appears to be equivalent to that of traditional foods. Verified records of adverse health effects are absent, although the current passive reporting system would probably not detect minor or rare adverse effects, nor can it detect a moderate increase in common effects such as diarrhea. (2003) http://toxsci.oxfordjournals.org/content/71/1/2.full.pdf+html
  • Royal Brazilian Academy of Sciences
  • Chinese Academy of Sciences
  • Indian National Science Academy
  • Mexican Academy of Sciences
  • National Academy of Sciences of the USA
  • The Royal Society (UK)
  • The Third World Academy of Sciences
Foods can be produced through the use of GM technology that are more nutritious, stable in storage and in principle, health promoting - bringing benefits to consumers in both industrialised and developing nations. (2000) https://royalsociety.org/~/media/Royal_Society_Content/policy/publications/2000/10062.pdf

Society for In Vitro Biology

All crop and animal products that result from biotechnology are demonstrated to be safe as non-engineered versions of that plant or animal product, prior to their use by the public. This is an effective principle for guiding their regulation to safeguard human and environmental health and safety. http://sivb.org/about-sivb/public-policy/position-statement-on-crop-engineering.html

 [กลับไปด้านบน]

 

 

2. ทำไมการดูแลความปลอดภัยของพืชดัดแปลงพันธุกรรมถึงไม่ทำการ ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment - EIA) หรือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment)

          การพิจารณาผลกระทบของพืชดัดแปลงพันธุกรรมต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามันของผู้บริโภค ในทางสากลจะเรียกว่า "การประเมินความปลอดดภัยทางชีวภาพ" หรือ "การประเมินความเสี่ยง" ซึ่งดำเนินการแบบทีละขั้นตอน (step-by-step) ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการ ระดับโรงเรือน และการทดลองในภาคสนาม โดยทดสอบพืชดัดแปลงพันธุกรรมกับพืชคู่เปรียบที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรมอย่างครอบคลุม ถี่ถ้วน ตามหลักการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยมนุษย์เทียบเท่ากับการทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และสุขภาพ (HIA) ในระบบโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป หรือในบางประเด็นมีการลงรายละเอียดการทดสอบมากกว่าการประเมิน EIA และ HIA ซึ่งการประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพต้องทดสอบในประเด็นต่างๆ ดังนี้

          1. การทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพด้านสิ่งแวดล้อม

- คุณสมบัติด้านพันธุกรรม (genotype) และลักษณะที่แสดงออก (phenotype) รวมทั้งประวัติความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรม

- ศักยภาพในการเป็นวัชพืช (weediness)

- การถ่ายทอดยีนผ่านละอองเรณูไปสู่พืชพันธุ์ป่าหรือพืชพันธุ์ใกล้เคียง (gene flow)

- การส่งถ่ายยีนข้ามสายพันธุ์ (horizontal gene transfer)

- ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่มิใช่เป้าหมาย (non-target organisms)

 

          2. การทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพด้านอาหาร

- คุณสมบัติด้านพันธุกรรม (genotype) และลักษณะที่แสดงออก (phenotype) รวมทั้งประวัติความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรม

- การตรวจสอบองค์ประกอบสำคัญทางโภชนาการ (nutrition)

- ประเมินโอกาสก่อพิษ (toxicity)

- ประเมินโอกาสก่อภูมิแพ้ (allergenicity)

 [กลับไปด้านบน]

 

 

3. ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพมีเนื้อหาที่เป็นการเปิดเสรี ให้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม โดยเฉพาะพืชดัดแปลงพันธุกรรมเข้ามาในประเทศ?

          สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพไม่ได้เป็นการเปิดเสรีให้มีการใช้พืชดัดแปลงพันธุกรรม แต่เป็นการกำกับดูแลพืชดัดแปลงพันธุกรรม เปรียบเสมือนการล้อมรั้วพืชดัดแปลงพันธุกรรมให้กับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้กำกับดูแลพืชดัดแปลงพันธุกรรมในประเทศอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติกำหนดห้ามการนำเข้าและปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการทดสอบและประเมินความปลอดภัยทั้งผลต่อสิ่งแวดล้อมและผลต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ให้เรียบร้อยก่อน

          ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมตลอดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งการมีกฎหมายที่ครอบคลุมส่งผลให้เมื่อเกิดการกระทำผิด หรือมีการลักลอบปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมสามารถใช้กฎหมายในการดำเนินการและจัดการได้อย่างเหมาะสม การที่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแลพืชดัดแปลงพันธุกรรมอย่างเช่นในปัจจุบัน นอกจากไม่สามารถให้มีการรับผิดชอบเมื่อมีการกระทำผิดได้แล้ว ยังไม่มีข้อมูลสภาพปัญหาที่แท้จริงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศและประเทศคู่ค้า การมีพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าต่างประเทศว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่จะควบคุมกำกับดูแลพืชดัดแปลงพันธุกรรมและกำกับการคัดแยกสินค้าดัดแปลงพันธุกรรมกับสินค้าทั่วไปได้

 [กลับไปด้านบน]

 

 

4. ร่างพระราชบัญญัติไม่ได้ยึดแนวทางระมัดระวังล่วงหน้า (precautionary approach) ของพิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ?

          ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพถูกพัฒนาและออกแบบมาโดยใช้หลักการของแนวทางระมัดระวังล่วงหน้า (precautionary approach) ตามพิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งยึดหลักการปลอดภัยไว้ก่อนและมีกระบวนการที่สอดคล้องกับขั้นตอนของพิธีสารอย่างชัดเจน โดยการห้ามไม่ให้นำเข้าพืชดัดแปลงพันธุกรรมเข้ามาในประเทศไทย แม้ว่าพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้นจะมีข้อมูลความปลอดภัยหรือมีการปลูกในเชิงพาณชิย์ในประเทศอื่นมาแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับหลักการแจ้งล่วงหน้า (Advance Informed Agreement หรือ AIA) ของพิธีสารคาร์ตาเฮนาฯ

 [กลับไปด้านบน]

 

 

5. พื้นที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมเพิ่มขึ้นหรือลดลง?

          พื้นที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมในปี 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,095 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะคงที่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา เนื่องจากความอิ่มตัวของพื้นที่เพาะปลูก ส่วนในประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย ยังคงมีพื้นที่ปลูกฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 มีอัตราการเพิ่มขึ้น 5.4 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2556

          ชนิดพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีการปลูกในเชิงการค้ามากที่สุดใน 4 อันดับแรก ได้แก่ ถั่วเหลือง ฝ้าย ข้าวโพด และคาโนลา ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมกับพื้นที่ปลูกพืชเพื่อการเกษตรทั่วโลกพบว่า พื้นที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมคิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่การเกษตรทั่วโลก เนื่องจากพืชที่มีการใช้พื้นที่ทางการเกษตรเพื่อเพาะปลูกมากที่สุดในโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโพด และข้าวไรย์ ตามลำดับ หากเปรียบเทียบอัตราส่วนพื้นที่ปลูกเป็นรายชนิดระหว่างพืชดัดแปลงพันธุกรรมกับพืชไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม พบว่าพื้นที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมในถั่วเหลือง ฝ้าย ข้าวโพด และคาโนลา คิดเป็น 79, 70, 32 และ 24 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

 [กลับไปด้านบน]

 

 

6. การแสดงฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่?

          โดยทั่วไปหลักการของการแสดงฉลากอาหารเป็นการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกบริโภค ทั้งนี้ การแสดงฉลากของพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรืออาหารที่มาจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมก็เช่นเดียวกัน เป็นการให้ข้อมูลเพื่อเป็นทางเลือกกับผู้บริโภคว่าต้องการเลือกบริโภคพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรืออาหารที่มาจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในตลาดได้นั้น ต้องได้รับการประเมินความปลอดภัยทางด้านอาหารแล้ว ทั้งการตรวจสอบด้านโภชนาการ การก่อพิษและการก่อภูมิแพ้ ก่อนได้รับอนุญาตให้มีการจำหน่ายในท้องตลาด ดังนั้น พืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ออกจำหน่ายจะต้องมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับพืชชนิดเดียวกันที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม

          องค์กรระดับนานาชาติหลายองค์กร รวมทั้งสมาคมการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (British Medical Association) ต่างสนับสนุนให้มีการแสดงฉลากเพื่อให้สาธารณชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลของแหล่งอาหาร ซึ่งในหลายประเทศได้มีกฎหมายบังคับให้มีการแสดงฉลากอาหารที่มาจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมแล้ว เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย

          ทั้งนี้ การแสดงฉลากอาหารที่มาจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมเป็นส่วนหนึ่งในสิทธิการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภค เช่นเดียวกับการแสดงฉลากส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์และฉลากโภชนาการ 

 [กลับไปด้านบน]

 

 

7. การอยู่ร่วมกัน (co-existence) ของพืชดัดแปลงพันธุกรรมกับพืชทั่วไปและเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นได้หรือไม่?

          การอยู่ร่วมกันของพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ได้รับการประเมินความปลอดภัยและอนุญาตให้ใช้ในเชิงการค้าแล้ว กับพืชทั่วไปหรือเกษตรอินทรีย์ สามารถเกิดขึ้นได้ ดังตัวอย่างของประเทศที่มีพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์มากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา สหรัฐอเมริกา และจีน ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรมเชิงพาณิชย์ในอันดับต้นๆ เช่นเดียวกัน  ซึ่งการอยู่ร่วมกันของพืชดัดแปลงพันธุกรรมและพืชอินทรีย์ในประเทศเหล่านี้ จะคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยและศักยภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอาศัยพื้นฐานการบริหารจัดการตามหลักวิชาการและวิทยาศาสตร์ ทั้งความรู้เรื่องระยะการปลิวของเกสรเพื่อป้องกันการผสมข้าม โดยการปลูกเหลื่อมเวลาระหว่างพืชดัดแปลงพันธุกรรมและพืชอินทรีย์เพื่อให้ระยะเวลาที่เกสรสุกไม่พร้อมกัน ทำให้ไม่สามารถผสมกันได้ หรือ ใช้ต้นไม้ใหญ่ปลูกคั่น ทั้งนี้ การผสมข้ามของพืชจะเกิดได้ในกรณีเป็นพืชชนิดพันธุ์เดียวกันเท่านั้น เช่น มะละกอกับมะละกอ หรือข้าวโพดกับข้าวโพด แต่จะไม่สามารถผสมข้ามในพืชคนละชนิดได้ เช่น มะละกอจะไม่สามารถผสมข้ามกับข้าวโพดได้  ดังนั้น การปลูกมะละกอดัดแปลงพันธุกรรมในแปลงที่ติดกับข้าวโพดหรือพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่มะละกอ จะไม่เกิดการผสมข้ามอย่างแน่นอน

 [กลับไปด้านบน]

 

 

8. สิทธิบัตรการพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรมเป็นของบริษัทขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดหรือไม่?

          สิทธิบัตรเป็นหลักการคุ้มครองการประดิษฐ์ให้ผู้ประดิษฐ์คิดค้นสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการประดิษฐ์  สิทธิบัตรจึงจัดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันล้วนแต่เป็นผลงานสร้างสรรค์จากการประดิษฐ์คิดค้นทั้งสิ้น เช่น ยารักษาโรค โทรศัพท์ รถยนต์ กรรมวิธีในการเก็บรักษาผลไม้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใช้พัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรมด้วย ทั้งนี้ สิทธิบัตรการพัฒนาพืชดัดแปลงพันธุกรรมส่วนใหญ่เป็นของบริษัทเอกชน ทำให้พืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นของภาคเอกชน ในระยะหลังเริ่มมีพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public – Private Partnership, PPP) ในระดับนานาชาติ ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือมีแนวโน้มจะได้รับอนุญาตให้ใช้เชิงพาณิชย์ ได้แก่

1) มะเขือม่วงดัดแปลงพันธุกรรมต้านทานแมลงศัตรูพืช (Bt eggplant) – บริษัท Mahyco  ประเทศอินเดีย บริจาคยีน cry1Ac ให้ Bangladesh Agricultural Research Institute (BARI) ภายใต้โครงการ The Agricultural Biotechnology Support Project II (ASP II)  โดยมหาวิทยาลัยคอร์แนล ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก United States Agency for International Development (USAID)

2) ถั่วเหลืองทนทานสารกำจัดวัชพืช imidazolinone – บริษัท BASF บริจาคยีน csr1-2 ให้ Brazil Agricultural Research Organization (EMBRAPA)

3) อ้อยดัดแปลงพันธุกรรมทนทานต่อภาวะแล้ง – บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ บริจาคยีน bet A Rhizobium ให้รัฐบาลอินโดนีเซีย  และดำเนินการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Jember

4) ข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมทนทานต่อภาวะแล้ง และต้านทานแมลงศัตรูพืช – บริษัท มอนซานโต้ บริจาคยีนทนแล้ง และยีน Bt ให้หน่วยงานวิจัยของรัฐบาลอัฟริการใต้ เคนย่า อูกันดา โมแซมบิก และแทนซาเนีย  ภายใต้โครงการ Water Efficient Maize for Africa (WEMA)  โดยความร่วมมือของ African Agriculture Technology Foundation (AATF)  และ International Maize and Wheat Improvement Center (CIMMYT) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิ Gates and Buffet  และ USAID  โดยยีนทนแล้งที่ใช้ในโครงการนี้ เป็นยีนที่ใช้ในการพัฒนาข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมทนทานต่อภาวะแล้ง MON87460 (DroughtGardTM)  ซึ่งได้รับอนุมัติให้ปลูกเชิงการค้าในสหรัฐอเมริกา ในปี 2556  และมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น  5 เท่า  ในปี 2557

 [กลับไปด้านบน]

 

 

9. บริษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเมื่อเกษตรกรใช้แล้วจะทำให้เกิดการผูกขาด/ฟ้องร้องหรือไม่?

          การซื้อขายผลผลิตที่ได้จากเทคโนโลยีโดยปกติ รวมทั้งการซื้อขายเมล็ดพันธุ์โดยทั่วไปจะมีการคำนวณต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีหรือค่าสิทธิบัตรในราคาผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับการซื้อขายเมล็ดพันธุ์พืชดัดแปลงพันธุกรรม

          การฟ้องร้องการละเมิดสิทธิบัตรของพืชดัดแปลงพันธุกรรม จะเกิดขึ้นในกรณีที่มีการขโมยหรือลักลอบใช้โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือเจรจาขอให้หรือซื้อจากผู้ประดิษฐหรือเจ้าของสิทธิบัตรเท่านั้น หากเป็นกรณีมีพืชดัดแปลงพันธุกรรมมาปลูกในพื้นที่ติดกัน แล้วละอองเกสรปลิวมาผสมพืชที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตร จะไม่มีการฟ้องร้องในกรณีดังกล่าว กรณีตัวอย่างคดีฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรพืชดัดแปลงพันธุกรรม มีดังนี้

1) Percy Schmeiser กับ บริษัท มอนซานโต้ ในปี 2541  เกิดคดีระหว่างบริษัทมอนซานโต้กับนาย Percy Schmeiser  ซึ่งบริษัทมอนซานโต้ได้ฟ้องนาย Percy Schmeiser ว่าจงใจขโมยเทคโนโลยีในเมล็ดพันธุ์คาโนลาต้านทานยาปราบวัชพืช glyphosate มีชื่อทางการค้าว่า Roundup Ready Canola เนื่องจากพบคาโนลาดัดแปรพันธุกรรม 98 เปอร์เซ็นต์ในแปลงของ Schmeiser ทั้งนี้ นาย Schmeiser กล่าวว่า คาโนลาดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านั้นเกิดจากการปนเปื้อนของแปลงข้างเคียง แต่บริษัทมอนซานโต้ได้ทำการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่าการปนเปื้อนนั้นเกิดจากความตั้งใจ  ซึ่งศาลสูงสุดของแคนาดาได้พิพากษาว่า Schmeiser ละเมิดสิทธิบัตรในสารพันธุกรรมของบริษัทมอนซานโต้ แต่อย่างไรก็ตาม Schmeiser ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามคำร้องขอของบริษัทมอนซานโต้ กรณีของนาย Percy Schmeiser เกษตรกรผู้ปลูกคาโนลาในประเทศแคนาดา และนาย Vernon Bowman เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกบริษัทเจ้าของพันธุ์นั้น พิสูจน์แล้วว่ามิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มีความจงใจที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ประโยชน์

2) Homan McFarling กับ บริษัท มอนซานโต้ ในปี 2543 บริษัทมอนซานโต้ ได้ฟ้องเกษตรกรชาวสหรัฐฯ ชื่อ Homan McFarling ที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง RoundUp Ready จากบริษัทไปตั้งแต่ปี 1998 แต่ McFarling ได้เก็บเมล็ดรุ่นลูกไว้ทำเมล็ดพันธุ์ต่อ (farm saved seed) ในคดีดังกล่าวบริษัทมอนซานโตเป็นผู้ชนะคดี เนื่องจาก เกษตรกรได้ลงนามใน technology agreement ไว้ตั้งแต่ตอนซื้อเมล็ดพันธุ์ว่า จะใช้เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเพียงฤดูปลูกเดียว ทำให้ไม่สามารถเก็บเมล็ดรุ่นลูกไว้เพื่อทำเมล็ดพันธุ์ในฤดูปลูกต่อไปได้

 [กลับไปด้านบน]

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป