รายงานฉบับปรับปรุงพืชดัดแปลงพันธุกรรมสำหรับเป็นอาหารและสุขภาพมนุษย์ (Genetically modified plants for food use and human health – an update) : รายงานของ The Royal Society แห่งสหราชอาณาจักร

รายงานฉบับนี้ (กุมภาพันธ์ 2002) จัดทำโดยคณะกลุ่มทำงานที่มีประธานคือ ศาสตราจารย์ Jim Smith FRS แห่ง Wellcome CRC Institute, Cambridge และผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยท่านอื่นๆ อีกจำวน 13 ท่าน (สามารถดูรายชื่อทั้งหมดได้จากรายงานฉบับสมบูรณ์ในภาษาอังกฤษ) โดยการสนับสนุนจาก the Council of the Royal Society

The Royal Society เป็นองค์กรอิสระและเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (องค์กรที่คล้ายคลึงกันในประเทศไทยคือ ราชบัณฑิตยสถาน) มีหน้าที่ในการสนับสนุนความเป็นเลิศในด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี   นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำที่มีคุณภาพสูงในเชิงวิทยาศาสตร์สำหรับการจัดทำนโยบาย

the royal sodety

ที่มา (รายงานฉบับสมบูรณ์) :

( ณ วันที่ 27 พ.ย. 2015 )
 
แปลโดย :   ฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์, สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ)
 
 
       
บทสรุปย่อ (Summary)
 
1. ในรายงานเรื่อง พืชดัดแปลงพันธุกรรมสำหรับการใช้เป็นอาหาร (Genetically modified plants for food use) ซึ่ง the Royal Society ตีพิมพ์ในปี 1998[1] ซึ่งสรุปว่า การใช้พืช GM มีศักยภาพในการให้ประโยชน์ในทางด้านเกษตรกรรม, คุณภาพอาหาร, โภชนาการ และสุขภาพ แต่มีหลายหัวข้อซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี GM ซึ่งต้องพิจารณาต่อไป  The Royal Society ได้มอบหมายให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ปรับปรุงรายงานฉบับดังกล่าวนี้โดยยึดถือการวิจัยที่ทำตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา  การปรับปรุงครั้งนี้เน้นที่ผลกระทบของอาหาร GM อาจจะมีต่อสุขภาพของมนุษย์ และการใช้หลักการเทียบเท่าอย่างยิ่ง (substantial equivalence) ในการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร GM
 
2. มีผลิตภัณฑ์อาหาร GM อยู่จำนวนไม่กี่อย่างซึ่งปัจจุบันนี้มีวางขายอยู่ในยุโรปและสหราชอาณาจักร ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การค้าในประเทศอื่น ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐและแคนาดา เป็นต้น ได้รับการออกแบบให้ต้านทานต่อสัตว์นำโรคและเพื่อให้สามารถสร้างความต้านทานต่อยาฆ่าวัชพืชบางชนิด  ในทศวรรษหน้า  เทคโนโลยีชีวภาพจะมุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงคุณภาพของธัญพืชจำนวนมาก รวมทั้งในแง่ของโภชนาการและเศรษฐกิจการเกษตร   เราสนับสนุนการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องในหัวข้อการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพราะ มีคุณค่าในตัวของมันเอง และเป็นวิธีเดียวที่จะประเมินศักยภาพที่แท้จริงของพืช GM
 
3. เราเห็นพ้องกับข้อสรุปของรายงานฉบับที่ 21 ของ the Royal Commission on Environmental Pollution (1998) [2] ที่ว่า การประเมินทางวิทยาศาสตร์จะต้องให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่จะต้องไม่ยึดเอาเรื่องนโยบายเป็นที่ตั้ง และความคิดเห็นของสาธารณชนจะต้องนำมาใช้เพื่อพิจารณาตลอดโดยทั่วถึง เราเชื่อว่าการถกเถียงสาธารณะเกี่ยวกับอาหาร GM จะต้องถือว่า เป็นประเด็นที่กว้างขวางมากกว่าเพียงวิทยาศาสตร์เท่านั้น   เรายังหวังด้วยว่าจะมีการเน้นย้ำความสำคัญของการให้ข้อมูลในการถกเถียงที่มีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์
 
4. เรามีข้อกังวลบางประการเกี่ยวกับกระบวนการบังคับควบคุมที่กำกับดูแลการพัฒนาและการใช้พืช GM เราเห็นด้วยกับรายงานของ FAO/WHO 2000 [3] ที่ว่า บรรทัดฐานสำหรับการประเมินความปลอดภัยควรจะทำโดยเปิดเผยและมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และต้องมีการแก้ไขเรื่องข้อแตกต่างระหว่างการประยุกต์ใช้หลักการเทียบเท่าอย่างยิ่ง (substantial equivalence) ที่มีอยู่ เช่น ที่แตกต่างกันในประเทศสมาชิกต่างๆ ของสหภาพยุโรป (European Union, EU)   เรายินดียอมรับให้มีการพัฒนาเอกสารฉันทามติ (consensus document) โดย OECD สำหรับธัญพืชต่างชนิดกัน เพื่อที่ว่าหลักการเทียบเท่าอย่างยิ่ง (substantial equivalence) จะได้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในแนวทางเดียวกัน แม้ว่าอาจจะไม่มีความจำเป็น หรือความเป็นไปได้ที่จะต้องบังคับให้อาหาร GM ทุกชนิดต้องผ่านการประเมินเต็มรูปแบบเหมือนกัน แต่จะต้องมีการจำแนกแยกแยะว่า สภาวะที่จะทำให้เป็นที่พอใจนั้นจะเป็นเช่นไร
 
5. การประเมินความปลอดภัยในอนาคตของอาหาร GM และ non-GM อาจจะใช้เทคนิค profiling แบบใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป ซึ่งจำเป็นต้องมีการวิจัยในระยะยาวก่อนที่เทคนิคเหล่านี้จะนำมาใช้ได้   เราแนะนำว่า การวิจัยควรจะดำเนินไปเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ และจะช่วยให้สามารถระบุองค์ประกอบ ปกติ” ของพืชดั้งเดิม (conventional plants) ได้ พวกเรายินดีที่ได้เริ่มมีการให้ทุนโดยโปรแกรม EU Framework V และโดย  the UK’s Food Standards Agency ในเรื่องนี้กันไปบ้างแล้ว ความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมเคมี, สถาบันการศึกษา และ ผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลในการพัฒนาเทคนิค และการแบ่งปันข้อมูลอ้างอิงจะช่วยให้ทำให้แน่ใจได้ว่า การตีความผลการทดลองที่ได้และการใช้เทคนิคใหม่ๆ จะนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันได้
 
6. ศักยภาพอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี GM ก็คือ การปรับปรุงคุณภาพด้านโภชนาการของธัญพืช เป็นไปได้ว่าเทคโนโลยี GM อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นอันตราย อันไม่อาจทำนายได้ในด้านโภชนาการอาหาร (MRC 2000)[4] ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นได้จากการผสมพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventional breeding) เช่นเดียวกัน   การประเมินด้านโภชนาการจึงเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความปลอดภัยของธัญพืช GM   แต่คู่มือที่มีรายละเอียดมากกว่าที่มีอยู่จะเป็นประโยชน์ในเรื่องนี้ กลุ่มคนที่มีลักษณะอ่อนแอกว่ากลุ่มอื่นๆ เช่น ทารก จำเป็นต้องมีคู่มือพิเศษเฉพาะ   นับจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีอาหาร GM ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทารกที่ได้รับการเสนอเพื่อรับอนุมัติ   สำหรับกรณีรายละเอียดคู่มือและระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่ของสูตรอาหารทารกและอาหารสำหรับเด็กในวัยต่อมา ก็ยังไม่ชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้จะใช้ได้กับการดูแลควบคุมอาหาร GM ได้อย่างไร ดังนั้น เราเสนอว่าทั้งหน่วยงานของรัฐและคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ควรจะได้ทำให้มั่นใจว่า กฎและระเบียบทั้งสองชุดนี้ส่งเสริมกัน   คู่มือเช่นที่อธิบายไว้โดย COMA (1996)[5] ในเรื่องการประเมินโภชนาการของสูตรอาหารทารกและที่เพิ่งออกมาเมื่อก่อนหน้านี้โดย Aggett et al. (2001)[6] ควรจะได้มีการนำมาปรับใช้สำหรับทั้งกับอาหาร GM และอาหารชนิดใหม่ๆ อื่นๆ
 
 
7. จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีหลักฐานว่า อาหาร GM เป็นสาเหตุของปฏิกิริยาภูมิแพ้ โดยหลักการแล้ว ความเสี่ยงที่พืช GM จะก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้น ไม่ได้มีมากกว่าอาหารที่ได้จากธัญพืชที่ได้จากวิธีการแบบดั้งเดิม หรือจากพืชที่นำเข้ามาจากบริเวณอื่นๆ ของโลก   ข้อด้อยประการหนึ่งในวิธีการคัดหา (screening) ซึ่งประยุกต์ใช้ทั้งกับอาหาร GM และอาหารจากพืชดั้งเดิม (conventional foods) ก็คือ ยังไม่มีสูตรการประเมินความเสี่ยงในการก่อภูมิแพ้ที่เกิดจากการหายใจเอาละอองเรณู (pollen) และฝุ่นผง  ดังนั้นเราเสนอว่า แนวทางการตัดสินในปัจจุบันควรจะได้ขยายเพิ่มเติมไปถึงสารที่สูดเข้าไปได้ (inhalant) ด้วยเช่นเดียวกับอาหารที่ก่อภูมิแพ้
 
8. ลำดับดีเอ็นเอของไวรัสพืชที่ใช้กันบ่อยในการสร้างยีนที่จะนำเข้าไปใส่ในพืช GM นั้น ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอยู่   ภายหลังจากที่ได้ทบทวนหลักฐานต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์แล้ว   เราสรุปว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับการใช้ลำดับดีเอ็นเอไวรัสจำเพาะในพืช GM นั้น น้อยจนถือว่าตัดทิ้งได้  
 
9. ความกังวลข้อหนึ่งเกี่ยวกับอาหาร GM ก็คือ เรื่องความเป็นไปได้ที่ยีนซึ่งใส่เข้าไปในพืช GM อาจจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสารพันธุกรรมในร่างกายของผู้บริโภคนั้น นับจากที่มีการตีพิมพ์รายงานฉบับปี 1998 ของ the Royal Society ก็มีรายงานการวิจัย (papers) ต่างๆ อย่างหลากหลายออกมาเกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าวนี้ ผลการทดลองต่างๆ จะต้องพิจารณาในบริบทของการรับประทานอาหารโดยปกติทั่วไปทั้งของมนุษย์และสัตว์ ซึ่งประกอบด้วย DNA ปริมาณมากอยู่แล้ว   DNA นี้ไม่ได้มาจากเพียงแหล่งของอาหารเท่านั้น แต่ยังมาจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์และไวรัสต่างๆ แต่ในประวัติศาสตร์อันยาวนานมากของการรับประทาน DNA จากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลายมาก
 
เราสรุปว่า การรับประทานอาหาร GM เหล่านี้ จะไม่มีนัยสำคัญในการก่อให้เกิดโอกาสเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ และการย่อย DNA จากอาหาร GM เหล่านี้ก็ไม่มีผลใดๆ เช่นกัน      
 
 


[1] Royal Society (1998). Genetically modified plants for food use. Royal Society: London
[2] Royal Commission on Environmental Pollution (1998). 21st report: Setting Environment Standards. HMSO: Norwich
[3] FAO/WHO (2000). Safety aspects of genetically modified foods plant origin. Report of a Joint Food and Agriculture Organisation/World Health Organisation Consultation. FAO/WHO: Rome
[4] MRC (2000). Report of a Medical Research Council expert group on genetically modified (GM) foods. Medical Research Council: London
[5] COMA (1996). Guidelines on the Nutritional Assessment of Infant Formulas. Report of the Working Group on the Nutritional Assessment of Infant Formulas of the Committee on Medical Aspects of Food and Nutrition Policy (COMA). Report on Health and Social Subjects No 47. DH: HMSO
[6] Aggettt P J, Agostino C, Goulet O, Hernell O, Koletzko B, Lafeber H L, Michaelson K F, Rigo J & Weaver L T (2001). The nutritional and safety assessment of breast milk substitutes and other dietary products for infant: a commentary by the ESPGHAN Committee on Nutrition. Journal of Pediatric Gastroenterology and Nutrition 32, 256-258
 

biotec

mtec

nectec
nanotec
entec

tsp

AIMI

nctc

ตราโลโก้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (Logo of National Security and Dual-Use Technology Center: NSD)

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป