คำถามและคำตอบเหล่านี้จัดเตรียมโดย องค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) เพื่อตอบสนองต่อคำถามและข้อกังวลต่างๆ เกี่ยวกับลักษณะและความปลอดภัยของอาหารดัดแปลงพันธุกรรมหรืออาหารจ GM   (genetically modified food) ของประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลกหลายประเทศ
 
ที่มา :
http://www.who.int/foodsafety/areas_work/food-technology/faq-genetically-modified-food/en/
(ข้อมูล ณ วันที่ 28 พ.ย. 2015)
 
แปลโดย :
ฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์, สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ)
 

 

คำถาม 1 GMOs และอาหาร GM คืออะไร ?

GMOs (Genetically Modified Organisms) คือ  สิ่งมีชีวิตซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม (DNA) ไปในลักษณะที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  เทคโนโลยีที่ใช้เตรียม GMOs มักจะเรียกเป็น “เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ (Modern Biotechnology)” หรือ “เทคโนโลยียีน (gene technology)”  หรือบางครั้งอาจจะเรียกเป็น “เทคโนโลยีรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ (recombinant DNA technology)” หรือ “พันธุวิศวกรรม (genetic engineering)”  เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เราเลือกยีนเดี่ยวๆ เพื่อเคลื่อนย้ายจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งได้  ซึ่งรวมทั้งการเคลื่อนย้ายยีนระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกันสองชนิด อาหารที่สร้างจากสิ่งมีชีวิตแบบ GM หรือใช้สิ่งมีชีวิตแบบ GM สร้างมักเรียกเป็น อาหาร GM (GM foods)

 
คำถามทำไมต้องผลิตอาหาร GM ?
 
อาหาร GM ได้รับการพัฒนาและวางตลาด  เนื่องจากมีข้อดีหลายประการที่มองเห็นได้ทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอาหารเหล่านี้  ซึ่งรวมทั้งการได้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลง,  ได้ผลกำไรเพิ่มมากขึ้น  (ในรูปของมูลค่าโภชนาการและความคงทนที่เพิ่มขึ้น)  หรือทั้งสองกรณี  ในระยะเริ่มต้นผู้พัฒนาเมล็ดพันธุ์ GM ต้องการให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นที่ยอมรับโดยผู้ผลิต ดังนั้น จึงเน้นการสร้างพันธุ์ที่เกษตรกร (และวงการอุตสาหกรรมอาหารโดยทั่วไป) ยอมรับ
 
วัตถุประสงค์เริ่มแรกในการพัฒนาพืช GM ก็คือ เพื่อปรับปรุงการป้องกันธัญพืช   ในปัจจุบัน ธัญพืช GM ที่ออกสู่ตลาดมีจุดมุ่งหมายหลักในการเพิ่มระดับการป้องกันธัญพืช ผ่านการทำให้เกิดการการต้านทานต่อโรคพืช ซึ่งมีสาเหตุจากแมลงหรือไวรัส หรือผ่านการเพิ่มความทนทานต่อยาฆ่าวัชพืช
 
ความต้านทานต่อแมลง (insect resistance) ทำได้โดยการใส่ยีนสำหรับสารท็อกซิน (toxin) จากแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (BT) เข้าไปในพืชอาหาร   ท็อกซินดังกล่าวนี้ปัจจุบันใช้เป็นยาฆ่าแมลงในทางการเกษตรอย่างกว้างขวางและปลอดภัยต่อการบริโภคของมนุษย์   จากการศึกษาพบว่า ธัญพืช GM ซึ่งผลิตท็อกซินเหล่านี้ได้อย่างถาวร ต้องการปริมาณยาฆ่าแมลงปริมาณต่ำกว่าพืชทั่วไป ในสถานการณ์จำเพาะที่ใช้ทดสอบ เช่น ในพื้นที่ซึ่งมีแมลงศัตรูพืชมาก เป็นต้น   
 
ความต้านทานต่อไวรัส (virus resistance) ทำได้โดยการใส่ยีนสำหรับไวรัสชนิดจำเพาะชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดโรคในพืช ความต้านทานต่อไวรัสทำให้พืชลดความไวต่อโรคที่เกิดจากไวรัสชนิดนั้นๆ ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น
 
ความทนทานต่อยาฆ่าวัชพืช (herbicide tolerance)ทำได้โดยการใส่ยีนจากแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งต้านทานต่อยาฆ่าวัชพืชบางชนิด ในสถานการณ์ซึ่งมีวัชพืชรบกวนมาก การปลูกพืชเหล่านี้ช่วยลดปริมาณการใช้ยาฆ่าวัชพืช
 
คำถาม 3 การประเมินความปลอดภัยของอาหาร GM แตกต่างจาก
การประเมินอาหารแบบดั้งเดิมหรือไม่ ?
 
โดยทั่วไปแล้ว ผู้บริโภคพิจารณาว่าอาหารทั่วๆ ไป (conventional food) ซึ่งรับประทานกันมาเป็นเวลานานเป็นพันๆ ปี มีความปลอดภัย  เมื่อมีการพัฒนาอาหารชนิดใหม่ด้วยวิธีการต่างๆ ตามเทคนิคการผสมพันธุ์พืชแบบดั้งเดิมที่มีมาก่อนเทคโนโลยียีน ลักษณะที่มีอยู่เดิมบางประการของอาหารอาจจะเปลี่ยนแปลงได้  ไม่ว่าจะในทางบวกหรือทางลบ หน่วยงานระดับชาติซึ่งรับผิดชอบเรื่องอาหารอาจขอให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารเหล่านั้นได้เช่นกัน  แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเสมอไป  
 
ในทางตรงกันข้าม หน่วยงานระดับชาติซึ่งรับผิดชอบเรื่องอาหารส่วนใหญ่พิจารณาว่า การประเมินแบบจำเพาะมีความจำเป็นสำหรับในกรณีของอาหาร GM มีการกำหนดระบบจำเพาะเพื่อให้มีการประเมินอย่างเข้มงวดต่อ GMOs และอาหาร GM  ทั้งในด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์และต่อสิ่งแวดล้อม  การประเมินในลักษณะเดียวกันนี้มักจะไม่ทำกับพืชทั่วไป   ดังนั้น ปัจจุบันจึงถือว่ามีความแตกต่างอย่างสำคัญในกระบวนการประเมินผลก่อนการวางตลาดสำหรับอาหารที่แตกต่างกันสองกลุ่มดังกล่าว
 
ฝ่ายความปลอดภัยของอาหารและโรคติดต่อในสัตว์ขององค์การอนามัยโลก (The WHO Department of Food Safety and Zoonoses) ตั้งเป้าหมายเพื่อช่วยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบระดับชาติ สามารถแยกแยะอาหารชนิดต่างๆ ซึ่งควรจะต้องประเมินความเสี่ยง  และสามารถใช้วิธีการประเมินความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม เรื่องหน่วยงานที่รับผิดชอบระดับชาติควรตัดสินใจประเมินความเสี่ยงของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ องค์การอนามัยโลกขอแนะนำให้ใช้คู่มือ Codex Alimentarius (อ่านคำตอบในข้อ 11)
 
 
คำถาม 4 สามารถตรวจสอบความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดกับสุขภาพมนุษย์ได้อย่างไร ?
 
โดยทั่วไปแล้ว การประเมินความปลอดภัยของอาหาร GM จะมุ่งเน้นไปที่ : (a) ผลกระทบทางตรงต่อสุขภาพ หรือความเป็นพิษ  (b) แนวโน้มการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ (allergenicity)  (c) องค์ประกอบจำเพาะที่เชื่อว่ามีสมบัติด้านโภชนาการหรือความเป็นพิษ  (d) ความคงทนอยู่ตัว (stability) ของยีนที่ใส่เข้าไป  (e) ผลด้านโภชนาการที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรม และ  (f) ผลกระทบใดๆ ก็ตามแบบไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการใส่ยีนเพิ่มเข้าไป
 
คำถาม มีหัวข้อหลักสำคัญอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง สุขภาพมนุษย์ บ้าง ?
 
แม้ว่าการอภิปรายในทางทฤษฎีจะครอบคลุมหัวเรื่องที่กว้างขวางมากเกี่ยวกับสุขภาพมนุษย์  แต่หัวข้อหลักสามหัวข้อที่ถกเถียงกันได้แก่การกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ (allerginicity),  การเคลื่อนย้ายยีน (gene transfer)  และ การผสมข้ามพันธุ์ (outcrossing)
 
การกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ (allergenicity)
 
โดยหลักการแล้ว ไม่สนับสนุนให้มีการเคลื่อนย้ายยีนจากอาหารที่มักจะก่อให้เกิดภูมิแพ้อยู่แล้ว  นอกจาก สามารถแสดงให้เห็นว่า โปรตีนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเคลื่อนย้ายยีนนั้นไม่ได้ก่อภูมิแพ้  ในขณะที่โดยทั่วไปแล้ว  อาหารที่เตรียมด้วยวิธีการดั้งเดิม จะไม่ต้องตรวจสอบเรื่องการทำให้เกิดภูมิแพ้  อาหาร GM จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบ ซึ่งประเมินผลโดยองค์การอาหารและเกษตรของสห-ประชาชาติ (UN Food and Agriculture Organization, FAO) และองค์การอนามัยโลก  อาหาร GM ที่วางขายอยู่ในตลาดในปัจจุบัน  ไม่พบว่ามีผลเกี่ยวข้องกับการเกิดภูมิแพ้แต่อย่างใด
 
การเคลื่อนย้ายยีน (gene transfer)
 
การเคลื่อนย้ายยีนจากอาหาร GM ไปยังเซลล์ของร่างกาย หรือไปยังแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร อาจจะก่อให้เกิดความกังวลได้ว่า  สารพันธุกรรมที่เคลื่อนย้ายไปนี้อาจจะมีผลกับสุขภาพของมนุษย์แบบไม่เจตนาได้   เรื่องนี้จะมีผลเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ  หากยีนที่เคลื่อนย้ายนั้นเป็นยีนที่ต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ (antibiotic resistant gene) ซึ่งใช้ในการสร้าง GMOs   แม้ว่าโอกาสที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายยีนเป็นไปได้ต่ำ   แต่ควรใช้เทคโนโลยีการเคลื่อนย้ายยีนที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยยีนต่อต้านยาปฏิชีวนะ
 
การผสมข้ามพันธุ์ (outcrossing)
 
การเคลื่อนย้ายยีนจากพืช GM ไปสู่พืชดั้งเดิมหรือสปีชีส์ที่ใกล้ชิดกันในสภาพธรรมชาติ  ที่เรียกว่าเป็น “ การผสมข้ามพันธุ์ (outcrossing) ”  เช่นเดียวกับการผสมของธัญพืชที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิม กับเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาจากธัญพืช GM อาจจะมีผลในทางอ้อมต่อความความปลอดภัยของอาหาร   ความเสี่ยงในลักษณะนี้มีข้อเท็จจริงอยู่ ดังที่พบว่ามีรายงานการพบข้าวโพดที่อนุมัติให้ใช้เป็นอาหารสัตว์ในปริมาณน้อย   ปนอยู่ในผลิตภัณฑ์ข้าวโพดสำหรับมนุษย์ในบางประเทศในหลายประเทศได้มีการดัดแปลงวิธีการจัดการเพื่อลดการผสมปนเป  ซึ่งก็รวมทั้งการแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างธัญพืช GM และแบบดั้งเดิมที่ปลูกอยู่ในภาคสนาม
 
คำถาม 6  การประเมินความเสี่ยงสำหรับสิ่งแวดล้อมทำได้อย่างไร ?
 
การประเมินความเสี่ยงสำหรับสิ่งแวดล้อมครอบคลุมทั้งเรื่องข้อกังวลเกี่ยวกับ GMOs และการยอมรับได้ของสิ่งแวดล้อม กระบวนการประเมินความปลอดภัย รวมเอาทั้งการประเมินค่าสมบัติต่างๆ ของ GMOs และผลของสมบัติเหล่านั้นและความคงทนอยู่ตัวของมันในธรรมชาติ ร่วมไปกับลักษณะสมบัติต่างๆ ด้านนิเวศวิทยาของสิ่งแวดล้อมซึ่งนำ GMOs ไปปลูก การประเมินความปลอดภัยยังรวมไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา ซึ่งอาจจะเป็นผลจากการใส่ยีนใหม่เข้าไป
 
คำถาม 7  หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมมีอะไรบ้าง ?
 
หัวข้อความกังวลประกอบด้วย : ความสามารถของ GMOs ในการหลบหนี และความเป็นไปได้ในการนำยีนที่ตัดต่อเข้าไปในประชากรพืชตามธรรมชาติ; การคงอยู่ของยีนภายหลังจากที่เก็บเกี่ยว GMOs ไปแล้ว; ความไวต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย (เช่น แมลงอื่นที่ไม่ใช่แมลงศัตรูพืช) ต่อผลิตภัณฑ์จากยีนที่ใส่; ความคงทนอยู่ตัวของยีน; การลดความแตกต่างของพืชอื่นๆ รวมทั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ; และการเพิ่มการใช้สารเคมีในทางการเกษตร   หัวข้อเกี่ยวกับความปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อมของธัญพืช GM จะแตกต่างเป็นอย่างมากตามแต่สภาพของถิ่นที่ปลูก
 
คำถาม 8  อาหาร GM ปลอดภัยหรือไม่ ?
 
GMOs ที่แตกต่างกันมีวิธีการสร้างและมียีนที่แตกต่างกันหลายอย่าง ดังนั้น อาหาร GM แต่ละชนิดควรจะมีการประเมินความปลอดภัยที่ยึดหลักแบบเป็นรายๆ ไป (case-by-case) และเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุเป็นคำแถลงการณ์แบบรวมๆ สำหรับความปลอดภัยของอาหาร GM ทุกชนิด
 
อาหาร GM ที่มีอยู่ในปัจจุบันในตลาดระดับนานาชาติล้วนแล้วแต่ผ่านการประเมินความเสี่ยง และไม่น่าจะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เคยมีรายงานเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ที่เป็นผลมาจากการบริโภคอาหารจำพวกนี้โดยประชากรทั่วไปในประเทศที่อาหารเหล่านี้ผ่านการอนุมัติ การประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องยึดหลักของโคเด็กซ์ (Codex) และเมื่อมีความเหมาะสม ก็จะรวมไปถึงการติดตามในระดับหลังการวางตลาด ซึ่งควรจะให้ข้อมูลพื้นฐานในการประเมินความปลอดภัยของอาหาร GM ได้
 
คำถาม 9  การบังคับควบคุมอาหาร GM ระดับชาติทำได้อย่างไร ?
 
รัฐบาลต่างๆ บังคับควบคุมอาหาร GM แตกต่างกันออกไป ในบางประเทศอาหาร GM ไม่ถูกบังคับควบคุม ประเทศซึ่งมีกฎระเบียบในเรื่องนี้อยู่แล้ว จะเน้นไปที่การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค ประเทศซึ่งส่งอาหารเป็นสินค้าออกมักจะควบคุม GMOs แบบทั่วไป โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่ง-แวดล้อม เช่นเดียวกับที่พิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับการบังคับควบคุมและที่เกี่ยวกับการค้า (เช่น การตรวจและการควบคุมการติดฉลาก) ในมุมมองต่อการถกเถียงเรื่องอาหาร GM ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง กฎระเบียบและกฎหมายน่าจะต้องมีวิวัฒนาการต่อไป
 
คำถาม 10 อาหาร GM อะไรบ้างที่มีอยู่ในตลาดระดับนานาชาติแล้ว ?
 
ธัญพืช GM ทุกชนิดที่มีอยู่ในตลาดนานาชาติในปัจจุบันได้รับการออกแบบให้มีลักษณะพื้นฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้คือ: ต้านทานต่อการทำลายของแมลง; ต้านทานต่อการติดเชื้อไวรัส; และทนทานต่อยาฆ่าวัชพืชชนิดจำเพาะชนิดใดชนิดหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้มีการพยายามสร้างพืช GM ที่มีปริมาณสารอาหารสูง เช่น ถั่วเหลืองที่มีกรดโอเลอิก (oleic acid) เพิ่มขึ้นด้วย
 
คำถาม 11  เกิดอะไรขึ้นกับอาหาร GM บ้างในเชิงพาณิชย์ระดับนานาชาติ ?
 
โคเดกซ์ (Codex, The Codex Alimentarius Commission) เป็นองค์กรนานาชาติที่ร่วมก่อตั้งโดย FAO และ WHO เพื่อให้เป็นผู้รับผิดชอบการสร้างมาตรฐาน, วิธีการทำงาน (codes of practice), คู่มือ และคำแนะนำเพื่อจัดทำ The Codex Alimentarius หรือ คู่มืออาหารสากล (international food code) ในปี 2003 โคเดกซ์ออกหลักการสำหรับการวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ของอาหาร GM มา
 
สามารถดาว์นโหลด "หลักการวิเคราะห์ความเสี่ยงของอาหารที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่" ได้ที่
Principles for the risk analysis of foods derived from modern biotechnology
 
ข้อเสนอในหลักการต่างๆ เหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้ประเมินในขั้นตอนก่อนการวางตลาด, ใช้แยกเป็นกรณีไป (case-by-case basis) และรวมไว้ทั้งการประเมินผลกระทบทางตรง (จากยีนที่ใส่เข้าไป) และผลกระทบที่ไม่คาดฝัน (ที่อาจจะเป็นผลลัพธ์จากการใส่ยีนใหม่เข้าไป)
 
โคเดกซ์ ยังทำคู่มืออีก 3 ฉบับด้วยตาม link ต่อไปนี้
คู่มือการประเมินความปลอดภัยด้านอาหาร สำหรับอาหารที่ได้มาจากพืชที่สร้างจากรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ
 
คู่มือการประเมินความปลอดภัยด้านอาหาร สำหรับอาหารที่ใช้จุลินทรีย์ที่สร้างจากรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ
 
คู่มือการประเมินความปลอดภัยด้านอาหาร สำหรับอาหารที่ได้จากสัตว์ที่สร้างจากรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ
 
หลักการของ Codex ไม่ได้เป็นผลผูกมัดกับกฎหมายของชาติ แต่เป็นกรณีจำเพาะในความตกลงว่าด้วยการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (The Sanitary and Phytosanitary Agreement) ของ WTO ที่เรียกว่า ข้อตกลง SPS (SPS Agreement) และแนะนำให้สมาชิกของ WTO ยกระดับมาตรฐานประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานของโคเดกซ์   หากคู่ค้ามีกลไกแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันในการประเมินความปลอดภัยของอาหาร GM ก็มีความเป็นไปได้ที่เรื่องการอนุมัติให้ขายในประเทศหนึ่ง แต่กลับโดนปฏิเสธไม่ให้ขายในประเทศอื่นจะลดน้อยลง  
 
พิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ (The Cartagena Protocol on Biosafety, CPB) เป็นสนธิสัญญาสิ่งแวดล้อมที่มีผลผูกพันในทางกฎหมายสำหรับประเทศที่เป็นภาคี ซึ่งเริ่มนำมาใช้ในปี 2003 และครอบคลุมการเคลื่อนย้ายแดนของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงที่ยังมีชีวิต (Living modified organisms, LMOs)  อาหาร GM จะอยู่ภายใต้เนื้อหาของพิธีสารนี้ ก็ต่อเมื่อมี LMOs ซึ่งมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายหรือเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมเป็นองค์ประกอบ   หลักสำคัญของ CPB ก็คือ  ความต้องการให้ผู้ส่งสินค้าต้องได้รับความยินยอมจากผู้นำเข้า ก่อนที่จะมีการขนส่ง LMOs ที่ตั้งใจให้มีการปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม
 
คำถาม 12  ผลิตภัณฑ์ GM ใดบ้างที่อยู่ในตลาดระดับนานาชาติ
ที่ผ่านการประเมินความเสี่ยง ?
 
ผลิตภัณฑ์ GM ทุกชนิดที่อยู่ในตลาดระดับนานาชาติ ล้วนผ่านการประเมินความเสี่ยงซึ่งมีหน่วยงานที่ระดับผิดชอบระดับชาติเป็นผู้ดูแล  การประเมินเหล่านี้อาจจะแตกต่างกันบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วจะดำเนินตามหลักการพื้น-ฐานเดียวกัน  ซึ่งรวมทั้งการประเมินความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพมนุษย์  โดยทั่วไปการประเมินความปลอดภัยทางด้านอาหารมักจะใช้หลักเกณฑ์ของโคเดกซ์
 
คำถาม 13 เหตุใดจึงมีความกังวลเกี่ยวกับอาหาร GM
ในหมู่นักการเมือง, สาธารณชน และผู้บริโภคบางส่วน?
 
ตั้งแต่มีการนำอาหาร GM ที่สำคัญชนิดหนึ่ง (ถั่วเหลืองที่ต้านทานสารฆ่าวัชพืชได้) ออกสู่ตลาดในกลางทศวรรษ 1990 มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอาหารเหล่านั้นในกลุ่มนักการเมือง,  กลุ่มแอ็กทิวิสต์ (activist) และผู้บริโภค  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป  มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อกับต้นทศวรรษ 1990 ผลการศึกษานานหลายทศวรรษของงานวิจัยด้านอณูวิทยาเริ่มออกสู่ภาคสาธารณะ จนกระทั่งช่วงเวลาดังกล่าว ผู้บริโภคเริ่มประหลาดใจเกี่ยวกับความปลอดภัย เนื่องจากพวกเขารับรู้ว่าเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่นำไปสู่การสร้างสิ่งมีชีวิต สปีชีส์ใหม่
 
ผู้บริโภคมักจะถามอยู่เสมอ ๆ ว่า “มีอะไรอยู่ในอาหารเหล่านั้นที่เรารับประทานได้ ?”   เมื่อใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการแพทย์  ผู้บริโภคจะยอมรับได้ง่ายขึ้นว่า  เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชน์ต่อสุขภาพของพวกเขา (เช่น วัคซีนต่างๆ, ยาชนิดต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพการรักษาเพิ่มมากขึ้น หรือไม่ก็มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น)  แต่ในกรณีของอาหาร GM ชนิดแรกที่ออกสู่ตลาดยุโรป  ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนต่อผู้บริโภค  (ไม่ได้มีราคาถูกลงมากนัก, ไม่ได้เพิ่มอายุการเก็บรักษา,  ไม่ได้มีรสชาติที่ดีมากขึ้น)  แม้ว่าศักยภาพของเมล็ดพันธุ์ GM ที่ควรจะเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่เพาะปลูก  ควรจะนำไปสู่ราคาที่ลดต่ำลง   แต่อย่างไรก็ตาม ความสนใจของสาธารณชนมุ่งไปสู่ด้านความเสี่ยงของสมการความเสี่ยง-ผลประโยชน์ ซึ่งบ่อยครั้งก็แยกแยะไม่ออก ระหว่างผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้กับสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสุขภาพของคนของ GMOs
 
ความมั่นใจของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยในด้านอาหารในยุโรปลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  โดยเป็นผลมาจากความกลัวหลายประการเกี่ยวกับอาหาร  ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับอาหาร GM แต่อย่างใด เรื่องนี้มีผลกระทบต่อการอภิปรายเรื่องการยอมรับอาหาร GM ไปด้วย   ผู้บริโภคตั้งคำถามเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลของการประเมินความเสี่ยง ทั้งในด้านที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้บริโภคและความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม  โดยเน้นจำเพาะไปที่ผลกระทบระยะยาว  หัวข้อการถกเถียงอื่นๆ ที่องค์กรผู้บริโภคยกขึ้นมานั้นยังรวมทั้งเรื่องการเกิดภูมิแพ้และความต้านทานต่อจุลินทรีย์   ผู้บริโภคสนใจและกระตุ้นให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับความต้องการให้มีทางเลือกด้วยการให้ข้อมูลผ่านการติดฉลากอาหาร GM เพื่อให้เป็นทางเลือกด้านข้อมูลสำหรับผู้บริโภค
 
คำถาม 14  การอภิปรายของสาธารณชนเรื่อง GMOs เป็นอย่างไรบ้าง ?
 
การปล่อย GMOs ออกสู่สิ่งแวดล้อม และการวางตลาดของอาหาร GM  ทำให้เกิดการอภิปรายของสาธารณชนในหลายบริเวณของโลก ดูเหมือนการอภิปรายทำนองนี้จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และอาจจะมีบริบทที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในด้านต่างๆ (เช่น ใช้เป็นยาในมนุษย์)  และผลกระทบที่ตามมากับสังคมมนุษย์ แม้ว่าหัวข้อการอภิปรายมักจะคล้ายคลึงกันมาก (ค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ที่ได้รับ หรือความปลอดภัย) ผลลัพธ์ของการอภิปรายที่ได้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับหัวข้อเรื่องการติดฉลากและความสามารถในการติดตาม (traceability) อาหาร GM เพื่อเป็นตัวเลือกที่ดีของผู้บริโภค ก็ยังไม่มีความคิดเห็นที่เป็นเอกฉันท์ทั่วโลกจนทุกวันนี้ 
 
แม้ว่าจะขาดความคิดเห็นที่เป็นเอกฉันท์ในหัวข้อเหล่านี้ คณะกรรมการโคเดกซ์ก็มีความก้าวหน้าครั้งสำคัญ โดยได้จัดทำรายละเอียดโคเดกซ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำฉลากกำกับอาหารที่ได้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ในปี 2011 เพื่อให้แน่ใจว่า มีความสอดคล้องเรื่องการดูแลเกี่ยวกับฉลากกำกับอาหารของสมาชิกโคเดกซ์ ที่ยอมรับตามบทบัญญัติของโคเดกซ์แล้ว 
 
คำถาม 15 สาธารณชนในประเทศแถบต่าง ๆ ของโลก
มีปฏิกิริยาหรือทัศนคติต่อเรื่องอาหาร GM แตกต่างกันอย่างไร ?
 
บ่อยครั้งที่คนในบริเวณต่างๆ ของโลก มีทัศนคติต่อเรื่องอาหารแตกต่างกัน นอกจากเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการแล้ว บ่อยครั้งที่อาหารก็มีนัยทางสังคมและประวัติศาสตร์มาเกี่ยวข้อง และในบางกรณีก็อาจจะมีความสำคัญในทางศาสนาอีกด้วย การดัดแปลงอาหารและวิธีการผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยี จึงอาจจะกระตุ้นให้เกิดผลตอบสนองทางลบในหมู่ผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีการสื่อสารความเสี่ยงเรื่องความพยายามประเมินความเสี่ยง และการประเมินผลประโยชน์ต่อต้นทุนอย่างหนักแน่นเพียงพอ  
 
คำถาม 16 สิทธิของเกษตรกรต่อพืชผลของพวกตน จะเป็นเช่นไร ?      
 
เรื่องของสิทธิใน ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Properties Rights, IPRs) มีแนวโน้มจะเป็นส่วนหนึ่งในการถกเถียงเกี่ยวกับอาหาร GM  โดยจะมีผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกร  ในปี 2003 FAO/ WHO ได้ปรึกษากับคณะผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ WHO และ FAO ตระหนักถึงถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้เรื่อง ช่องว่างทางความรู้ด้านเทคโนโลยี (technology divide), การกระจายของผลประโยชน์และความเสี่ยงอย่างไม่สมดุล ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และบ่อยครั้งปัญหาดังกล่าวนี้ก็กลายมาเป็นปัญหาแบบรุนแรงฉับพลัน เมื่อมีเรื่องของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตรมาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เกิดการได้เปรียบสำหรับฝั่งที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่า ข้อพึงพิจารณาเหล่านี้มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบกับการอภิปรายเรื่องอาหาร GM ด้วยเช่นกัน
 
คำถาม 17 ทำไมจึงมีบุคคลบางกลุ่มที่กังวลเกี่ยวกับ
อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมเคมีด้านการเกษตรกรรม ?
 
บุคคลบางกลุ่มกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่า เป็นระดับการควบคุมตลาดเมล็ดพันธุ์แบบไม่เป็นที่ต้องการของบริษัทเคมีภัณฑ์บางบริษัท  ประโยชน์ของเกษตรกรรมแบบยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ ส่วนใหญ่มาจากการใช้ธัญพืชที่มีสายพันธุ์หลากหลาย  ทั้งในแง่มุมทางปฏิบัติของการปกป้องพันธุ์พืชที่ดี และในแง่มุมมองทางสังคมในวงกว้างในเชิงคุณค่าที่มีอยู่กับอาหารเหล่านั้น   กลุ่มคนเหล่านี้กลัวว่าผลลัพธ์แบบหนึ่งก็คือ บริษัทเคมีภัณฑ์เหล่านี้สนใจด้านตลาดเมล็ดพันธุ์   ซึ่งจะทำให้ลดความหลากหลายของสายพันธุ์ที่เกษตรกรใช้จนเหลือเพียงพืช GM เป็นหลัก   เรื่องนี้อาจจะมีผลต่อตลาดอาหารของสังคม เช่นเดียวกับในระยะยาวที่อาจจะมีผลต่อการปกป้องธัญพืช (ยกตัวอย่างเช่น  การพัฒนาความต้านทานต่อแมลงศัตรูพืชและการทนทานต่อยาฆ่าวัชพืช) การเลือกใช้แต่ธัญพืชที่ทนทานต่อยาฆ่าวัชพืชอาจจะทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีเหล่านี้อีกด้วย  กลุ่มคนเหล่านี้กลัวว่าบริษัทอุตสาหกรรมเคมีเหล่านี้จะมีฐานะที่ได้เปรียบในการพัฒนาการเกษตร  ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พวกเขาเห็นว่าไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน
 
คำถาม 18  คาดว่าจะมีการพัฒนาอะไรเกี่ยวกับ GMOs อีกบ้าง ?
 
GMOs ในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะประกอบไปด้วย พืชที่ปรับปรุงให้ทนต่อโรคหรือความแห้งแล้ง, ธัญพืชที่มีระดับคุณค่าทางอาหารเพิ่มขึ้น, ปลาชนิดที่เติบโตมากยิ่งขึ้น สำหรับในด้านที่ไม่เกี่ยวกับอาหาร อาจจะมีพืชหรือสัตว์ที่สร้างโปรตีนที่มีความสำคัญทางด้านเภสัชกรรม เช่น วัคซีนใหม่ๆ
 
คำถาม 19  WHO ได้ทำอะไรบ้างเรื่อง การประเมินอาหาร GM ?
 
WHO ได้ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเรื่องที่เกี่ยวกับอาหาร GM   โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นฐานสองประการด้วยกัน :
 
(1) บนพื้นฐานที่ว่าในด้านสาธารณสุขนั้น เราสามารถได้ประโยชน์เป็นอย่างมากจากศักยภาพของเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น จากการเพิ่มปริมาณสารอาหารในอาหาร,  การลดการเกิดภูมิแพ้  และการผลิตอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ/หรือมีการผลิตอาหารอย่างยั่งยืนมายิ่งขึ้น และ
 
(2) บนพื้นฐานที่ว่า มีความจำเป็นที่ต้องตรวจสอบผลกระทบในทางลบที่อาจเป็นไปได้ต่อสุขภาพของมนุษย์  ในการบริโภคอาหารที่สร้างจากการดัดแปลงพันธุกรรม  เพื่อปกป้องสาธารณสุข ควรมีการประเมินเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วน  หากว่าจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการปรับปรุงวิธีการผลิตอาหารได้อย่างแท้จริง
 
WHO ได้ร่วมกับ FAO จัการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญหลายครั้ง ในหัวข้อการประเมินอาหาร GM และยังได้ให้คำแนะนำทางเทคนิคสำหรับคณะกรรมการโคเดกซ์ เพื่อใช้จัดทำคู่มือโคเดกซ์ในการประเมินความปลอดภัยของอาหาร GM WHO จะยังคงให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร GM จากมุมมองด้านการปกป้องสาธารณสุข โดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ FAO และองค์กรนานาชาติอื่นๆ

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป