“ไข้เลือดออก” ภัยร้ายที่ต้องรู้

 


ยุงลาย พาหะนำโรคไข้เลือดออก (เครดิตภาพ: aedes.caltech.edu/cgi-bin/hgGateway)

 “ไข้เลือดออก” เป็นโรคระบาดร้ายแรงชนิดหนึ่งในแถบเขตร้อนชื้นและเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทยมานาน เนื่องจากมีการระบาดของโรคนี้เป็นประจำทุกปี โดยจะมีการระบาดใหญ่ในทุก 2-3 ปีในขณะที่การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคนี้ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ อีกทั้งยังพบว่าอาการของโรคไข้เลือดออกรุนแรงมากขึ้นในผู้ติดเชื้อที่เป็นวัยผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จากแต่เดิมที่มักพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงในเด็กเล็กหรือในผู้สูงอายุ

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย
ข้อมูลจากสำนักโรคติดต่อโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าสถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2556 มีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 154,444 ราย เสียชีวิต 136 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.09 ส่วนสถานการณ์ในปี พ.ศ. 2557 มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 40,278 ราย เสียชีวิต 41 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.10 จะเห็นได้ว่าแม้จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดของทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา จะต่างกันเกือบ 4 เท่า แต่อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยแทบไม่แตกต่างกันเลย


พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกจากการสำรวจในปี ค.ศ. 2013 โดยองค์การอนามัยโลก
(เครดิตภาพ: www.iflscience.com/health-and-medicine/modifying-mosquitoes-stop-transmission-dengue-fever)

ไข้เลือดออกติดต่อได้อย่างไร
โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ (dengue virus)มี 4 ชนิด (ซีโรไทป์)โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคทั้งยุงลายบ้านและยุงลายสวน คนส่วนใหญ่เมื่อถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเด็งกี่กัดจะไม่เกิดอาการของโรค แต่จะมีเพียง 1 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อเท่านั้นที่แสดงอาการป่วย ซึ่งผู้ที่ป่วยนั้นคือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ครั้งที่ 2 และเป็นเชื้อคนละชนิดกับครั้งแรก หากยุงลายมากัดผู้ติดเชื้อและไปกัดผู้อื่นต่อก็จะแพร่เชื้อไปสู่ผู้ที่ถูกกัดต่อโดยส่งผ่านไปทางน้ำลาย

ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีอาการอย่างไร
ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเด็งกี่และมีอาการของโรค แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการแต่ไม่รุนแรง เรียกว่าไข้เด็งกี่ (Dengue fever; DF) และกลุ่มที่มีอาการรุนแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ เรียกว่า โรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever; DHF) ซึ่งผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมี 3 ระยะ ได้แก่


ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ข้อ หรือกระดูก และอาจมีจุดสีแดงขึ้นตามตัว
(เครดิตภาพ: themedicalcity.com/newsroom/press_release_view/tmc-medical-facts-dengue)
 
1. ระยะไข้สูง เป็นระยะที่ผู้ป่วยมีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน (39–40 องศาเซลเซียส) มีไข้สูงลอยต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2–7 วัน ผู้ป่วยมักมีอาการหน้าแดง ตัวแดง ปวดศีรษะ
2. ระยะวิกฤต เป็นระยะที่มีอันตรายมากที่สุด มีการรั่วของสารน้ำออกนอกหลอดเลือด ไข้จะลดอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการซึม ตัวเย็น และอาจมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาออก อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นสีดำ มีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง หากมีการรั่วออกของพลาสมา (ส่วนน้ำเลือด) มาก ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะหมดสติและเสียชีวิตได้
3. ระยะพักฟื้น เมื่อผู้ป่วยผ่านพ้นระยะวิกฤตที่อันตรายไปแล้วก็จะเป็นระยะที่มีการดึงกลับของพลาสมาเข้าสู่กระแสโลหิต ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และในบางรายจะมีผื่นแดงขึ้นตามตัวร่วมด้วย

โรคไข้เลือดออก รักษาได้อย่างไร
การรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันนี้คือการรักษาตามอาการ โดยให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล แต่ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เนื่องจากจะทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ นอกจากนี้ยังต้องให้สารน้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยมีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน จึงมักทำให้มีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย และที่สำคัญคือต้องติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น โดยเฉพาะในช่วงไข้ลดต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเมื่อผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของแพทย์ แพทย์จะต้องตรวจนับเกล็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือดเพื่อวินิจฉัยอาการและให้การดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

ไข้เลือดออก ป้องกันได้อย่างไร
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ใช้ได้ผลครอบคลุมเชื้อไว้รัสทั้ง 4 ชนิด ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเพื่อลดการแพร่พันธุ์ของพาหะนำโรค โดยการคว่ำภาชนะทุกชนิดที่มีน้ำขัง เพื่อไม่ให้ยุงใช้เป็นที่วางไข่ และการใช้ทรายอะเบตกำจัดลูกน้ำยุงลาย


วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
(เครดิตภาพ: www.sankalpindia.net/drupal/sites/default/files/Dengue_1.jpg)

งานวิจัยต้านภัยไข้เลือดออก

นักวิจัยจากหลายหน่วยงานในประเทศไทยพยายามศึกษาและวิจัยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกและกลไกของไวรัสเด็งกี่ที่เป็นสาเหตุของโรค โดยองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้นั้นจะช่วยให้นักวิจัยสามารถหาแนวทางป้องกันโรค พัฒนาการตรวจวินิจฉัย และวิธีการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งมีหลายงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จและได้มีการนำไปใช้งานจริงแล้ว หรืออยู่ระหว่างพัฒนาและคาดว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้ เช่น

ชีวภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุงลาย ผลิตจากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp. Israelensisซึ่งถือเป็นศัตรูตามธรรมชาติของลูกน้ำยุงลาย  เมื่อลูกน้ำยุงลายกินแบคทีเรียชนิดนี้เข้าไป แบคทีเรียจะสร้างผลึกโปรตีนที่เป็นพิษเข้าทำลายกระเพาะลูกน้ำยุง ทำให้กระเพาะรั่วและตายในที่สุด ผลิตภัณฑ์สามารถคงประสิทธิภาพในการควบคุมลูกน้ำยุงลายได้นานหลายสัปดาห์ ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ผลงานวิจัยพัฒนาโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ บริษัท ทีเอฟไอ กรีนไบโอเทค จำกัด โดยมีผลิตภัณฑ์ชื่อ “มอสคิล (Moskil)” ผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และได้รับการขึ้นทะเบียน จาก อย. เลขที่ 1149/2555

 

ชุดตรวจโปรตีน NS1 ของไวรัสเด็งกี่ที่แยกซีโรไทป์ได้ทันที
ชุดตรวจโปรตีน NS1 ของไวรัสเด็งกี่ที่แยกซีโรไทป์ได้ทันที ช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคและทราบซีโรไทป์ของไวรัสเด็งกี่ที่ติดเชื้อในผู้ป่วยได้ในเวลาอันรวดเร็วจึงวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงของโรค จนถึงขั้นช็อคและเสียชีวิต นอกจากนี้ การทราบซีโรไทป์ของไวรัสเด็งกี่ในผู้ป่วยในขณะที่เกิดการระบาดของโรคในระยะเวลาต่างๆ จะมีส่วนช่วยให้ภาครัฐวางแผนรับมือกับโอกาสที่จะเกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีนี้เปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจขออนุญาตใช้สิทธิหรือร่วมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี สวทช. (โทรศัพท์ 0-2564-7000)

 

 


วัคซีนไข้เลือดออกตัวเลือก
คณะนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวทช. ใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมตัดต่อยีนเชื้อไวรัสเด็งกี่ 4 ชนิด และสร้างไวรัสพันธุ์ผสมที่มีอ่อนฤทธิ์ลง เพื่อพัฒนาเป็นชุดวัคซีนทดสอบชนิดเชื้อตัวเป็นอ่อนฤทธิ์ลูกผสมครบทั้ง 4 ชนิด (ซีโรไทป์) และได้ให้สิทธิแก่บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด ในการพัฒนาต่อไปเป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพและคาดว่าจะสามารถผลิตออกมาใช้ได้ในอนาคตอันใกล้

 

 

 

 

ระบบสำรวจลูกน้ำยุงลายด้วยแท็บเล็ต ระบบสำรวจลูกน้ำยุงลายด้วยแท็บเล็ต หรือ DMLS (Dengue Mosquito Larvae Survey) เป็นระบบสำรวจลูกน้ำยุงลายที่ทำงานบนแท็บเล็ตแอนดรอยด์ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สวทช. เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการสำรวจและบันทึกข้อมูลทางกีฏวิทยาของลูกน้ำยุงลายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อประมวลผลและรายงานสถานการณ์หรือเตือนภัยและเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยในปี พ.ศ. 2557 ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี นำระบบนี้ไปใช้เป็นจังหวัดแรกก่อนที่จะขยายผลสู่จังหวัดอื่นต่อไป

 ดาวน์โหลดบทความฉบับ PDF

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป