สภาวะภัยแล้งในสหรัฐอเมริกา

มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะตั้งอยู่ติด ริมทะเลฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่าง รุนแรงซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในทุกปี สาเหตุของปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่นี้เกิดจาก คลื่นความกดอากาศสูงจากบริเวณเส้น ศูนย์สูตรที่ก่อตัวขึ้นเสมือนกำแพงสูงปิดกั้นมิให้อากาศเย็น และเมฆฝนจากตอนเหนือเข้ามายังบริเวณมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นระยะเวลายาวนาน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบสภาพอากาศนี้ พวกเขาจึงยังไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะภัยแล้งนี้จะเกิดขึ้นอยู่อีกนานแค่ไหน

ปัญหาภัยแล้งของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่เพียงแค่เปลี่ยนพื้นที่สีเขียวให้กลายเป็นพื้นที่ แห้งแล้ง แต่ยังทำให้อุตสาหกรรมการเกษตร ต้องสูญเสียงบประมาณหลายพันล้าน เหรียญสหรัฐฯ University of California เมือง Davis ได้รายงานว่า ในปี พ.ศ. 2558 ภัยแล้งได้ทำให้อุตสาหกรรมการเกษตร เสียหายถึง 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เสียตำแหน่งงาน 18,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นผลมาจากพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้เป็นพื้นที่ 2 พันกว่าล้านตารางเมตร

ประเด็นที่น่าสนใจหนึ่งในสถานการณ์ เช่นนี้คือ การให้ความร่วมมือที่ไม่เท่าเทียม กันระหว่างผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่า เช่น องค์กรธุรกิจ ดารา และเศรษฐี และประชาชนที่มีฐานะระดับกลางและล่าง โดยผู้ที่มีความสามารถทางการเงินจำนวน มากยังคงมีพฤติกรรมการใช้น้ำเช่นเดียวกับตอนสถานการณ์ปกติ เช่น ยังมีการเปลี่ยน น้ำสระว่ายน้ำ รดน้ำสนามหญ้าที่มีพื้นที่ กว้างขวาง ฯลฯ ทำให้เกิดกระแสประท้วง บนอินเตอร์เน็ต โดยการถ่ายภาพผู้ที่มี พฤติกรรมการใช้น้ำที่ไม่เหมาะสมมาเผย แพร่บนสื่ออินเตอร์เน็ต เช่น Twitter (#droughtshaming)

ความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานในเม็กซิโก
โดย Emiliano Rodríguez Mega วันที่ 5 มิ.ย. 2558
Link: http://news.sciencemag.org/health/2015/06/mayan-ancestry-may-help-explain-high-risk-diabetes-mexico

ประเทศเม็กซิโกเป็นอีกหนึ่ง ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 สูงที่สุดในโลก ประมาณ 12% ของประชากร (ประเทศสหรัฐฯ มี ประมาณ 9% ของประชากร) รัฐบาล เม็กซิโกได้ ประกาศปรับขึ้นภาษีน้ำโซดา และอาหารมีคุณค่าทางโภชนการต่ำ (Junk food) แต่จากการศึกษานี้ พบว่า ชาวเม็กซิกันมีความเสี่ยงสูงต่อการ พัฒนาของโรคเบาหวานแม้จะมีการ บริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ตาม เหตุผลหลักเนื่องมาจากบรรพบุรุษ ชาวมายันมีพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับ โรคเบาหวาน แม้ว่าในปัจจุบัน ชาวมายันจะมีจำนวนลดน้อยลงกว่า สมัยก่อนมาก  แต่ยังคงเป็นกลุ่มใหญ่เป็นอันดับสองของชนพื้นเมืองใน ประเทศเม็กซิโก หรือ ประมาณ 800,000 คนที่อาศัย ส่วนใหญ่ในรัฐ Yucatán บริเวณคาบสมุทรทาง ตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเป็น ชนเผ่าที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีการแยกพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เป็น ระยะเวลานานนับพัน ๆ ปี ทำให้ พันธุกรรมใน ชนเผ่ามายันมีความ หลากหลาย ลดน้อยลง ซึ่ง Marta Menjívar นักชีวเคมีจาก National Autonomous University of Mexico (UNAM) เมืองเม็กซิโก ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพันธุกรรมของชนเผ่ามายันว่าอาจจะมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานได้ รวมถึงมีงานวิจัยที่กล่าวถึงรายละเอียดทางพันธุกรรมว่ามีความเป็นเอกเทศและสามารถเร่งการทำงานของเอนไซม์ เพื่อขจัดยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานได้อย่างรวดเร็วอย่างไรก็ดี นักวิจัยบางกลุ่มแย้งว่า ปัจจุบันชาวเม็กซิกันจะเป็นลูกครึ่งที่มีเชื้อสายจากยุโรป แอฟริกัน และคนพื้นเมือง ซึ่งข้อสมมติฐาน นั้นอาจไม่เป็นจริงเสมอไป Teresa Tusié Luna นักพันธุกรรม สถาบัน Salvador Zubirán National Institute of Health Sciences and Nutrition เมืองเม็กซิโก ได้ศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน กล่าวว่า โรคเบาหวานเป็นโรคที่มี ความซับซ้อน เกิดจากปัจจัยเสี่ยง จำนวนมากที่นักวิทยาศาสตร์ยัง ไม่ได้ศึกษา และปัจจัยเสี่ยงนั้นๆ อาจจะไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างของโรค เบาหวานในประเทศเม็กซิโกจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จีโนม ของชาวเม็กซิกันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากมายภายในเวลา เพียงแค่ 20 ปี วิถีชีวิตสมัยใหม่ อาจมีส่วนที่ทำให้เกิดโรคเพิ่มมากขึ้น โดยอาจเกิดการเชื่อมโยง ระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม Lorena Orozco นักพันธุศาสตร์ จากหน่วยงาน INMEGEN แสดง ความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้ ในการศึกษา เป็นเรื่องยากที่จะ เชื่อมโยงความเสี่ยงโรคเบาหวาน กับชาวมายัน เพราะจำนวน ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาจำนวน น้อย เป็นปัญหาที่แท้จริงของการ ศึกษาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังคง พยายามศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นด้วย

การใช้ข้อมูลสารสนเทศเปิดเพื่อการพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น

นาย DJ Patil หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลของสหรัฐฯ จาก Office of Science and Technology Policy (OSTP) ทำเนียบขาว และนักวิจัยทางด้าน นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงการนำข้อมูล สารสนเทศเปิดที่รัฐบาลกลางมีอยู่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยการส่งเสริม ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนา การดูแลสุขภาพและความมั่นคงของชาติ การส่งเสริมผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ให้มีการคิดค้นโปรแกรมประยุกต์ที่สามารถ พยากรณ์อากาศได้ตามเวลาจริง รวมถึงผู้กำหนดนโยบายยังสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ มาใช้ประกอบการตัดสินใจที่ดีขึ้น ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลนำข้อมูลไปใช้ ในการบริหารประเทศและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นาย Patil กล่าวถึง ลำดับความสำคัญของการเปิดเผย และการนำข้อมูลเปิดไปใช้ประโยชน์ในสาขาต่างๆ

แบตเตอรี่แผ่นพับ Origami Battery
โดย Rachel Coker วันที่ 10 มิ.ย. 2558
Link: http://www.sciencedaily.com/releases/2015/06/150610111036.htm

โอริกามิ คือศิลปะการพับ กระดาษของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสามารถใช้กระดาษประดิษฐ์ เป็นนก กบ และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่สวย งาม ได้กลายมาเป็นแนวทางการพัฒนาแบตเตอรี่ แผ่นพับ Seokheun Sean Choi ผู้ช่วย ศาสตราจารย์คณะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย Binghamton ใช้เทคนิคนี้มาประยุกต์ เพื่อสร้างแบตเตอรี่แผ่นพับ ซึ่งแบตเตอรี่นี้สามารถ ผลิตพลังงานได้จากการหายใจของจุลินทรีย์เพียงแค่ 1 หยด ก็สามารถส่งพลังงานที่เพียงพอในการเดิน เครื่องรับรู้ชีวภาพกระดาษ (paper-based biosensor) โดยแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียสามารถหาได้ง่าย เช่น ในแหล่งน้ำสกปรก หรือสารอินทรีย์ใดๆ ก็สามารถแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี

แบตเตอรี่แผ่นพับยังมีประโยชน์มากโดย เฉพาะ ผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกลและมีทรัพยากร ที่จำกัด เนื่องจากกระดาษมีราคาถูก หาง่าย สามารถย่อยสลายได้ และขั้นตอนไม่ซับซ้อน  ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ปั๊มหรือเข็มฉีดยาเพื่อฉีด  แบคทีเรียเข้าไป เพราะกระดาษสามารถดูดซับสารได้ด้วยตัวเองนอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้าน การควบคุมและป้องกันโรค สามารถนำใช้เป็นวัสดุ หลักในการสร้างเครื่องมือ วินิจฉัยโรคสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

นักวิทยาศาสตร์ปลูกสมองขนาดจิ๋วจากเซลล์ผิวหนัง
ที่มา: http://www.iflscience.com/brain/scientists-grow-mini-brains-patient-skin-cells
http://www.technologyreview.com/featuredstory/535006/brain-organoids/

Brain Organoids เป็นวิธีการใหม่ในการปลูกเซลล์สมองของมนุษย์เพื่อรักษาโรคที่ เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น โรคสมองเสื่อม และโรคจิตไม่ปกติ อาจจะฟังดูเหนือจริง โครงสร้าง 3 มิติ “organ buds” เป็นกลุ่มเซลล์ที่ปลูกขึ้นในห้องทดลอง กลุ่มเซลล์นี้ คล้ายกับอวัยวะของมนุษย์ และถูกใช้ในห้องทดลองในการวิจัยและพัฒนายารักษาโรค หรือเพื่อทำความเข้าใจโรคร้ายต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีการเพาะปลูกเนื้อเยื่อที่ทันสมัย นักวิทยาศาสตร์สามารถปลูกไต หัวใจ และลำไส้ขนาดเล็กได้

เร็วๆ นี้ นักวิจัยสามารถปลูกสมองขนาด ย่อส่วนได้ โดยสมองนี้มีการทำงานที่คล้ายคลึงกับ สมองจริง ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาการ ทำงานของเนื้อเยื้อของสมองมนุษย์ได้ สมองขนาด จิ๋วนี้ นอกจากจะมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับโครงสร้าง และองค์ประกอบของเปลือกสมองของมนุษย์จริงแล้ว ยังสามารถรับ-ส่งสัญญาณประสาทต่างๆ ระหว่างกันได้อีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์หวังว่า ความเข้าใจที่จะได้ จากสมองที่ผลิตขึ้นมานี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถ ศึกษาการรักษาโรคทางประสาท เช่น โรคออทิสติก และโรคจิตเภท


แหล่งที่มาข้อมูล: สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา. (2558). รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน เดือนมิถุนายน 2558.

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ตราโลโก้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (Logo of National Security and Dual-Use Technology Center: NSD)

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป