หลอดบีบที่ได้รับการคิดค้นเป็นชนิดแรกคือหลอดบีบโลหะ คิดค้นโดยศิลปินชาวอเมริกันชื่อ จอห์น จี. แรนด์ (John Goffe Rand) โดยเขาคิดค้นหลอดบีบที่ทำจากดีบุกเพื่อใช้บรรจุสีน้ำมันสำหรับวาดภาพ ในปี ค.ศ. 1841 โดยระบุรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ว่า มีลักษณะเป็นหลอดสามารถบีบเพื่อดันให้สีไหลออกทางปากหลอดในปริมาณที่ต้องการ และเมื่อไม่ต้องการใช้งานก็ปิดปากหลอดไว้ โดยหลอดนี้จะสามารถป้องกันสีไม่ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการเก็บรักษาสำหรับการใช้งานครั้งต่อไป ต่อมาในราวปี ค.ศ. 1892 ดร. วอชิงตัน เชฟฟิลด์ (Dr. Washington Sheffield) ทันตแพทย์ชาวเมืองนิวลอนดอน รัฐคอนเนตทิคัต ได้ผลิตยาสีฟันที่บรรจุในหลอดบีบโลหะออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ดร. เชฟฟิลด์ได้แนวคิดเรื่องหลอดบีบมาจากลูกชายที่ไปท่องเที่ยวฝรั่งเศสแล้วมีโอกาสเห็นหลอดบีบโลหะบรรจุสีน้ำมันของศิลปิน จึงนำมาเล่าให้พ่อฟัง การบรรจุยาสีฟันในหลอดบีบนั้นทำให้การควบคุมปริมาณการใช้ยาสีฟันเป็นไปโดยง่าย และเมื่อเลิกใช้งานแล้วก็สามารถปิดฝาหลอดบีบ ส่งผลให้ลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองบริษัทผลิตหลอดยาสีฟันได้หันมาพัฒนาหลอดบีบจากอะลูมิเนียมและพลาสติก โดยยกเลิกการใช้ตะกั่วและดีบุก ในราวปี ค.ศ. 1950 มีการใช้หลอดบีบที่ทำจากพลาสติกทั้งหลอดครั้งแรก ใช้บรรจุครีมกันแดด พลาสติกที่ใช้คือโพลิเอทิลีน แต่หลอดนี้ไม่เหมาะสำหรับบรรจุยาสีฟัน เนื่องจากหลอดมีรูพรุนมากและทำปฏิกิริยากับสารที่เป็นองค์ประกอบในยาสีฟัน ถึงอย่างไรก็ตามในราว ค.ศ. 1990 ก็สามารถผลิตหลอดพลาสติกสำหรับบรรจุยาสีฟันได้

แต่ในปัจจุบันยังคงมีการใช้หลอดบีบจากอะลูมิเนียม เพราะมีจุดเด่นคือสามารถป้องกันการซึมผ่านของอากาศได้ดีกว่าหลอดพลาสติก ทำให้สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในไม่สัมผัสกับอากาศ ส่งผลให้ไม่ได้รับความเสียหายตลอดอายุการใช้งาน และการเก็บรักษาอาจนานเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี นอกจากนี้การผลิตแบบเชื่อมภายใน ทำให้หลอดอะลูมิเนียมไม่มีรอยตะเข็บเมื่อเปรียบเทียบกับหลอดพลาสติก ส่งผลให้หลอดอะลูมิเนียมมีความทนทานต่อการบรรจุสิ่งที่มีความเป็นกรดหรือด่างสูงได้เป็นอย่างดี จุดเด่นอีกอย่างของหลอดโลหะคือ การไม่มีสมบัติจำรูปร่างเดิมเหมือนพลาสติก ทำให้เมื่อบีบของออกทางก้นหลอดไปแล้วและทำการพันหลอดไว้ หลอดจะยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่คลายออก ส่งผลให้ของที่บรรจุอยู่ภายในหลอดไม่ถูกดันกลับไปที่ก้นหลอด เมื่อจะใช้งานครั้งต่อไปก็เพียงเปิดฝาหลอดบีบ ของที่บรรจุอยู่ภายในก็พร้อมที่จะถูกบีบออกมาทางปากหลอดได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีการปนเปื้อน และอากาศไม่สามารถเข้าไปทำปฏิกิริยากับสิ่งที่บรรจุอยู่ได้ ถึงอย่างไรก็ตามหลอดอะลูมิเนียมหรือหลอดบีบประเภทโลหะอื่นๆ ก็มีจุดด้อยคือ หลอดมีโอกาสฉีกขาดได้ง่ายกว่าหลอดพลาสติก และเมื่อมีรอยขาดก็จะทำให้อากาศแทรกเข้าไปทำลายสิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ภายในได้ และการที่ไม่มีสมบัติจำรูปร่างเดิม ทำให้ภายหลังการบีบหลอด หลอดจะไม่คืนตัวกลับมาสภาพเดิม แต่จะมีสภาพบุบบู้บี้หลังการใช้งาน

หลอดพลาสติกมีจุดเด่นเพราะเบา ทนทาน ป้องกันการรั่วไหลของเนื้อสารภายใน และไม่แตกหักเสียหายได้ง่าย ด้วยการมีสมบัติจำรูปร่างเดิม จึงทำให้หลังการบีบหลอดเพื่อใช้งานแล้ว หลอดจะคืนตัวกลับมามีสภาพเหมือนเดิม รูปร่างของหลอดบีบจึงไม่เปลี่ยนสภาพตลอดอายุการใช้งาน อีกทั้งการบีบก็ทำได้อย่างสะดวกสบายเมื่อเทียบกับการบีบหลอดโลหะ ในปัจจุบันยังมีการคิดค้นหลอดบีบแบบลามิเนต (laminated tube) ซึ่งเป็นการผสมผสานสมบัติที่เด่นของหลอดโลหะและหลอดพลาสติกมาไว้ด้วยกันคือ หลอดลามิเนตจะคงรูปความเป็นหลอดที่ไม่บุบบี้ตลอดอายุการใช้งานเหมือนหลอดพลาสติก และในขณะเดียวกันก็จะมีความสามารถในการป้องกันการซึมผ่านของอากาศและก๊าซต่างๆ ได้ดีเหมือนหลอดโลหะ ตัวอย่างลามิเนตที่เป็นที่รู้จักและใช้งานกันหลากหลายประเภทหนึ่งคือ โพลิ-ฟอยล์ (poly-foil) เป็นการนำแผ่นพลาสติกมาทำการลามิเนตด้วยแผ่นฟอยล์ซึ่งส่วนมากเป็นอะลูมิเนียม แล้วนำไปขึ้นรูปเป็นหลอดบีบ

ที่มา:

ปิยวรรณ ปนิทานเต. "หลอดบีบ...บรรจุภัณฑ์ที่มีใช้ทุกบ้าน" เทคโนโลยีวัสดุ. 62 : 65-69 : มกราคม - มีนาคม 2554.

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ตราโลโก้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (Logo of National Security and Dual-Use Technology Center: NSD)

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป