Business Insider ให้บริษัท 2thinknow จัดอันดับเมืองไฮเทคที่สุดในโลก บริษัทดังกล่าวได้พิจารณา 10 ปัจจัยที่เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น จำนวนการยื่นสิทธิบัตรต่อคน startups นักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง การใช้สมาร์ทโฟน และจัดอันดับ 85 เมือง ได้ 25 อันดับแรกเมืองไฮเทคที่สุดในโลก ดังข้างล่าง

1. ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย
เป็นที่ตั้งของ Silicon Valley ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเทคโนโลยีทั้งหมด มีวัฒนธรรม startup ที่ใหญ่โต มีการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง มีจำนวนมากของนักออกแบบและนักเขียนโปรแกรม มีสายการจัดหาของนวัตกรรม

2. นิวยอร์ก
เป็นเมืองไฮเทคมากที่มีลักษณะพิเศษคือ มีโครงสร้างพื้นฐานล้าสมัยมาก แต่ในขณะเดียวกันมีความก้าวหน้ามาก
ตามสำนักงานตรวจการเงินการบัญชีของรัฐ เกือบ 7,000 บริษัทไฮเทคในเมืองนิวยอร์กมีงานมากกว่า 100,000 งาน ระหว่างไตรมาสที่ 3 ของปี 2013 นอกจากตั้งบริษัทใหม่ ยังเป็นเมืองที่มีโครงการ LinkNYC (บริการ Wifi ฟรี) มีมากกว่า 500 จุด รอบๆ แมนแฮตตัน มีให้ใช้แบบสาธารณะ

3. ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ตั้งแต่มีโครงการ Crossrail เมื่อปีที่แล้ว ลอนดอนกลายเป็นเมืองความฝันของการขนส่งมวลชน ประมาณปี 2018 จะมี 10 เส้นทางรถไฟใหม่เชื่อม 30 สถานี ด้วยใช้เงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงเป็นโครงการการก่อสร้างใหญ่ที่สุดในยุโรป

2thinknow พบว่า ลอนดอนมี startup และนักเขียนโปรแกรมเกือบจะมากที่สุดในโลก โดยอาจมีงานด้าน IT มากกว่าแคลิฟอร์เนีย และจะมี 11,000 งานด้านเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า

4. ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
ภาพยนตร์ไม่ใช่อุตสาหกรรมเดียวของเมือง

ในปี 2014 รายงานโดย LA County Economic Development Corporation แนะนำว่า เป็นเมืองมีงานด้านไฮเทคมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังพบว่ามีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 58 พันล้านดอลลาร์ ผลการวิเคราะห์ของ 2thinknow พบเหมือนกัน คือ startups และการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงมีส่วนสำคัญในความเจริญของเทคโนโลยี

5. โซล เกาหลีใต้
ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอนาคต ใช้นวัตกรรมในงานออกแบบ เหมือนกับที่ระบบรถไฟใต้ดินอาจจะเหนือกว่าของนิวยอร์ก

ตาม 2thinknow โดยประมาณเป็นเมืองยื่นสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก มีการพัฒนาเทคโนโลยีพบได้ทั่วไปแล้ว เช่น LTE ที่ใช้กับสมาร์ทโฟน และรวมถึงเทคโนโลยียังอยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น ร้านค้าเสมือน (virtual stores) ที่ซึ่งคุณสแกนภาพสิ่งของเพื่อส่งต่อ

6. ไทเป ประเทศไต้หวัน
จากการวิเคราะห์ของ 2thinknow ไทเปเป็นผู้นำชัดเจนในการออกแบบอุตสาหกรรมเป็นเวลาหลายปี สนใจมากในการศึกษาฮาร์ดแวร์อย่างละเอียด เป็นที่ตั้งของบางบริษัท PC ใหญ่ที่สุด ได้แก่ Asus MSI Gigabyte และ Acer

ตาม 2thinknow ยังเป็นเมืองมีจำนวนมากของนักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง

7. บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์
มีเทคโนโลยีน่าตื่นเต้นจำนวนมากเกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาจากมหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญด้าน STEM ได้แก่ MIT Harvard Tufts และ Northeastern ส่วนใหญ่ในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพและหุ่นยนต์

มีบริษัทลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงอยู่จำนวนหนึ่ง ได้แก่ Battery Ventures  Atlas Venture  Bessemer Venture Partners  Matrix Venture Partners ซึ่งลงทุนในห้องปฏิบัติการนวัตกรรมและ university startups และเป็นที่ตั้งของสำนักงานด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่มีชื่อเสียงมากเช่น Facebook และ Amazon

8. สิงคโปร์
มีจำนวนมากของนักเขียนโปรแกรมและนักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง มีโครงสร้างพื้นฐานใหม่และอาคารสูงไฮเทคเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ร่วมมือกับ MIT สร้างการขนส่งที่ดีขึ้น โดยใช้รถส่วนตัวน้อยลงและใช้รถไฟสาธารณะมากขึ้น

9. โทรอนโต ประเทศแคนาดา
มี startup และโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมจำนวนมาก เป็นที่ตั้งของ 30% ของบริษัท IT ของแคนาดา ซึ่งส่วนใหญ่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน หมายความว่ากลุ่มของบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นจะมีผลกระทบหลักในอีก 10 ปีข้างหน้า

โดยสรุปหลายบริษัทมีรายได้ต่อปีประมาณ 52 พันล้านดอลลาร์

10. ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์
รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าอิลลินอยส์มีงานไฮเทคจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกของสหรัฐ ในการนี้ชิคาโกมีส่วนอย่างมาก

สถาบัน Brookings ยังพบเป็นเมืองแหล่งเพาะของนวัตกรรมวางแผนเมือง เห็นได้ชัดในโครงการ City Digital เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งพลังงานและการขนส่ง

11. ดัลลาส-ฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเทกซัส
เพียงในสองปีที่ผ่านมา กลายเป็นเมืองศูนย์กลาง startup

จากการวิเคราะห์ของ 2thinknow เลื่อนจากอันดับที่ 28 ในปี 2016 เป็นเพียงนอก 10 อันดับแรกเล็กน้อยเพราะการเพิ่มขึ้นอย่างเร็วจำนวนของนักลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในภูมิประเทศของเมือง

12. โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เมืองใหญ่ที่สุดในโลกจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการขนส่ง อย่างเช่น ระบบรถไฟใต้ดินของโตเกียวซึ่งมีคนใช้ถึง 2.3 พันล้านคนทุกปี

เป็นเมืองเด่นมากในการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง และมีโครงการใหญ่ทางเทคโนโลยีจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เตรียมสำหรับโอลิมปิกเกมส์ปี 2020

13. สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
ด้วยพันธกิจที่จะปราศจากเงินสด (cash-free) และน้ำมัน (oil-free) ภายใน 5 ปีข้างหน้า สตอกโฮล์มกำลังทำการปฏิวัติทางดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้เมืองมี billion-dollar startup มากที่สุดในยุโรปและตลาดสำหรับการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงที่เจริญเร็วเป็นอันดับสองของโลก นอกจากนี้กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นของนักเขียนโปรแกรม

14. แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา
ในปี 2014 ได้ชื่อว่าเป็น Silicon Valley North จาก CBC เพราะมีวัฒนธรรม startup เด่น

มีมากกว่า 600 บริษัทสื่อดิจิทัลซึ่งมีรายได้มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ และมีมหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีและอัตราภาษีเกี่ยวกับบริษัทต่ำทำให้เป็นเมืองดึงดูดทั้งวิศวกรหน้าใหม่และผู้บริหารที่เป็นที่ยอมรับ

15. อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
ด้วยเทคโนโลยีทางการเงิน ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และวัฒนธรรม startup ทำให้เป็นเมืองมหาอำนาจในยุโรป ถึงแม้มีขนาดเล็กกว่าเมืองอื่นๆ มาก (มีประชากรเพียงหนึ่งในสามของเบอร์ลิน)

ในเดือนเมษายนผู้ร่างกฎหมายประกาศว่าต้องการไม่ให้ใช้รถยนต์ประเภทก๊าซและดีเซลประมาณปี 2025 โดยให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทน

16. ปักกิ่ง ประเทศจีน
ถึงแม้ไม่มีวัฒนธรรม startup เหมือนเมืองอื่นๆ แต่มีชื่อเสียงในเรื่องของการใช้สมาร์ทโฟนทั่วเมืองและจำนวนสิทธิบัตรที่ยื่นต่อคน นอกจากนี้การลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายปีที่ผ่านมา

ปักกิ่งเลื่อนขึ้น 15 อันดับตั้งแต่การจัดอันดับในปี 2016

17. เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
ใกล้กันเป็น Zhangjiang Hi-Tech Park มีคนทำงานมากกว่า 100,000 คนจากบริษัททางเทคโนโลยีหลายพัน 

เหมือนเมืองไฮเทคของจีนส่วนใหญ่ เป็นเมืองเด่นในเรื่องสิทธิบัตรและการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง อาจเป็นเพราะการผลิตเป็นจุดเด่นของจีนและบริษัทกระตือรือร้นจะป้องกันและลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา

18. มอนทรีออล ประเทศแคนาดา
ถ้าต้องการจะเป็นนักออกแบบอุตสาหกรรมหรือนักเขียนโปรแกรม ควรจะย้ายไปอยู่มอนทรีออล

เป็นที่ตั้งของ Vrvana ผู้ผลิตหูฟัง VR และบริษัท Hexoskin และ OMSignal ทั้งสองผลิตเสื้อวัดสัญญาณทางชีวภาพของผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังเป็นเมืองมีวัฒนธรรม startup ที่ค่อนข้างเด่น 

19. บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย
เลื่อนจากอันดับที่ 49 ในปี 2016 เป็น 19 ในปีนี้ ทำให้เป็นเมืองที่เลื่อนอันดับขึ้นมากที่สุด เนื่องจากการไหลทะลักเข้ามาของบริษัท IT และมีนักเขียนโปรแกรมจำนวนมาก ครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นคนอายุน้อยกว่า 25 และส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่ส่วนเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต

20. เซินเจิ้น ประเทศจีน
สิทธิบัตรกำลังถูกผลิตออกไปจากเซินเจิ้นซึ่งเป็นเมืองทางใต้ของจีนมีประชากร 11 ล้านคน

เนื่องจากเด่นในเรื่องการผลิตของประเทศ เป็นเมืองเจริญอย่างชัดเจนเป็นเวลาหลายปีที่ผ่านมาโดยเป็นศูนย์กลางของโรงงานและวิทยาการหุ่นยนต์ และเป็นที่ตั้งของโครงการโทรคมนาคมและอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่หลายโครงการ

21. เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน
มีวัฒนธรรม startup เด่นและบางครั้งมีอัตราสูงสุดของการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงในยุโรป

ยังเป็นเมืองมีอุตสาหกรรมรถยนต์มากในยุโรป เป็นเพียงเมืองเดียวในโลกเป็นที่ตั้งของ brand รถยนต์สำคัญทั้งหมด

22. ฮ่องกง
มีความก้าวหน้าในหลายด้าน

มีการลงทุนในงานวิจัยและการพัฒนาจำนวนมากและนวัตกรรมทั่วไปในเมือง บางครั้งมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุดในจีน มีการส่งออกสินค้าไฮเทคทั้งหมด 243 พันล้านดอลลาร์ หรือ 51% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด

23. โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
มีการวางแผนเมืองด้วยนวัตกรรมและมีนักออกแบบอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทำให้ 2thinknow ให้ชื่อว่าเป็นเมืองมีการผลิตที่ smart

ประมาณปี 2025  มีการวางแผนจะไม่ใช้เชื้อเพลิง fossil แต่ใช้พลังงานลม ด้วยวัฒนธรรมใช้รถจักรยานและมีบริษัทรถโดยสารทำให้เป็นเมืองไม่เพียงสีเขียวแต่ยังสวย

24. บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน
ติด 25 อันดับแรกเป็นครั้งแรกตั้งแต่การจัดอันดับเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากการเพิ่มจำนวนมากขึ้นของนักออกแบบอุตสาหกรรมและมีการใช้สมาร์ทโฟนชัดเจน

โครงสร้างพื้นฐานของสมาร์ทโฟนซับซ้อนมาก โดยคอมพิวเตอร์ใช้อยู่ทั่วเมืองใช้เพื่อตรวจจับระดับเสียง รูปแบบการจราจร และจำนวน selfies

25. วอชิงตัน ดีซี
มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใน 10 ปีที่ผ่านมา มีการเพิ่มขึ้นจำนวนทั้งหมดของงานด้านเทคโนโลยีที่ 50%

นอกจากนี้มีมากกว่า 1,000 startups มีจำนวนมากของบริษัทลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงทำให้เริ่มมี world-changing company เป็นภาพที่ดึงดูดของเมือง

ที่มา: Chris Weller (2017, August 16). These are the 25 most high-tech cities in the world. World Economic Forum. Retrieved November 3, 2017, from https://www.weforum.org/agenda/2017/08/these-are-the-25-most-high-tech-cities-in-the-world?

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป