ปัจจุบันเกิดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้กวดขันวินัยจราจรแต่ยังมีผู้ฝ่าฝืนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีรถปาด เบียด หรือแซงบริเวณทางขึ้นสะพานข้ามแยกและอุโมงค์ลอดทางแยกทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรติดขัด จากนโยบายของรัฐบาล ไทยแลนด์ 4.0 และนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจ 4.0 ที่ให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและลดปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ดังนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) จึงได้จัดทำโครงการติดตั้งระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนเปลี่ยนช่องทางเดินรถในเขตห้าม (Lane Change Camera System) เพื่อเป็นการบังคับใช้กฎหมาย ป้องกันการกระทำความผิด ลดอุบัติเหตุ และลดปัญหาการจราจรติดขัดจากพฤติกรรมดังกล่าว โดยในระยะเริ่มต้นได้ดำเนินการติดตั้งระบบตรวจจับดังกล่าว จำนวน 15 จุด ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 14,387,220 บาท

โดยโครงการดังกล่าว บก.จร. ได้ว่าจ้าง บริษัท นิวซีโน่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ติดตั้งระบบตรวจจับฯ และพัฒนาระบบร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) โดยเริ่มดำเนินการติดตั้งมาตั้งแต่ มิ.ย. 60 ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งทั้ง 15 จุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่
(1) สะพานข้ามแยกบางเขน ถ.งามวงศ์วาน ขาเข้า
(2) สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ขาออก
(3) ทางลอดแยกห้วยขวาง ถ.รัชดาภิเษก ขาเข้า
(4) สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี ถ.บรมราชชนนี ขาออก
(5) สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน ถ.แจ้งวัฒนะ ขาเข้า     
(6) สะพานข้ามแยกราชเทวี ถ.เพชรบุรี ขาออก
(7) แยกสามเหลี่ยมดินแดง ถ.ราชวิถี ขาเข้า
(8) สะพานข้ามแยกประชานุกุล ถ.รัชดาภิเษก ขาออก
(9) สะพานศิริราชด้านอรุณอัมรินทร์ ถ.อรุณอัมรินทร์ ขาออก
(10) สะพานข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว ขาเข้า
(11) สะพานข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว ขาออก
(12) สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ถ.รัชดาภิเษก ขาออก
(13) สะพานข้ามแยกพระราม 4 ถ.รัชดาภิเษก ขาออก
(14) สะพานพุทธ ถ.ประชาธิปก ขาเข้า
(15) สะพานข้ามแยกกำนันแม้น ถ.กัลปพฤกษ์ ขาออก     

โดยแต่ละจุดจะมีป้ายแจ้งเตือน 3 ระยะ คือ ในระยะ 100 เมตร,  50 เมตร และ 30 เมตร ก่อนถึงจุดตรวจจับ ในส่วนของระบบการตรวจจับในแต่ละจุดประกอบไปด้วยกล้อง 4 ตัว ทำงานอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง มีความคมชัดและละเอียดสูง 2 ล้านเมกะพิกเซล สามารถตรวจจับได้ทั้งกลางวัน กลางคืน และทุกสภาพอากาศ สามารถบันทึกข้อมูลเก็บไว้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ระบบจะดำเนินการตรวจจับเมื่อพบการกระทำความผิด กล้องจะทำการบันทึกข้อมูลทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวผ่านระบบ ATS (Automated Ticketing System) และส่งภาพข้อมูลดังกล่าวกลับมายังศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียนรถ ยี่ห้อ รุ่น และสีของรถ หากถูกต้องครบถ้วนจะดำเนินการออกใบสั่งและส่งไปยังระบบ PTM (Police Ticket Management) ของธนาคารกรุงไทยเพื่อได้บาร์โค้ดกลับมา จากนั้นจะยืนยันความถูกต้องเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการออกใบสั่ง ส่งไปยังผู้ครอบครองหรือเจ้าของรถภายใน 7 วัน สามารถตรวจสอบความผิดย้อนหลังผ่านเว็บไซต์ http://www.trafficpolice.go.th ด้วยรหัสผ่านที่ระบุท้ายใบสั่งได้ จากสถิติการทดลองตรวจจับตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เม.ย. 61 ที่ผ่านมาพบผู้ฝ่าฝืนจำนวนทั้งสิ้น 226,257 รายต่อเดือน เฉลี่ย 7,542 รายต่อวัน สำหรับความผิดดังกล่าวเป็นข้อหาฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นที่ ตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 152 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ในเบื้องต้น บก.จร. จะทำการเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 500 บาท โดยสามารถชำระค่าปรับผ่านเคาน์เตอร์และตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ หรือผ่านบริการ KTB netBank หรือสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่ง



บก.จร. จะดำเนินการตรวจจับรถฝ่าฝืนฯ ตั้งแต่วันพุธที่ 9 พ.ค. 61 เป็นต้นไป พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนควรปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด บก.จร. คาดหวังว่าหลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายแล้ว สถิติการฝ่าฝืนจะลดลงจะทำให้ลดอุบัติเหตุและปัญหาการจราจรได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แจ้งอุบัติเหตุ และแจ้งปัญหาจราจร ติดต่อได้ที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) เว็บไซต์ http://www.trafficpolice.go.th และสายด่วนจราจร โทรศัพท์ 1197

MTEC
BIOTEC
NECTEC
NANOTEC

tsp

AIMI

nctc

ผลงานวิจัยพร้อมถ่ายทอด

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป