ผลการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน
โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National S&T Infrastructure)

สวทช. พัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ว และ ท) เพื่อสร้าง ขีดความสามารถทางด้าน ว และ ท ให้กับประเทศ โดยให้บริการด้านเทคนิค/วิชาการที่มีมาตรฐาน ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และมีเครือข่ายการทำงานทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย

(1) ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand: NBT)

ดำเนินการจัดเก็บอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ เช่น พืช จุลินทรีย์ ข้อมูลจีโนมของมนุษย์ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประชาคมวิจัย ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และเป็นไปตามระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีตัวอย่างการดำเนินงาน ดังนี้

การจัดเก็บพืชในธนาคารพืช เช่น จัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืช (Seed bank) 192 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 400 ตัวอย่าง) จัดเก็บรักษาพืชในระบบปลอดเชื้อ (Tissue bank) 104 ชนิด (เป้าหมาย 200 ตัวอย่าง) จัดเก็บตัวอย่างแห้งของพืชป่าในพิพิธภัณฑ์พืช (Herbarium) 449 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 400 ตัวอย่าง) และจัดเก็บตัวอย่างพืชในรูปแบบ Genomic DNA 164 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 400 ตัวอย่าง)

การจัดเก็บจุลินทรีย์ในคลังจุลินทรีย์ เช่น จัดเก็บรักษาจุลินทรีย์ในคลังจุลินทรีย์ 2,417 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 2,800 ตัวอย่าง) จัดเก็บรักษาตัวอย่างแห้งเห็ดราในพิพิธภัณฑ์ตัวอย่างเห็ดรา (Fungarium) 764 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 1,500 ตัวอย่าง) จัดเก็บรักษา Genomic DNA ของจุลินทรีย์ในกลุ่มราทะเล ราจิ๋ว ราในกลุ่ม ไซลาเรีย และเห็ด 2,262 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 2,800 ตัวอย่าง) และศึกษาข้อมูลด้านศักยภาพในการใช้ประโยชน์เบื้องต้นของจุลินทรีย์แล้วเสร็จ 264 สายพันธุ์ (เป้าหมาย 200 สายพันธุ์)

การจัดเก็บข้อมูลชีวภาพ และพันธุกรรมของพืช จุลินทรีย์ และมนุษย์ เช่น ข้อมูลพืช ได้แก่ จัดเก็บข้อมูลเครื่องหมายพันธุกรรม (DNA barcode) ของพืชสมุนไพร 289 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 450 ตัวอย่าง) และจัดเก็บข้อมูลพืชที่จัดเก็บรักษาในคลังจัดเก็บ (Data warehouse) 548 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 300 ตัวอย่าง) ข้อมูลจุลินทรีย์ ได้แก่ จัดเก็บข้อมูล DNA barcode ของจุลินทรีย์และตัวอย่างแห้ง 1,417 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 1,000 ตัวอย่าง) และจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ใน Data warehouse 3,207 ตัวอย่าง (เป้าหมาย 1,000 ตัวอย่าง) ข้อมูลมนุษย์ ได้แก่ จัดเก็บข้อมูลลำดับเบสทั้งจีโนม เอ็กซ์โซม และสนิปส์จีโนไทป์ของประชากรไทย 5,010 ราย (เป้าหมาย 5,000 ราย)

การจัดทำฐานข้อมูลพืช จุลินทรีย์ ระบบนิเวศ และพันธุกรรมมนุษย์ในรูปแบบออนไลน์ อยู่ระหว่างจัดทำฐานข้อมูลออนไลน์ 3 ฐานข้อมูล ได้แก่ (1) ฐานข้อมูลแสดงความหลากหลายทางพันธุกรรมทั่วจีโนมของประชากรไทย (2) ฐานข้อมูลแสดง Cancer landscape ของประชากรไทย และ (3) ฐานข้อมูลของ Herbarium และ Fungarium

การพัฒนาแพลตฟอร์มการวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลแบบองค์รวม อยู่ระหว่างพัฒนา 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ (1) แพลตฟอร์มสำหรับการคัดเลือกเครื่องหมายพันธุกรรมในการปรับปรุงพันธุ์พืชปลูกจากข้อมูล Genome-Wide Association Study (GWAS) (2) แพลตฟอร์มสำหรับให้บริการวิเคราะห์ข้อมูล Non-Invasive Prenatal Testing (NIPT) (3) แพลตฟอร์มการวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลพันธุกรรมในยีนที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อยาจากข้อมูล Next Generation Sequencing (NGS) (4) แพลตฟอร์มสำหรับการทำนายความเสี่ยงการดื้อยาและจำแนกสายพันธุ์ของเชื้อวัณโรค และ (5) แพลตฟอร์มการวิเคราะห์และทำนายความเสี่ยงโรคธาลัสซีเมียจากข้อมูล Whole-Genome Sequencing (WGS)

นอกจากนี้ยังดำเนินการวิจัยการเพาะปลูกกัญชาสายพันธุ์ไทยเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยในตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ เพื่อศึกษาระบบการผลิตกัญชาในระบบปิดที่เหมาะสม และเพื่อใช้ผลผลิต ต้นกัญชาสายพันธุ์ไทยนำไปใช้ปรุงยาตามตำรับยาแผนไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างคัดเลือกเพศของต้นกัญชา โดยวิธี Polymerase chain reaction (PCR) ร่วมกับคู่ไพรเมอร์ที่มีรายงานว่าประสบความสำเร็จในการคัดแยกเพศในกัญชาและกัญชง

(2) ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (National Omics Center: NOC)

พัฒนาวิธีการทดสอบทางจีโนมิกส์ ทรานสคริปโตมิกส์ โปรตีโอมิกส์ และเมตาโบโลมิกส์ ที่ได้มาตรฐานวิชาการ มีประสิทธิภาพ และทันสมัย โดยไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีตัวอย่างการดำเนินงาน ดังนี้

การบริการวิเคราะห์ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ลูกผสม รุ่นที่ 1 (hybrid F1) ของแตงโมและแตงกวา โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลสนิป (Single nucleotide polymorphism: SNP) ตรวจด้วยเครื่อง Intelliqube qPCR เป็นเครื่อง Ultra-high throughput ซึ่งใช้ตัวอย่างและสารทดสอบในปริมาณน้อยมากแต่ตรวจได้ครั้งมากกว่า 1,000 ตัวอย่าง ความก้าวหน้า การดำเนินงานร้อยละ 75

การบริการการสกัดดีเอ็นเอในตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ สามารถสกัดดีเอ็นเอจากเมล็ดแตงโม พริก ข้าวโพด มะระ บวบ แบบ Mid-throughput ด้วยเครื่องบดตัวอย่าง (Tissue lyser) ความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 75

การจัดเก็บ DNA พืชสมุนไพรในธนาคารทรัพยากรแห่งชาติ สามารถสกัด High molecular weight DNA จากพืชสมุนไพร 120 ชนิด เพื่อจัดเก็บ DNA ของพืชสมุนไพรดังกล่าวในธนาคารทรัพยากรแห่งชาติได้ตามเป้าหมาย และอยู่ระหว่างหาข้อมูล DNA barcode ของพืชสมุนไพรเหล่านี้เพื่อเก็บใน DNA database ร่วมกับตัวอย่าง DNA ที่สกัดไว้แล้ว

การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุล/การค้นหายีนที่สัมพันธ์กับลักษณะต่าง ๆ ทำการคัดเลือก SNP เพื่อนำมาตรวจสอบในประชากรลูกผสม เพื่อพัฒนาเครื่องหมายโมโลกุลที่สัมพันธ์กับโรค ราน้ำค้าง ความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 80

การศึกษาการแสดงออกของยีน ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของยีนในอ้อยภายใต้สภาวะทนแล้งด้วยการจัดเรียงลำดับอาร์เอ็นเอ (RNA sequencing) และเทคนิค Quantitation RT PCR โดยได้ทำการสกัด RNA และเตรียม Sequencing libraries ปัจจุบันได้ข้อมูลผลการวิเคราะห์ RNA sequence ของยีนในอ้อยภายใต้สภาวะแล้งตามเป้าหมาย

การจำแนกชนิดสิ่งมีชีวิตด้วยฐานข้อมูลลายพิมพ์เปปไทด์ โดยจัดทำฐานข้อมูลลายพิมพ์ เปปไทด์ที่จำเพาะต่อจุลินทรีย์ก่อโรคในคน สัตว์ และจุลินทรีย์ดื้อยา (เป้าหมาย 50 ตัวอย่าง) ปัจจุบันได้ฐานข้อมูลลายพิมพ์เปปไทด์ที่จำเพาะต่อจุลินทรีย์ (แบคทีเรีย) 162 ตัวอย่าง

การค้นหาเปปไทด์ออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากจุลินทรีย์ พืชเศรษฐกิจ และสมุนไพร (เป้าหมาย 1 เปปไทด์) ปัจจุบันได้เปปไทด์ (Bioactive peptides) ที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียจากเมล็ดข้าว 8 เปปไทด์

การค้นหาข้อมูลกลไกสำคัญในสิ่งมีชีวิตและตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biomarker) เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยหรือทำนายโรค โดยได้ข้อมูลกลไกสำคัญในสิ่งมีชีวิต 5 กลไก ได้แก่ (1) กลไกตอบสนองต่อสาร Aflatoxin B1 ในเป็ด (2) กลไกตอบสนองต่อสาร Atractylodin ของเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี (3) กลไกตอบสนองต่อสาร Gigantol ของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง (Cancer stem cell) (4) กลไกควบคุมการหลั่งโปรตีนของยีน Othac1 ในยีสต์ Ogataea thermomethanolica TBRC656 และ (5) กลไกการเจริญของตัวอ่อนเอมบริโอปาล์มน้ำมันระหว่างการเพาะเลี้ยงเนื่อเยื่อตามเป้าหมาย นอกจากนี้ยังได้ข้อมูล biomarker 2 ชนิด ได้แก่ (1) โปรตีน Coiled-coil domain containing 25 protein เป็น Biomarker ในซีรั่มของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี และ (2) โปรตีน Interleukin-17A และ Interleukin-18 เป็น Biomarker ในซีรั่มและน้ำลายของผู้ป่วยเบาหวานได้ตามเป้าหมาย

การพัฒนาวิธีการสร้างรายละเอียดของเมตาโบไลต์ (Metabolite profile) ของพืชเศรษฐกิจ และสมุนไพร ได้วิธีการสกัดสารจากฟ้าทะลายโจรด้วยเมทานอล อยู่ระหว่างการทดสอบองค์ประกอบของสารสกัดเปรียบเทียบกับสารอ้างอิงตามมาตรฐานด้วยเครื่อง LC/MS และอยู่ระหว่างพัฒนาวิธีการสกัดอาร์เอ็นเอและการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด 19 ความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 70

(3) ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC)

ศูนย์บริการด้านการคำนวณประสิทธิภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขนาดใหญ่ของประเทศที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำสูง ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีตัวอย่างผลการดำเนินงาน ดังนี้

ให้บริการทรัพยากรการคำนวณระบบ Thailand’s Advanced Research Accelerator (TARA) 12.3 ล้านชั่วโมงคำนวณ (เป้าหมาย 20 ล้านชั่วโมงคำนวณ) และมีโครงการมาใช้บริการทรัพยากรการคำนวณ 44 โครงการ (เป้าหมาย 40 โครงการ)

มีความพร้อมในการให้บริการเซิร์ฟเวอร์ในการคำนวณ (Server availability) ร้อยละ 99 (เป้าหมายร้อยละ 80) และมีการบริหารจัดการการใช้งานทรัพยากรในการดำเนินงาน (Utilization) ร้อยละ 51 (เป้าหมายร้อยละ 70)

สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในต่างประเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนา อาทิ ความร่วมมือกับ National Applied Research Laboratories (NARLabs) ประเทศไต้หวัน ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อการรับมือโควิด 19 การพัฒนาแอปพลิเคชันด้าน HPC และ AI (Artificial Intelligence) สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรม ความร่วมมือกับ E-Asia ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นและเครือข่ายในเอเชียในงานวิจัยด้าน HPC for advance materials research เป็นต้น

(4) ศูนย์ระบบไซเบอร์-กายภาพ (Center for Cyber-Physical Systems: CPS)

เป็นศูนย์บริการเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านระบบไซเบอร์-กายภาพชั้นนำของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีตัวอย่างผลการดำเนินงาน ดังนี้

ให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (เป้าหมาย 15 หน่วยงาน) ให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีพื้นฐาน และกระบวนการนำข้อมูลจากโลกกายภาพไปประมวลผล หรือวิเคราะห์ในโลกไซเบอร์ (ดิจิทัล) ให้กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา จำนวน 13 หน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา บริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) บริษัทอุตสาหกรรมอะไหล่ (1999) จำกัด บริษัทไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทอินเตอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทพีวัน ออโตเมชั่น จำกัด บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัทซีพีแรม จำกัด บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่ม Young Smart Farmer จังหวัดจันทบุรี คณะอาจารย์และนักศึกษา คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม และสำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา

สร้างองค์ความรู้ (เป้าหมาย 4 บทความ) จัดทำและปรับปรุงบทความเกี่ยวกับ Industrial IoT/CPS เพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์ 4 บทความ ได้แก่ (1) บทความเรื่องเรียนรู้การออกแบบอุปกรณ์ FPGA (Field Programmable Gate Array) สำหรับ IoT (2) บทความเรื่อง Edge และ Cloud ในยุคโรงงานอัจฉริยะ (3) บทความเรื่องการใช้งานการสื่อสารตามมาตรฐาน Modbus และ (4) บทความเรื่อง Learning Factory โรงงานแห่งการเรียนรู้

พัฒนาบุคลากร (เป้าหมาย 100 คน) พัฒนาความสามารถบุคลากร 401 คน ให้มี ความเชี่ยวชาญด้าน CPS และ IoT อาทิ ระบบเกษตรแม่นยำ (WiMaRC และ Handy Sense) Edge and Cloud Platform (NETPIE), Industrial Internet of Things (IIoT) และการพัฒนาระบบ IoT ด้วย NETPIE 2020 ในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom

ให้บริการห้องทดสอบ (Testbed) อยู่ระหว่างเตรียมครุภัณฑ์สำหรับให้บริการห้องทดสอบ เพื่อให้บริการ Testbed facility ในการทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ CPS และ IoT ในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ดีได้ประชาสัมพันธ์การให้บริการ CPS Testbed ผ่านกิจกรรมเยี่ยมชมและศึกษาชุดสาธิต (หรือผลงานวิจัย) อาทิ ระบบไวมาก (WiMaRC) ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Handy Sense) ระบบทำความเย็นด้วยแสงอาทิตย์ (Solar Cooling) NETPIE และ Automation IoT system แก่บริษัทเอกชนและผู้สนใจ 15 ครั้ง

นอกจากนี้ CPS ร่วมกับเนคเทค สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรดำเนินโครงการ Smart Factory IoT Challenge 2020 ยกระดับอุตสาหกรรมไทย นำผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมจับคู่กับนักพัฒนาเพื่อนำเทคโนโลยี IoT ได้แก่ แพลตฟอร์ม NETPIE และอุปกรณ์ Universal Remote Terminal Unit (uRTU) มายกระดับกระบวนการภายในโรงงาน เตรียมความพร้อมสู่การก้าวเป็นโรงงานอัจฉริยะ โดยเริ่มดำเนินการเปิดรับสมัครโรงงานและนักพัฒนาที่สนใจตั้งแต่ปลายปี 2562 และคัดเลือก 9 โรงงานที่มีโจทย์ชัดเจนน่าสนใจ พร้อมคัดสรรนักพัฒนาที่มีผลงานและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ เพื่อจับคู่ระหว่างโรงงานและนักพัฒนานำไปสู่การฟอร์มทีมและเริ่มต้นพัฒนาผลงาน ซึ่งทีม CPS ได้เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในกิจกรรม Workshop เสริมความรู้ พร้อมแนะนำเครื่องมือ (NETPIE) เพื่อโรงงานอัจฉริยะ ทั้งนี้โครงการฯ ได้จัดแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศไปแล้วเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ผู้ชนะเลิศได้แก่ ทีม Pied Piper คู่กับบริษัทไทยก้าวไกลกรุ๊ป จำกัด ในผลงาน Smart Cooling Tower System Developmen using uRTU and NETPIE การดำเนินโครงการดังกล่าวทำให้เกิดการประยุกต์ใช้ IoT ให้เกิดประโยชน์และแก้ปัญหาจริงในโรงงานอุตสาหกรรม

(5) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Technology and Informatics Institute for Sustainability: TIIS)

จัดทำข้อมูลและการประเมินวัฏจักรชีวิต เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การเติบโตอย่างยั่งยืน และการแข่งขันในระดับสากล โดยมีตัวอย่างผลการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2563 ดังนี้

การพัฒนำข้อมูลและระบบการบริหารจัดการข้อมูล พัฒนา/ปรับปรุงฐานข้อมูลดัชนีวัฏจักรชีวิต (National Life Cycle Index: National LCI) ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน โดยให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันอย่างเหมาะสม โดยผู้ใช้บริการได้รับข้อมูลในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับประเภทของฐานข้อมูล ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน และได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน โดยมีค่าเฉลี่ยจำนวนวันที่ให้บริการน้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 วัน ด้วยการพัฒนาคุณภาพฐานข้อมูล National LCI เพื่อเข้าสู่ระดับสากล (จำนวนข้อมูลที่ไปถึงระดับ 10) และพัฒนามิติการจัดทำฐานข้อมูล National LCI ให้ครอบคลุมในทุกมิติของการพัฒนาที่ยั่งยืน ความก้าวหน้าการดำเนินงาน ร้อยละ 40

การพัฒนาระเบียบวิธีและตัวชี้วัด ได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแบบจำลอง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมกลุ่มผลกระทบฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาแบบจำลอง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมกลุ่มขยะพลาสติก เพื่อจัดทำระเบียบวิธีและตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับประเทศไทยสำหรับประเมินการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 60

การส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนผ่านการดำเนินโครงการรับจ้างวิจัย ร่วมวิจัย ให้คำปรึกษา และฝึกอบรม (เป้าหมาย 4 หน่วยงาน) ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการรับจ้างวิจัยให้กับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยใช้เทคนิคการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco efficiency) เพื่อประเมินสมรรถนะด้านความยั่งยืนขององค์กร ความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 45

การประยุกต์ใช้ชุดข้อมูลสารสนเทศเชิงบูรณาการ เพื่อส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน อาทิ ระบบรายงานผลและติดตามตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs Dashboard) ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาความต้องการและแนวทางการประยุกต์ใช้ รวมทั้งทบทวน แนวทางการเก็บข้อมูลและวิธีการคำนวณเพื่อนำมาใช้พัฒนาแบบฟอร์มเก็บข้อมูล และการประยุกต์ใช้โมเดลความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการผลิตและบริโภค (LookieWaste) อยู่ระหว่างศึกษาปัจจัยและความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขยะอาหารและพฤติกรรมการผลิตและบริโภคเพื่อปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลการเกิดขยะอาหารของประเทศไทย ความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาพรวมคิดเป็นร้อยละ 35

นอกจากนี้ TIIS ยังดำเนินโครงการการพิจารณาคุณค่าและบริการระบบนิเวศในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ให้แก่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาหลักการวิเคราะห์บริการระบบนิเวศ (Ecosystem Service Review: ESR) และการประเมินคุณค่าของระบบนิเวศ (Valuation of ecosystem services) ที่เกิดขึ้นจากการฟื้นฟูเหมืองหินปูน โดยการนำข้อมูลการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและแผนการฟื้นฟูมาประกอบกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อศึกษาถึงผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบที่อาจเกิดขึ้น ผลจากการศึกษานำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการปรับแผนการฟื้นฟูหรือแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินหลังการส่งมอบพื้นที่คืนเมื่อสิ้นสุดประทานบัตร

โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI)

สวทช. ดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางการออกแบบผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ทดสอบ ตรวจสอบ และรับรองผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากล ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบตามมาตรฐานสากล จำนวน 3,580 รายการ แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน 444 หน่วยงาน/ราย นอกจากนี้ยังให้บริการ เชิงเทคนิคและให้คำปรึกษากับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 17 โครงการ ผ่านหน่วยบริการวิเคราะห์และทดสอบของ สวทช. โดยให้บริการที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานวิจัยและสนับสนุนผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีตัวอย่างบริการวิเคราะห์ทดสอบ ดังนี้

(1) ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)

ศูนย์ทดสอบ สอบเทียบ ตรวจสอบ และรับรองผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการจำหน่ายในประเทศ นำเข้า และส่งออกตามมาตรฐานสากล โดยดำเนินงานเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองห้องปฏิบัติการทดสอบตามระบบ ISO/IEC 17025 และเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบหรือพิสูจน์ทราบ เพื่อรองรับนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย ตามข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพียงรายเดียว ในประเทศไทย ณ ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรฐานชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า เช่น สายชาร์จแบตเตอรี่ และสถานีประจุไฟฟ้า ฯลฯ พัฒนาวิธีทดสอบในขอบข่ายใหม่ ได้แก่ การบริการวิเคราะห์ทดสอบหุ่นยนต์ และการบริการวิเคราะห์ทดสอบด้าน IoT เพิ่มเติม พร้อมทั้งให้บริการวิเคราะห์ทดสอบต่าง ๆ เช่น

บริการทดสอบด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์การบิน ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบด้านชิ้นส่วนเครื่องบิน (AS 9001, NADCAP) ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสารเพื่อขอการรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

บริการทดสอบเครื่องมือแพทย์ ได้ดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ของหุ่นยนต์ Hapybot ที่ทำหน้าที่ขนส่งยา วัคซีน และเวชภัณฑ์การแพทย์ ในด้านต่าง ๆ เช่น แบตเตอรี่ที่จะไม่ระเบิดเมื่อชาร์จไฟฟ้าเพิ่ม ระบบไฟฟ้าที่จะไม่ปล่อยคลื่นความถี่รบกวนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบซอฟต์แวร์และระบบปฎิบัติการสั่งงานที่ได้มาตรฐาน เป็นต้น Hapybot ถือเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกของประเทศไทยที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานภายในโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับแพทย์และพยาบาลในการปฏิบัติหน้าที่ และช่วยในการป้องกันโรคระบาดจากสถานการณ์โควิด 19

บริการทดสอบ Smart Electronic และ Internet of Things (IoT) ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดทำมาตรฐาน IoT เช่น ISO/IEC 14443 ISO/IEC 18092 ISO/IEC 15693 ISO/IEC 17065 ETSI EN 300 และมาตรฐานอื่น ๆ เช่น กสทช. พร้อมทั้งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการขยาย ขีดความสามารถในการเป็นหน่วยรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17065 สำหรับการรับรองผลิตภัณฑ์ IoT

บริการทดสอบระบบราง ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอรับรอง ISO/IEC 17025 ด้านการทดสอบ ความดังเสียงของระบบรางตามมาตรฐาน ISO 3744 และ ISO 3745 และอยู่ระหว่างการ ขออนุมัติงบประมาณเพื่อขยายขีดความสามารถในการทดสอบทางด้านต่าง ๆ อาทิ ระบบเสียง แรงสั่นสะเทือน และระบบแสง เป็นต้น รวมถึงสร้างเครือข่ายการทดสอบด้านระบบรางในต่างประเทศร่วมกับบริษัทเอกชน พร้อมทั้งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบรางจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน นอกจากนี้ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบของกรมการขนส่งทางราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม และอยู่ระหว่างขยายขีดความสามารถในการให้บริการทดสอบระบบรางทั้งชิ้นส่วนและขบวนรถระดับสากล (ISO/IEC 17025)

(2) ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC)

ให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร กระเบื้อง สุขภัณฑ์ เซรามิก อิฐมวลเบา ก๊อกน้ำ/ฝักบัว เพื่อยกระดับคุณภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในเวทีสากล ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์ อาทิ

บริการทดสอบก๊อกน้ำและฝักบัวอาบน้ำ ให้บริการทดสอบฝักบัวอาบน้ำตามตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) 2066-2552 และทดสอบก๊อกน้ำสำหรับเครื่องสุขภัณฑ์ตาม มอก. 2067-2552 เฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แก่ภาคเอกชนและอุตสาหกรรม อาทิ การทดสอบทางกลสำหรับฝักบัวแบบสายอ่อน การทดสอบทางกลสำหรับฝักบัวแบบก้านแข็ง การทดสอบทางกลสำหรับก๊อกน้ำแบบเดี่ยว การทดสอบทางกลสำหรับก๊อกน้ำแบบเดี่ยวผสม/คู่ผสม การทดสอบทางกลสำหรับก๊อกน้ำปิดอัตโนมัติอ่างล้างหน้า–ล้างมือประหยัดน้ำ และการทดสอบผลที่เกิดขึ้นกับน้ำจากหัวก๊อก สายน้ำดี และท่อน้ำ

บริการทดสอบกระเบื้อง ให้บริการทดสอบกระเบื้องเซรามิก หินเทียม หินธรรมชาติ ยางปูพื้น ตามมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มอก. 2508-2555 และ ISO 13006 แก่ภาคเอกชนและอุตสาหกรรม อาทิ การทดสอบคุณภาพผิวหน้า การทดสอบการดูดซึมน้ำ การทดสอบความต้านแรงกดแตก การทดสอบความทนทานขัดถู การทดสอบความทนสารเคมี และการทดสอบความเปรอะเปื้อน เป็นต้น

(3) ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ สวทช. (NCTC)

สนับสนุนการทำวิจัย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและส่งเสริมบริการวิเคราะห์ทดสอบให้ตรงตามมาตรฐานสากล โดยเป็นห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพตรงตามหลักมาตรฐานสากล (ISO/IEC 17025) ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบแก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก สวทช. แบบ One stop service ด้วยนโยบายที่พร้อมให้บริการตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง เพื่อส่งมอบบริการและผลงานที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็วด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐานและทันสมัย ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีตัวอย่างให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ เช่น

การวิเคราะห์หากรดอะมิโนที่จำเป็นและกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ด้วยเครื่อง HPLC-FLD (Analysis of amino acid) โดยการใช้เทคนิคโครมาโทกราฟีเหลวสมรรถนะสูง (High performance liquid chromatography) ตรวจวิเคราะห์โดยวัดการวาวแสง Fluorescence detector (FLD) ที่เชื่อมต่อกับระบบวิเคราะห์กรดอะมิโน (Amino acid analysis system) แบบ Post-column fluorescence derivatization เทคนิคนี้สามารถวิเคราะห์ตัวอย่างได้ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ในงานวิเคราะห์ วิจัย พัฒนานวัตกรรมอาหารและทดสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ยกระดับงานวิจัยและสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างครบวงจร

การวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อแยกองค์ประกอบของสารที่สนใจออกจากตัวอย่าง ด้วยเครื่อง HPLC-PDA/RI เป็นการใช้เทคนิคโครมาโทกราฟีเหลวสมรรถนะสูง (High performance liquid chromatography) และตรวจวิเคราะห์โดยวัดการดูดกลืนแสงด้วย PDA (Photodiode array detector) หรือวัดการหักเหของแสงด้วยตัวตรวจวัดชนิด RID (Refractive index detector) เทคนิคนี้สามารถวิเคราะห์ตัวอย่างได้ทั้งงานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ รองรับความหลากหลายในงานวิเคราะห์ทดสอบด้านอาหารและส่วนประกอบในอาหาร ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า เพื่อยกระดับงานวิจัยและสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอย่างครบวงจร

การวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อแยกองค์ประกอบของสารที่สนใจออกจากตัวอย่าง ด้วยเครื่อง GC-TCD/BID โดยใช้เทคนิคแก๊สโครมาโทกราฟี (Gas chromatography) ในการแยกองค์ประกอบของสารที่สามารถระเหยกลายเป็นไอเมื่อถูกความร้อน ตรวจวิเคราะห์ด้วยตัวตรวจวัดประเภท TCD (Thermal Conductivity Detector) และ BID (Barrier Discharge Ionization Detector) ที่วิเคราะห์ได้ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ใช้ในการวิเคราะห์สารตัวอย่างชนิดต่าง ๆ ได้หลากหลาย เช่น การวิเคราะห์แก๊ส และการวิเคราะห์อากาศและสิ่งแวดล้อม (CO2 NO2 SO2) เป็นต้น

นอกจากนี้ NCTC ยังขยายขอบข่ายการทดสอบและสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 โดยในไตรมาสที่ 3/2563 ได้รับการรับรองเพิ่มเติมใน 3 ขอบข่าย (ISO/IEC 17025:2015) ได้แก่ การวิเคราะห์ปริมาณซัลเฟอร์ด้วยเทคนิคไมโครเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนต์ การวิเคราะห์ขนาดอนุภาคด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และการวิเคราะห์ปริมาณ โทลูอีนด้วยเทคนิค Gas chromatography-mass spectrometry และอยู่ระหว่างการยื่นขอรับรองในขอบข่ายใหม่อีก 10 ขอบข่าย (ISO/IEC 17025:2017)

(4) ศูนย์บริการปรึกษาการออกแบบและวิศวกรรม (DECC)

ให้บริการด้านการให้คำปรึกษา การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา รวมถึงการพัฒนาต้นแบบ เครื่องจักร และซอฟต์แวร์ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีตัวอย่างผลการดำเนินงาน ดังนี้

โรงเรือนเพาะปลูกพร้อมระบบอัจฉริยะ พัฒนาต้นแบบโรงเรือนอัจฉริยะให้มีความแข็งแรงและเหมาะสมต่อกับสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างประกอบและทดสอบระบบกล้องถ่ายภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ ประเมินการเชื่อมต่องานระบบไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานในโครงการ และทดสอบระบบตรวจวัดสภาวะแวดล้อมและความชื้นดิน รวมถึงศึกษาคุณภาพน้ำบริเวณโรงเรือน นอกจากนี้ยังพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการปลูกพืชภายในโรงเรือน โดยออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้งานกับระบบต่าง ๆ ในโรงเรือน และสำรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์ องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการปลูกพืชแต่ละชนิด พร้อมทั้งข้อมูลผู้ผลิตและแหล่งผลิต รวมทั้งสำรวจข้อมูลการใช้ผลผลิตทางการเกษตรจาก โรงพยาบาล โรงแรม และภัตตาคาร เพื่อเป็นองค์ประกอบข้อมูลสำหรับการปลูกพืชภายในโรงเรือน

รถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ด DECC ปฏิวัติวงการสตรีทฟู้ดพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรถเข็นรักษ์โลกเชิงพาณิชย์ โดยอยู่ระหว่างพัฒนารถเข็นรักษ์โลกเพื่อสตรีทฟู้ดและพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับติดตั้งกับสตรีทฟู้ดโมบาย 100 ชุด จำนวน 3 โมเดล ประกอบด้วย (1) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี ถังบำบัดและซิงค์น้ำ (2) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี ถังบำบัดและซิงค์น้ำ และระบบดูดควัน (3) รถเข็นน้ำหนักเบาพร้อมระบบน้ำดี ถังบำบัดและซิงค์น้ำ ระบบดูดควัน และหัวเตาแก๊ส 2 หัว ปัจจุบันได้ส่งมอบรถเข็นที่ติดตั้งชุดอุปกรณ์ สตรีทฟู้ดโมบายพร้อมระบบบริหารจัดการพลังงานเชิงพาณิชย์ให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 3 ราย รวม 4 คัน ได้แก่ ผู้ประกอบการขายข้าวเหนียวหมูทอด-เนื้อทอด จังหวัดนครปฐม 2 คัน ผู้ประกอบการขายอาหารตามสั่ง จังหวัดนครราชสีมา 1 คัน และผู้ประกอบการขายของหวาน จังหวัดนครราชสีมา 1 คัน นอกจากนี้ยังมีผู้สนใจสั่งจองรถเข็นรักษ์โลกอีกกว่า 80 ราย (เป้าหมาย 100 ราย) ซึ่งรถเข็นรักษ์โลกนี้จะช่วยยกระดับสตรีทฟู้ดไทยให้ได้มาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัย

ระบบบริหารจัดการพลังงานด้วยอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) DECC ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับติดตั้งกับเครื่องสตรีทฟู้ดโมบาย จำนวน 100 ชุด พร้อมทั้งทดสอบต้นแบบระบบวัดและวางโครงสร้างโปรแกรมแสดงผลค่าพลังงานไฟฟ้า และออกแบบลักษณะข้อมูล การสื่อสาร และการส่งข้อมูลเข้าระบบคลาวด์ที่ได้มาตรฐาน

(5) ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES)

ได้รับอนุมัติให้เข้ามาเป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ หรือ NQI เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 โดยเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทดสอบด้านพิษวิทยาและชีววิทยาสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเป้าหมาย ด้วยการให้บริการทดสอบทางพิษวิทยา (Toxicology) และการประเมินทางชีวภาพ (Biological evaluation) ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ และเคมีอุตสาหกรรม ด้วยระบบคุณภาพและมาตรฐานสากล เพื่อขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของไทยไปสู่การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย ด้านการส่งออก สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มีตัวอย่างผลการดำเนินงาน ดังนี้

บริการทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเครื่องสำอางและสมุนไพร ปัจจุบันเริ่มดำเนินการจัดทำระบบงานของ TBES ให้สอดคล้องกับระบบ สวทช. ในด้านการให้บริการทดสอบ รวมทั้งดำเนินการเตรียมความพร้อมระบบเอกสารการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) ในการดำเนินงานตามระบบคุณภาพ OECD GLP

บริการทดสอบด้านความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์ ดำเนินการให้บริการทดสอบด้านชีววิทยา (Biocompatibility test) ของผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องมือแพทย์ ด้วยวิธีมาตรฐานของ ISO 10993 series และแนวปฏิบัติการทดสอบและประเมินสารเคมีของ OECD (OECD test guidelines) โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด 19 ทำให้มีผู้ประกอบการส่งตัวอย่างทดสอบด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ส่งทดสอบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยับยั้งเชื้อเพื่อสุขอนามัยประเภทต่าง ๆ และวัสดุแผ่นกรอง นอกจากนี้ยังได้ศึกษามาตรฐาน ในการทดสอบผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องมือแพทย์เพื่อขยายขอบข่าย รวมถึงติดต่อและประชาสัมพันธ์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย