ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมด้านการพัฒนากำลังคน
ผลการดำเนินงานกลุ่มสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

การพัฒนาบุคลากร สวทช. สู่การเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยี

สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยภาครัฐที่มีผลงานวิจัยและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดจากทั้งนักวิจัยของ สวทช. และนักวิจัยเครือข่ายภายใต้ทุนที่ สวทช. กำกับดูแล จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมและสร้างให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีการใช้เทคโนโลยีเป็นฐานจากการวิจัยและพัฒนาขึ้นภายใน สวทช. ดังนั้น สวทช. จึงได้พัฒนากลไกการ spin-off ผลงานของ สวทช. เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ (NSTDA Startup) ขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกในการผลักดันและสนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีได้อย่างคล่องตัวและเป็นแรงจูงใจให้เกิดการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจ ผ่านการลงทุนใน NSTDA Startup ที่มีพนักงาน สวทช. ไปเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรร่วมทุน (strategic partner) จากภาคเอกชน และ/หรือ มี สวทช. ไปมีส่วนร่วมในฐานะพันธมิตรร่วมทุน (strategic partner) เพื่อทำหน้าที่ช่วยผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีนั้นให้ประสบความสำเร็จ โดยในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 ได้มีมติอนุมัติในหลักการในการ Spin-off ผลงานของ สวทช. เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ (NSTDA Startup) และอนุมัติให้ผู้อำนวยการ สวทช. มีอำนาจอนุมัติการร่วมลงทุนใน NSTDA Startup ในกรอบวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อโครงการ รวมไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี จัดทำและประกาศวิธีปฎิบัติในการแปรรูปผลงานเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ (NSTDA Startup) และมีคณะกรรมการพิจารณา NSTDA Startup คัดเลือกรายชื่อนักวิจัย/พนักงาน สวทช. ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ Spin-off และ/หรือ NSTDA Startup มีการจัดตั้งโครงการ Researcher Spin-off Acceleration Program เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความพร้อมและมีผลงานวิจัยในระดับเทคโนโลยีที่ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ มีการอบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา ให้คำปรึกษา Mentoring และ Coaching สร้างและส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการสร้างธุรกิจเทคโนโลยี ผ่านกิจกรรม Pitching/ออกบูธงานต่าง ๆ อาทิ NSTDA Connect, NSTDA Investors’ Day และ Thailand Tech Show

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 มีความคืบหน้าในการดำเนินการ คือ (1) จัดทำและประกาศวิธีปฏิบัติ ในการแปรรูปผลงานเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ (NSTDA Startup) (2) จัดทำและประกาศคณะกรรมการพิจารณา NSTDA Startup (3) คัดเลือกรายชื่อนักวิจัย/พนักงาน สวทช. ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ Spin-off และ/หรือ NSTDA Startup (4) จัดอบรม หลักสูตร “เตรียมพร้อมสู่สนามประลอง Patent Mapping Contest” รอบแรกจำนวน 9 ทีม จำนวน 88 คน ปัจจุบัน คณะกรรมการพิจารณา NSTDA Startup ได้อนุมัติการจัดตั้ง NSTDA Startup และดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเป็น NSTDA Startup แล้ว จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ (1) บริษัท ไบโอ เจเนเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (BGIC) และ (2) บริษัท เอไอน์ จำกัด (AI9) และมีโครงการที่เตรียมความพร้อมสู่การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ (NSTDA Startup) ซึ่งอยู่ระหว่างให้คำปรึกษาในเชิงลึก จำนวน 7 โครงการ

การสร้าง Innovation Driven Enterprise (IDE)

เนื่องด้วยการเจริญเติบโตในโลกธุรกิจและการแข่งขันในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs และ Startup จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาศักยภาพให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สวทช. จึงเล็งเห็นความสำคัญในการผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม (วทน.) รวมถึงกลไกสนับสนุนต่าง ๆ แก่ธุรกิจ SMEs และ Startup โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สวทช.ได้พัฒนากลไกรูปแบบใหม่ร่วมกับพันธมิตร เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนธุรกิจ SMEs และ Startup ให้พัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม หรือ Innovation Driven Enterprise (IDE) โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สวทช. ได้พัฒนา 5 กลไก ดังนี้

(1) กลไกการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Model) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้การวินิจฉัยปัญหาให้กับผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว จำนวน 81 ราย และให้คำปรึกษาเชิงลึก จำนวน 18 โครงการ

(2) กลไกการพัฒนาผู้ประกอบโดยการขยายตลาดสู่สากล (Internationalization Model) ให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับผู้ประกอบการ พัฒนา Business and Marketing Strategy ในการขยายตลาดต่างประเทศไปยังยุโรปและอเมริกา ทำ Workshop และ Coaching ให้คำปรึกษาออนไลน์ทุก 2 สัปดาห์ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการกิจกรรมที่การศึกษาตลาดยุโรปและอเมริกา วางกลยุทธ์ทางการตลาด และสร้างทีมขายต่างประเทศที่เข้มแข็ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินกิจกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการองค์ความรู้ในองค์กรให้แก่ผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารกระป๋อง และผู้ประกอบการผลิตไอศกรีมและขนมหวานแช่แข็ง

(3) กลไกการพัฒนาผู้ประกอบการโดยใช้โดยใช้ดิจิทัลโซลูชัน (Digitalization Model) ร่วมกับ FINLAB-UOB, Singapore ในปี 2563 นี้ ได้มีการดำเนินโครงการให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับรูปแบบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ จำนวน 6 รายเสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการเฟส 2 ปี 2563 ร่วมกับ FINLAB-UOB, Singapore โดยรับโจทย์ปัญหาจากผู้ประกอบการ และประสานผู้เชี่ยวชาญประเมินแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาธุรกิจ

(4) กลไกการสร้างเครือข่ายการอุดมศึกษาเพื่ออุตสาหกรรม ร่วมกับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษา (Hi-FI consortium) จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ดำเนินการร่วมจัดทำหลักสูตรมาตรฐานของคณะให้มีระบบพัฒนากำลังคนร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยการรับโจทย์จากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเข้าวินิจฉัยปัญหา ปัจจุบันมีการกำหนดโจทย์วิจัยให้กับผู้ประกอบการรวมทั้งสิ้น 21 โจทย์ จากผู้ประกอบการ 13 ราย คัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ 14 คน และกำลังเริ่มโครงการระยะที่ 2 ปี 2563 ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหานักศึกษาเข้าร่วมโครงการอีก 11 คน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.hifi.sc.chula.ac.th

(5) กลไกการประเมินความพร้อมอุตสาหกรรมไทยสู่ Industry 4.0 ร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์ โดย Economic Development Board (EDB) และบริษัท ทูฟ ซูด (TÜV SÜD) จำกัด ด้วย ดัชนี SIRI (Smart Industry Readiness Index : ดัชนีที่ได้รับการยอมรับระดับสากล มีกลไกในการทำการประเมินและให้คะแนนที่ชัดเจนตามมาตรฐานเยอรมนี อันจะนำมาซึ่งข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐในการพิจารณากำหนดนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้น SMEs ให้ยกระดับขึ้นมาสู่ Industry 4.0 และวางแผนการพัฒนา Industry Service Provider (ISP) ให้เพียงพอกับความต้องการของ SMEs) ความคืบหน้าผลการดำเนินงานได้มีการประเมิน SIRI โดยผู้ประเมินจาก TÜV SÜD ควบคู่กับบุคลากร ITAP และ Aripolis สวทช. ให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว 17 ราย จากเป้าหมาย 20 ราย ทำให้ผู้ประกอบการได้รับทราบสถานภาพของโรงงานในการพัฒนาเข้าสู่ Industry 4.0 และได้ Priority Matrix ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการก่อน และปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการอีก 3 รายที่จะเข้ามารับการประเมิน SIRI ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 2563 อีกทั้งยังมีการพัฒนาบุคลากรผู้ประเมิน SIRI ในประเทศเพื่อพัฒนาเป็น Lead Assessor ให้สามารถเป็นผู้นำการประเมิน SIRI เองให้ได้ พร้อมกับการขอรับการสนับสนุนทุนจากหน่วยงานผู้ให้ทุนต่าง ๆ

การพัฒนากลไกใหม่เพื่อประเมินธุรกิจ เพื่อการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนทางการเงิน (Financial Model) และมิใช่การเงิน (Non-Financial Model)

ศูนย์สนับสนุนและให้บริการประเมินจัดอันดับเทคโนโลยีของประเทศ (Thailand Technology Rating Support and Service Center ; TTRS) สังกัดศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ศจ.) สวทช. มีพันธกิจหลักในการให้บริการประเมินศักยภาพผู้ประกอบการที่มีขีดความสามารถและมีความพร้อม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการบริหารจัดการ ด้านการตลาดธุรกิจ และด้านการเงิน ซึ่งการให้บริการฯ ดังกล่าวนี้พัฒนาจากระบบกลไกการจัดอันดับเทคโนโลยีกลุ่มผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 5 ปี ร่วมกับ Korea Technology Finance Corporation (KOTEC) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และขยายความร่วมมือร่วมกับ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธนาคารพันธมิตร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลไกการสนับสนุนทั้งทางด้าน Finance และ Non-Finance Model

การสนับสนุนและให้บริการประเมินศักยภาพผู้ประกอบการโดยใช้ระบบการประเมิน TTRS Scoring Model ในการวิเคราะห์และประเมินจัดอันดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และขีดความสามารถของผู้ประกอบการบนพื้นฐานตัวชี้วัดที่ผ่านการศึกษาและบูรณาการองค์ความรู้ครอบคลุมปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องรายอุตสาหกรรมตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้ในการประเมินศักยภาพในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทย โดยเพิ่มโอกาสและให้ความช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนทางด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และงบประมาณจากแหล่งทุนหรือในรูปแบบสินเชื่อธนาคารพันธมิตร นอกจากนี้กลไก TTRS ยังสามารถวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของผู้ประกอบการ และจัดลำดับความสำคัญของผู้ประกอบการเพื่อเข้าไปสนับสนุนหรือช่วยเหลือได้ตรงกับข้อกำหนด คุณสมบัติ เงื่อนไขต่างๆ ตามมาตรฐานสากลอีกด้วย

ผลการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ศูนย์สนับสนุนและให้บริการประเมินจัดอันดับเทคโนโลยีของประเทศ (TTRS) ได้ให้บริการประเมินศักยภาพผู้ประกอบการและให้การสนับสนุนในการประเมินและจัดอันดับเทคโนโลยีให้แก่ ผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้วทั้งสิ้น จำนวน 73 โครงการตามแผนงานฯ โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการประเมินฯ จำนวน 4 โครงการ และอยู่ระหว่างการติดตาม ประสาน และตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าสู่กลไกการประเมินฯ จำนวน 12 โครงการจากจำนวนผู้ประกอบการที่แจ้งความประสงค์ขอรับบริการในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวนทั้งสิ้น 89 โครงการ และได้ดำเนินงานร่วมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในพันธกิจต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้บริการประเมินศักยภาพทางธุรกิจเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนและกลไกทางด้าน Non-Finance Model ได้แก่

(1) โครงการบูรณาการความร่วมมือ MOU ระหว่าง สวทช. ร่วมกับ KOTEC สสว. และ บสย. เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการสนับสนุนและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Tech-Startups และ SMEs ผ่านกลไกการประเมินศักยภาพผู้ประกอบการโดย TTRS Model อย่างต่อเนื่องและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

(2) โครงการ Innobiz-TTRS ร่วมกับบสย. เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในการค้าประกันสินเชื่อ ซึ่งมีวงเงินค้ำประกัน 8,000 ล้านบาท วงเงินไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย

(3) โครงการ Exim-TTRS Mobile Clinic ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อให้คำปรึกษาและประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการที่ต้องการประกอบธุรกิจด้านการส่งออกและนำเข้าสินค้าให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและความช่วยเหลือในด้านการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบวงจร

(4) โครงการความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ สวทช. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เพื่อดำเนินโครงการร่วมในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และออกมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

(5) โครงการร่วมกับธนาคารพาณิชย์ทั้งรัฐและเอกชนในการออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อและกลไกการสนับสนุนต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม

(6) โครงการประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักในการให้บริการประเมินโดยโมเดล TTRS แก่ผู้ประกอบการเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก สวทช. เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่อ และกลไกสนับสนุน Non-Financial Model ต่างๆ

นอกจากนี้ TTRS ได้ดำเนินงานตามพันธกิจทางด้านการพัฒนาโมเดลการประเมินศักยภาพผู้ประกอบการไทยและจัดอันดับธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการบูณาการและความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทในประเทศไทย พัฒนาฐานข้อมูลผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยประยุกต์ใช้ AI & Big Data Management Model เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงบนพื้นฐานระบบนิเวศเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญโดยเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนข้อมูลให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ และยั่งยืน

การพัฒนาบุคลากรเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สวทช. ตระหนักถึงการพัฒนาศักยภาพคนไทยให้มีความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ในศตวรรษที่ 21 โดยมีแนวคิด “เสริมสร้างทักษะใหม่ให้คนไทยเท่าทันโลก” คือ ออกแบบหลักสูตรและเตรียมพร้อมรองรับความต้องการกำลังคนทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ให้เป็นแรงงานที่มีศักยภาพตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม (Matching Demand and Supply) ตาม New S-Curves โดยเปิดหลักสูตรทั้ง Reskill และ Upskill เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนในประเทศไทย

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรอาชีพใหม่ 27 อาชีพ อาทิ นักพัฒนาชิ้นส่วนและชุดอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักชำนาญการบริการดิจิทัลสาหรับองค์กรสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่ชำนาญการโรงงานปลูกพืชระบบควบคุมสภาพแวดล้อม ผู้ให้บริการติดตั้งโรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ เกษตรกรชำนาญการ นักชำนาญการ AI ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยข้อมูล นักชำนาญการสื่อดิจิตอล นักชำนาญการบริการดิจิทัลสำหรับองค์กรสมัยใหม่ นักชำนาญการวิเคราะห์และพัฒนาธุรกิจองค์กรสมัยใหม่ ผู้ชำนาญการมาตรฐานและการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน นักออกแบบนวัตกรรมบริการ และ นักบริหารธุรกิจ 4.0 เป็นต้น โดยจัดอบรมทั้งสิ้น จำนวน 84 หลักสูตร มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น จำนวน 1,999 คน (4,202 คน-วัน) โดยมีตัวอย่างหลักสูตรที่มีการจัดฝึกอบรม ดังนี้

หลักสูตร “รู้ Network & Internet Security for IT Professionals” : เนื่องจากปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่บุคคลากรด้านคอมพิวเตอร์ขององค์กรควรมีความรู้ความสามารถเท่าทัน Hacker หรือไวรัสใหม่ ๆ มีความเข้าใจด้าน Computer Security อย่างดีเพื่อที่จะสามารถดูแลระบบและป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้พัฒนาหลักสูตรและจัดอบรมเพื่อให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์อย่างลึกซึ้ง ให้แก่ System Engineer System Administration ผู้บริหารระบบเครือข่าย เช่น EDP Manager, MIS Manager ช่างเทคนิคระดับสูง และผู้สนใจด้าน Computer Security ทั่วไป โดยจัดเมื่อวันที่ 20 – 24 กรกฎาคม 2563 ผ่านทางระบบออนไลน์ มีจำนวนผู้เข้าอบรม 6 คน

หลักสูตร “PHP using MySQL Database for Web Development” : PHP เป็นภาษา ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในการพัฒนาโปรแกรมการทำงานบน Web (Web Programming หรือ Web Development) เนื่องจากการใช้งานง่าย เข้าถึงระบบฐานข้อมูลได้หลายประเภท และสามารถนำคำสั่งมาใช้กับ MySQL ได้ โดยได้พัฒนาหลักสูตรเพื่ออบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและที่มา MySQL และ PHP และให้สามารถพัฒนาระบบงานบน WEB ด้วยการเขียน PHP Script ได้ รวมถึงให้สามารถสร้างและพัฒนางานใน Web Server ได้ โดยอบรมให้แก่ Web Development Web Master Application Developer Programmer และผู้สนใจทั่วไป โดยจัดเมื่อวันที่ 15 – 17 มิถุนายน 2563 ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต อาคารสวทช.(โยธี) จำนวน 7 คน

หลักสูตร “การออกแบบ และการทดสอบซอฟต์แวร์ (Software Testing)” : เป็นหลักสูตรสำคัญสำหรับนักพัฒนาซอฟท์แวร์และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับซอฟท์แวร์ เนื่องจากระบบซอฟท์แวร์ ที่พัฒนาจะทำงานได้อย่างเสถียร หรือมีบั๊กน้อยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทดสอบซอฟท์แวร์คุณภาพ ที่เหมาะสมก่อนที่จะใช้งานจริง เพื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการทดสอบซอฟต์แวร์สากล International Software Testing Qualification Board (ISTQB) หรือ คณะกรรมการบริหารระบบข้อมู (ISEB) และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาและทดสอบซอฟท์แวร์ และไปสอบมาตรฐานด้าน Software Testing โดยจัดเมื่อวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2563 ณ สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต อาคารสวทช.(โยธี) จำนวน 7 คน

หลักสูตร “การสร้าง Infographic เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (รุ่นที่ 5)” : ในยุค การสื่อสารออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาล การสื่อสารด้วยภาพมีบทบาทอย่างมากต่อการรับรู้และเข้าใจของผู้คนปัจจุบัน โดยเฉพาะสื่ออินโฟกราฟิกที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด จึงได้พัฒนาหลักสูตรและจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ในการแปลงข้อมูลจากตัวอักษรออกมาเป็นรูปภาพสำหรับการสร้างสื่อในรูปแบบ Poster และเทคนิคการสร้างสร้างสรรค์ผลงานให้สวยงาม ให้แก่ นักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ นักศึกษา หรือนักวิจัย ที่ต้องสร้างสื่อในการนำเสนอผลงาน โดยจัดเมื่อวันที่ 11 – 12 มิถุนายน 2563 มีจำนวนผู้เข้าอบรม 10 คน

บัญชีนวัตกรรมไทย

รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการวิจัย การพัฒนาต่อยอด และการสร้างนวัตกรรม โดยแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ (คพน.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเป็นเครื่องมือทางนโยบาย โดยใช้กลไกการจัดทา “บัญชีนวัตกรรมไทย” เป็นมาตรการส่งเสริมและผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างมีคุณภาพ และเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้หันมาผลิตผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าแบบดั้งเดิม สู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดิม) โดย สวทช. มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และมอบหมายสำนักงบประมาณมีหน้าที่ตรวจสอบราคาของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติแล้ว พร้อมทั้งจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย ผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยจะมีระยะเวลาสูงสุด 8 ปี หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ขายหรือ ผู้ให้บริการที่มีรายชื่อตามบัญชีนวัตกรรมไทย ได้โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีผลการดำเนินงาน (สะสมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน) ดังนี้ มีผลงานนวัตกรรมที่ยื่นแบบคำขอฯ มายัง สวทช. รวมแล้วทั้งสิ้น 803 ผลงาน ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการฯ แล้ว จำนวน 442 ผลงาน สำนักงบประมาณได้ประกาศขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว 411 ผลงาน ประกอบด้วย ด้านการแพทย์ 242 ผลงาน ด้านการเกษตร 31 ผลงาน ด้านวิทยาศาสตร์ 9 ผลงาน ด้านก่อสร้าง 42 ผลงาน ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และความมั่นคง 8 ผลงาน ด้านการศึกษา 1 ผลงาน ด้านสำนักงาน 2 ผลงาน ด้านโฆษณาและเผยแพร่ 1 ผลงาน ด้านโรงงาน 2 ผลงาน ด้านยานพาหนะและขนส่ง 7 ผลงาน ด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม 38 ผลงาน และด้านอื่นๆ 28 ผลงาน ทั้งนี้ เฉพาะช่วงสิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 (ตุลาคม 2562 – มิถุนายน 2563) มีผลงานนวัตกรรมที่ยื่นแบบคำขอฯ มายัง สวทช. จำนวน 123 ผลงาน ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการฯ แล้วจำนวน 74 ผลงาน และสำนักงบประมาณประกาศขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยแล้ว 82 ผลงาน โดยมีตัวอย่างผลงานวิจัยที่ สวทช. มีส่วนร่วม และช่วยสนับสนุน ซึ่งสามารถขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยได้สำเร็จ เช่น

(1) รถบรรทุกเอนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ของบริษัทสามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน) เป็นผลงานรถบรรทุกเอนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (Multi Purpose Truck (MPT 4×4)) เป็นรถบรรทุก ส่วนบุคคล โดยในขั้นต้นบริษัทฯ ได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาต้นแบบรถบรรทุกเพื่อการเกษตร จากนั้นบริษัทฯ ได้ร่วมวิจัยกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ในการออกแบบและวิเคราะห์ความแข็งแรงของคัสซี ความแข็งแรงของเสื้อคลัชต์ ความแข็งแรงของล้อช่วยแรง และการออกแบบแหนบสองชั้น ซึ่งได้ทำการทดสอบภาคสนามในด้านสมรรถนะ ความแข็งแรง ทนทานและความปลอดภัยในพื้นที่สวนปาล์มเพื่อประเมินผลการใช้งานจริง โดยจากการติดตามการใช้งานพบว่ามีการเสียรูปของเฟรม (FRAME) เมื่อใช้งานในทาง OFF ROAD ประมาณ 1 ปี ซึ่งสาเหตุเกิดจากเฟรมไม่สามารถรับภาระในช่วงเวลาที่ตัวรถบรรทุกแบบ FULL LOAD ได้ เนื่องจากน้ำหนักบรรทุกไปสะสมอยู่ที่จุดเดียวมากเกินไป บริษัทฯ จึงได้ทำการปรับปรุงเฟรมใหม่ โดยเสริม TRIM FRAME เข้าไปทั้งด้านนอกและด้านในให้สูงจนถึง SUB FRAME เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทำให้น้ำหนักกระจายได้เต็มพื้นที่บรรทุก ส่งผลให้ FRAME ไม่รับภาระที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป จนเกิดความเสียหาย ในด้านมาตรฐานและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับใบอนุญาตทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มี พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน รถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยการอัด เฉพาะด้านความปลอดภัย : สารมลพิษจากเครื่องยนต์ ระดับที่ 4 มาตรฐานเลขที่ มอก. 2315-2551 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ ได้รับหนังสือเห็นชอบคัสซีรถบรรทุก ชนิด SAMMITR แบบ SD2041-JD จากกรมการขนส่งทางบก และมีใบรับรองวิศวกร สำหรับการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง และปลอดภัยรถยนต์ ของรถบรรทุกเอนกประสงค์ ที่มีกระบะแบบยกเท (รุ่น DUMP TRUCK)

(2) ยางล้อตันสำหรับรถฟอร์กลิฟต์ ของบริษัทสยามไพโอเนียร์รับเบอร์ จำกัด เป็นผลงานยางล้อตันสำหรับรถฟอร์กลิฟต์ หรือ ในชื่อทางการค้า Pio-Tyres รุ่น XL ซีรีส์ เป็นยางล้อตันสำหรับรถฟอร์กลิฟต์ที่เป็นผลมาจากการวิจัยพัฒนาสูตรล้อยางที่มุ่งส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้นในด้านต่างๆ อาทิ (1) ลดการปล่อยซิงก์ออกไซด์ (ZnO) สู่สิ่งแวดล้อม ช่วยลดความเป็นพิษต่อสัตว์และจุลินทรีย์ในดิน (2) ปรับเปลี่ยนชนิดของน้ำมันจากน้ำมันอะโรมาติก DAE (Distillate Aromatic Extract) เป็น น้ำมัน TDAE (Treated Distillate Aromatics Extract) เพื่อไม่ให้ปลดปล่อยสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน PAHs (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง (3) ปรับเปลี่ยนสารตัวเร่งปฏิกริยาลดระยะการวัลคาไนซ์เพื่ออนุรักษ์พลังงานในกระบวนการผลิตและมีความเป็นพิษต่ำโดยไม่มีการปลดปล่อยสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และ (4) ปรับปรุงลดค่าความต้านทานต่อการหมุน (rolling resistance) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในการขับขี่โดยยังคงคุณสมบัติด้านความทนต่อความร้อนสะสม ส่งผลให้มีความต้านทานต่อการสึกหรอและทนทานต่อการระเบิดสูงกว่ารุ่นดั้งเดิม (เมื่อมีการใช้งานหนักต่อเนื่อง) ซึ่งบริษัทฯ ได้ร่วมวิจัยกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. เป็นที่ปรึกษาใน “โครงการการพัฒนายางล้อตันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Development of eco-friendly solid tire)” โดยผลิตภัณฑ์นี้ ได้ผ่านการทดสอบเทียบเคียง มาตรฐานเลขที่ มอก. 2668 – 2558 (ยางล้อตันสำหรับรถฟอร์กลิฟต์)

การรับรองงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

กระทรวงการคลังได้ตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 และต่อมาได้ตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดให้มีการปรับปรุงการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีที่มีรายจ่าย ที่ได้จ่ายไปเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 200 เป็นร้อยละ 300 (มาตรการภาษี 300 เปอร์เซ็นต์) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพื่อส่งเสริมและจูงใจให้ภาคเอกชนจัดให้การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สวทช. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน สำหรับการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (วิธีการ pre-approval) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมาและได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการพิจารณารับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ประกอบการ ได้แก่ (1) เปิดให้บริการระบบ RDC Online ยื่นขอรับรองโครงการวิจัยผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างความสะดวกรวดเร็ว มีความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล และตรวจสอบติดตามผลได้ง่าย (2) เพิ่มช่องทาง Fast Track ซึ่งสามารถทราบผลการรับรองโครงการภายใน 1 เดือน และ (3) จัดหลักสูตรฝึกอบรมความรู้เบื้องต้นมาตรการภาษีเพื่องานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม และหลักสูตรเชิงปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ให้แก่ผู้ประกอบการและบุคคลที่สนใจทั่วไป และ สวทช. ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจประเมินและรับรองระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Research Technology Development and Innovation Management System : RDIMS) ซึ่งผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองระบบ RDIMS และขึ้นทะเบียนเป็นผู้ใช้สิทธิกับ สวทช. นั้น สามารถรับรองตนเองสำหรับโครงการวิจัยฯ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทได้ โดยไม่ต้องขอการรับรองเป็นรายโครงการ แล้วยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากมาตรการภาษี 300 เปอร์เซ็นต์ (วิธีการ self-declaration) ได้อีกช่องทางหนึ่ง

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีผู้ประกอบการที่ยื่นขอรับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม จำนวน 358 โครงการ (รวมมูลค่าโครงการ 1,908 ล้านบาท) จากผู้ประกอบการ จำนวน 103 ราย (เป็นรายใหม่ 18 ราย) และมีโครงการวิจัยฯ ที่ยกยอดการดำเนินงานมาจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำนวน 196 โครงการ ทั้งนี้ มีโครงการที่ได้รับการรับรองแล้ว จำนวน 341 โครงการ (มูลค่าโครงการ 1,358 ล้านบาท) ทั้งนี้ จากข้อมูลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคมตามมาตรการภาษี 300 เปอร์เซ็นต์ เบื้องต้น (เฉพาะช่วงระหว่างปี 2558 – ปี 2561 กรณีศึกษา จำนวน 3 บริษัท) โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก สวทช. ซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับมาตรการภาษีฯ พบว่ามูลค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อต้นทุนรวมของบริษัทที่ภาครัฐให้การลดหย่อนภาษี หรือ BC Ratio (กรณีคิดผลประโยชน์ 3 ปี) ได้ถึง 19.4 เท่า แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของมาตรการดังกล่าว และ สวทช. ได้ดำเนินการโครงการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคมตามมาตรการภาษี 300 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมจำนวนผู้ประกอบการภาพรวมที่ได้รับผลประโยชน์และช่วงเวลาของมาตรการภาษีตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือระหว่างปี 2558 – ปี 2562 โดยมีกำหนดจะจัดทำข้อมูลการวิเคราะห์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 นี้ และเพื่อให้มาตรการภาษี 300 เปอร์เซ็นต์ยังคงเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของภาคเอกชนและของประเทศ ดังนั้นทาง สวทช. จึงได้จัดทำข้อเสนอให้แก่กระทรวงการคลัง กรมสรรพากร (หนังสือกระทรวง อว. เลขที่ อว 6001/2429 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2562) พิจารณาดำเนินการขยายเวลามาตรการภาษี 300 เปอร์เซ็นต์ เพื่อการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม (ระยะที่ 2) พ.ศ. 2563 – 2569 และให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นเสนอทุกโครงการ โดยไม่จำกัดมูลค่าโครงการที่ 3 ล้านบาท สำหรับวิธีการ Self-Declaration ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา มีการประชุมติดตามผลการพิจารณาข้อเสนอมาตรการภาษี วทน. ระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากร และ สวทช. ซึ่งปัจจุบัน กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการบทสรุปเชิงนโยบายทางภาษี และการยกร่างกฎหมายของมาตรการภาษี วทน. (ระยะที่ 2) โดยคาดว่ากรมสรรพากร จะนำเรียนเสนอให้ รมว.คลัง และ ครม. พิจารณาตามลำดับ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2563

นอกจากนี้ ในส่วนของการเตรียมความพร้อมดำเนินการตรวจประเมินและรับรองระบบ RDIMS ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นไป โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ทาง สวทช. และ วว. ได้ตกลงขยายเวลาความร่วมมือกันในการดำเนินงานโครงการ “การตรวจประเมินระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ต่อไปอีก 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อดำเนินงานร่วมกันให้การตรวจประเมินระบบ RDIMS สำหรับผู้ประกอบการหรือองค์กรที่ประสงค์จะประยุกต์ใช้ระบบ RDIMS ในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงระบบ และผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนกับ สวทช. เป็นผู้ขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากมาตรการภาษี 300 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการ Self-declaration สำหรับโครงการวิจัยฯ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยไม่ต้องขอการรับรองเป็นรายโครงการ

สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมไทย

ปัจจุบันภาวะการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และคู่แข่งสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงงานวิจัยและนำ องค์ความรู้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือในด้านเทคโนโลยี การเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการของผู้ประกอบการ กระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP (Innovation and Technology Assistance Program) เป็นกลไกหนึ่งที่ สวทช. สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือ SMEs โดยเป็นคนกลางที่ช่วยบริหารโครงการ และประสานระหว่างองค์ความรู้จากนักวิจัยไปสู่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมกับความต้องการ ศักยภาพ และสามารถนำองค์ความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ได้จริงใน เชิงพาณิชย์

ITAP ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ เข้าร่วมดำเนินงานในรูปแบบเครือข่าย เพื่อให้บริการได้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย ITAP มีเครือข่าย จำนวน 19 เครือข่าย และมีที่ปรึกษาเทคโนโลยีหรือ Industrial Technology Advisor (ITA) ให้บริการจำนวน 100 คน การให้บริการของ ITAP ประกอบด้วย บริการที่ปรึกษาเทคโนโลยี สรรหาผู้เชี่ยวชาญ ประสานงาน บริหารจัดการโครงการ วินิจฉัยปัญหาทางเทคนิคและแนวทางพัฒนาธุรกิจ ติดตามประเมินผลโครงการ จัดฝึกอบรมและสัมมนาวิชาการ เสาะหาเทคโนโลยีจากในและต่างประเทศ และบริการจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมทั้งการสนับสนุนทางการเงิน ได้แก่ สนับสนุนค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยปัญหาทางเทคนิคและแนวทางพัฒนาธุรกิจ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการบางส่วน

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ITAP พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกให้กับผู้ประกอบการ SMEs อย่างครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 999 โครงการ (ใหม่) คิดเป็นมูลค่าโครงการ 602.05 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนต่อภาครัฐ 65 : 35 โดยโครงการส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิต (ร้อยละ 39) การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ร้อยละ 25) และการพัฒนาเพื่อรับรองตามมาตรฐาน (ร้อยละ 14) ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่ ITAP ให้การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีอันดับสูงสุด (ร้อยละ 37) ลำดับถัดไปเป็นอุตสาหกรรมเกษตร (ร้อยละ 14) ITAP พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกให้กับผู้ประกอบการ SMEs แล้วเสร็จ 1,215 โครงการ มีตัวอย่างผลงานที่ ITAP เข้าไปช่วยสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้ผู้ประกอบการ และช่วยสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน BCG Model มีดังนี้

(1) ฟาร์มเกษตรอัจฉริยะในอาคาร นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จำกัด

Pain point : บริษัท ลอฟท์ บิวเดอร์ จำกัด พลิกวงการรับเหมาก่อสร้างสู่เกษตรในห้อง บริษัทได้เล็งเห็นจุดเปลี่ยนในอนาคตของการเกษตรสมัยใหม่ จึงต้องการพัฒนาธุรกิจการสร้างฟาร์มเกษตรในอาคาร ผสมผสานนวัตกรรมกับเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ในการปลูก และรักษาสิ่งแวดล้อม

ความช่วยเหลือจาก ITAP : จัดหาผู้เชี่ยวชาญช่วยถ่ายทอด องค์ความรู้ พัฒนาระบบฟาร์มเกษตรในอาคาร (Plant Factory) เน้นผักผลไม้เมืองหนาว โดยพัฒนาระบบที่สามารถควบคุมปัจจัยการผลิต เช่น แสง น้ำ แร่ธาตุอาหาร และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปล่อยของเสียสู่สภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยเลือกใช้อินทรีย์วัตถุจากธรรมชาติที่เหมาะสมและผสานกับปุ๋ยอินทรีย์ และออกแบบแอปพลิเคชั่นที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเพื่อติดตามและควบคุมการทำงานของ ทุกระบบ

ผลที่ได้รับ : ทางบริษัทสามารถสร้างช่องทางในการเพิ่มรายได้ในอนาคต จากการนำนวัตกรรมระบบฟาร์มเกษตรในอาคารมาปรับใช้เป็นจุดขาย โดยบริษัทมีการสาธิตปลูกสตรอว์เบอร์รี่อินทรีย์ในอาคาร ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างผลผลิตสตรอว์เบอร์รีคุณภาพได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอฤดูกาล ทั้งยังสะอาด ปลอดภัย และปราศจากสารเคมี สามารถเลือกปลูกใกล้แหล่งจัดจำหน่ายเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง นาเทคโนโลยีสร้างรายได้และประโยชน์ในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีคุณภาพ

(2) ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ตัดและเชื่อมโครงสร้างเหล็กและชิ้นงานขนาดใหญ่

Pain point : บริษัทมีพนักงานเชื่อมประมาณ 12 คน มีค่าแรงแรงงานทักษะสูงและต้องเชื่อมโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ชิ้นงานละกว่า 200 จุด เป็นกระบวนการที่มีต้นทุนสูงและมีรอยเชื่อมที่ไม่เรียบร้อย มี rework สูง และส่งผลต่อการส่งมอบงาน บริษัทจึงต้องการเทคโนโลยีและแนวทางการใช้หุ่นยนต์ที่สามารถตัดและเชื่อมชิ้นงานขนาดใหญ่ได้

ความช่วยเหลือจาก ITAP : จัดหาผู้เชี่ยวชาญพัฒนาระบบหุ่นยนต์เชื่อมโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ด้วยระบบตัดเชื่อมด้วยแก๊สและพลาสม่า พร้อมโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ ที่ทำให้พนักงานสามารถควบคุมการทำงานพื้นฐานได้

ผลที่ได้รับ : กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ทดแทนคนได้ 4 คน และเร็วขึ้นกว่าคน 3 เท่า ทำให้ระยะเวลาการผลิตลดลง ของเสียและการซ่อมงานลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงถึง 30% และสามารถลดต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศได้ถึง 50% เกิดการลงทุน 3.5 ล้านบาท

(3) ต้นแบบโรงแรมไร้พนักงานแห่งแรกของประเทศไทย

Pain point : เดิมบริษัทให้เช่าอุปกรณ์พักแรม/ที่พักแรม ได้มองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ จึงต้องการปรับ Business model โดยใช้เทคโนโลยี Digital สร้างบริการใหม่เป็นธุรกิจที่พักแบบไร้พนักงาน ที่บริการให้เช่าห้องพักแบบรายวัน ให้นักท่องสามารถ Self Check In/Check Out ได้เองพร้อมเชื่อมต่อระบบการจองห้องจากเวปไซต์ Agoda

ความช่วยเหลือจาก ITAP : จัดหาผู้เชี่ยวชาญช่วยออกแบบและจัดสร้างต้นแบบ Capsule Hotel พัฒนาระบบ Software Core System ระบบควบคุม ตู้นอน และนำไปทดสอบระบบที่สนามบิน

ผลที่ได้รับ : หลังจากการทดสอบระบบและทดลองเปิดใช้ 3 เดือนผ่านเวบไซต์ Agoda พบว่ามี Occupancy 3 เดือนสูงกว่า 70% มีความพึงพอใจ 7.3 คะแนน (เต็ม 10 คะแนน) ซึ่งบริษัทกำลัง ดำเนินโครงการขยายผลในระยะที่ 2 เพื่อปรับปรุงต้นแบบ Capsule Hotel และระบบการควบคุมให้ดีขึ้นต่อไป

(4) บริหารการผลิตของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์แบบมืออาชีพด้วยระบบ Software บริหารการผลิตและ Software Barcode Tracking

Pain point : ผู้ประกอบการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์สำหรับงานโฆษณา ต้องการขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า แต่ด้วยระบบที่ยังเป็น manual และไม่มีข้อมูลการผลิตสินค้าที่ชัดเจน รวมทั้งบุคลากร และเครื่องมือที่จำกัดจึงไม่สามารถขยายการผลิตงานได้มากกว่านี้

ความช่วยเหลือจาก ITAP : จัดหาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการนำระบบซอฟต์แวร์ร่วมกับระบบ Barcode Tracking & Tracing มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงงาน

ผลที่ได้รับ : ผู้ประกอบการสามารถ Tracking & Tracing ขั้นตอนการผลิตได้แบบ Real time มีระบบการทำงานที่เป็นระบบ และสามารถติดตามสถานการณ์ทำงานได้ ความสามารถในการส่งมอบงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 75 ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า มีกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 19 ล้านบาท

สนับสนุนและบ่มเพาะผู้ประกอบการเทคโนโลยี

สวทช. สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ จนสามารถดำเนินกิจการได้อย่างประสบความสาเร็จ โดยดำเนินกิจกรรมซึ่งมีแนวทางที่หลากหลายตามความเหมาะสม ทำให้ผู้ประกอบการสามารถมีแนวคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีโอกาสนำผลงานออกสู่เชิงพาณิชย์ผ่านกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ ร่วมงานแสดงผลงานต่าง ๆ รวมทั้งการบริการพัฒนาธุรกิจและการตลาด ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจที่นำไปดำเนินการได้จริงไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ เกิดการพัฒนาธุรกิจก่อให้เกิดการเติบโตของรายได้ การจ้างพนักงานเพิ่ม ได้ลูกค้าเพิ่ม และเกิดการร่วมทุน นำไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจที่เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เป็นรากฐานที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีผลการดำเนินงาน ดังนี้
(1) โครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (SUCCESS) : โครงการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ด้านเทคโนโลยี โดยในปีงบประมาณ 2563 ดำเนินโครงการ SUCCESS 2020 ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ จากผู้สมัครจำนวน 56 ราย มีการสัมภาษณ์คัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวน 45 ราย (ประกอบด้วยผู้ประกอบรายใหม่จำนวน 22 ราย และผู้ประกอบการรายต่อเนื่องจำนวน 23 ราย) โดยเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม (First S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น และยังมีกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นต้น

ตัวอย่างผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาทิ
(1) บริษัท เอ็นเนอร์จี้ เรสปอนส์ จำกัด ที่มีระบบ ENRES ซึ่งเป็นระบบจัดการอาคารและโรงงานด้วยเทคโนโลยี IoT และ AI ทำให้สามารถเก็บข้อมูลของทุก ๆระบบตั้งแต่ระบบพลังงาน ระบบการเดินเครื่องจักร ระบบอากาศ โดยนำข้อมูลเหล่านี้ขึ้นระบบคลาวด์ และจากนั้นนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อแสดงประสิทธิภาพและวิธีเพิ่มประสิทธิภาพได้ โดยปัจจุบันสามารถทำให้ลูกค้าลดค่าใช้จ่ายได้จากควบคุมการใช้พลังงานที่ลดลง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆสูงขึ้นได้กว่า 38% และ 2) บริษัท ยูนิซิล กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิต BENZION สารฆ่าเชื้อที่พัฒนาจาก ซิงค์ไอออน ที่มีแนวโน้มการเติบโตในตลาดสูงโดยเฉพาะในช่วงภาวการณ์ระบาดของโควิด 19 เป็นต้น

(2) โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมใหม่ (Startup Voucher 2020) : เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สนับสนุนด้านการเงินให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างโอกาสในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เร่งเพิ่มรายได้ และขยายธุรกิจให้เติบโต โดยใน ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ 140 ราย ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นและเข้ารับการสัมภาษณ์ จำนวน 108 ราย โดยมีบริษัทที่ได้รับการสนับสนุน จำนวน 35 ราย มีการจัดกิจกรรมปฐมนิเทศเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาซึ่งมีธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มาร่วมให้ข้อมูลสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ Startup ช่วงโควิด 19 ในงานปฐมนิเทศด้วย

(3) โครงการเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Accelerate 2020) : เพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านการตลาดและโอกาสขยายธุรกิจ ให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 24 ราย ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและสัมภาษณ์คัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ราย (ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายใหม่ จำนวน 13 ราย และผู้ประกอบการรายต่อเนื่อง จำนวน 7 ราย) โดยในไตรมาส 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โครงการได้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศให้ข้อมูลและข้อตกลงกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ และอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยธุรกิจเพื่อวางแผนการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดภายในโครงการ รับคำปรึกษาธุรกิจจำนวน 60 ชั่วโมง/ราย รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมการขยายตลาด โดยโครงการฯดำเนินการตรวจสอบติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานตามแผน

กิจกรรมทางการตลาดของบริษัทจำนวน 14 ราย ในการเร่งสร้างรายได้ที่มีอัตราการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวอย่างผลงานของผู้ประกอบการในโครงการ ดังนี้

1) บริษัท ครอสแม็กซ์ รีเทล จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “Hooray!” ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิต รวมถึงการทำการวิจัยและพัฒนา ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า วัตถุดิบ และสูตรการผลิตเฉพาะตัว ที่ทำให้ได้สารอาหารสูงและยังคงรสชาติที่ดี สามารถมีจุดแข็งที่แตกต่างชัดเจนกว่าสินค้า ในตลาด ซึ่งมีสารอาหารสูงกว่าสินค้าทั่วไป 3 – 5 เท่า ดำเนินกิจกรรมการตลาดในการเร่งยอดขาย โดยการโปรโมท
ผ่านช่องทาง Social Media โปรโมทสินค้าด้วย KOL และInfluencer เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผ่าน Line Shop ออกบูธแนะนำสินค้าใหม่กระตุ้นยอดขายใน Tops Supermarket

2) บริษัท มัมบี้คลับ จำกัด ผู้ประกอบการ พัฒนาแพลตฟอร์ม Marketplace ภายใต้ แบรนด์ “มัมบี้สตรีท” จากแนวคิดให้เป็นคลังสินค้าบนโลกออนไลน์สำหรับแม่และเด็กที่เป็นเว็บไซต์สื่อกลางสำหรับติดต่อซื้อขายสินค้าแม่และเด็กคุณภาพดี มือสองที่ยังใหม่และดีอยู่ ปัจจุบันมีลูกค้าที่เป็นสมาชิกอยู่กว่า 200,000 ราย และมีสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ รถเข็น คาร์ซีท (ที่นั่งติดรถยนต์สาหรับเด็ก) เตียงนอนเด็ก และของเล่นเด็ก ในส่วนของบริการที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มมัมบี้สตรีท ได้แก่ Premium Service บริการรับสินค้าถึงบ้าน นำมาตรวจสอบคุณภาพ ทำความสะอาด ถ่ายรูป ลงประกาศขาย ตอบคำถามผู้ซื้อ รวมถึงยังมีโชว์รูมพื้นที่ขนาด 900 ตร.ม. ใกล้กับสนามบินดอนเมือง เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าชมและเลือกดูสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อได้

(4) โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมใหม่ (Startup Voucher) : เพื่อเสริมสร้าง ขีดความสามารถด้านการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีและให้การสนับสนุนด้านการเงิน ให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างโอกาสในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขยายธุรกิจให้เติบโต ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีตัวอย่างผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการที่ประสบความสำเร็จ ดังนี้

1) บริษัท เดฟเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จากความมุ่งมั่นของลูกหลานชาวนาไทยที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวไทยโดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ผลิตเครื่องดื่มจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิก เป็นเครื่องดื่มไรซ์เบอร์รี่ ออร์แกนิก สเตอริไรซ์ ตรา โอโอริ เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บริษัทฯได้เริ่มทำการตลาดต่างประเทศและส่งออกครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้วางจำหน่ายที่ www.amazon.com โดยผ่านมาตรฐาน US FDA ประสบความสำเร็จมีรางวัลมากมาย อาทิเช่น รางวัลชนะเลิศของฝากจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ระดับภาค กรุงเทพฯและปริมณฑล 2016 โดยมูลนิธิพึ่ง(ภาฯ) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รางวัล Creator Awards ด้านสังคม ได้รับมาตรฐานเครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพโดย มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ ได้รับมาตรฐานออร์แกนิกสากล ปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือน 350,000 บาท

2) บริษัท ยีสต์มาสเตอร์ จากัด ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากยีสต์ ให้มีความหลากหลายเหมาะสมกับการใช้ในสัตว์แต่ละประเภท สอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภค โดยมีส่วนช่วยในการลดการใช้สารเคมีในการผลิตสัตว์ ทำให้ปลอดภัยกับผู้บริโภคและเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยสายพันธุ์ยีสต์ที่ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับสัตว์เป็นสายพันธุ์แซคคาโรไมซิส ซีรีวิซิอี (Saccharomyces cerevisiae) ซึ่งเป็นสายพันธุ์สากลที่ใช้ในการเพาะเลี้ยง เป็นทั้งอาหารของคนและสัตว์ มีความปลอดภัย ภายหลังจากที่บริษัทฯได้เข้าร่วมโครงการได้ประสบความสำเร็จมีรางวัลมากมาย อาทิ ได้รับรางวัล อันดับที่ 5 GCIP UNIDO ได้รับเหรียญทองแดงในงานประกวดนวัตกรรมที่งาน SILF 2017 ที่ประเทศเกาหลีใต้ ได้รับรางวัลเหรียญทองเเดงประกวดนวัตกรรมที่ประเทศมาเลเซีย และในปี 2563 มีการร่วมทุนกับบริษัท Venture Capital คือ UMG และได้ร่วมกับบริษัท Supplier เพิ่มกำลังการผลิตสินค้าขึ้นมากกว่า 50 ตันต่อปี มีการเติบโตของยอดขายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปี 2563 สามารถสร้างยอดขายได้ 20 ล้านบาทต่อปี โดยคาดการณ์ในปี 2564 บริษัทจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

การส่งเสริมศักยภาพบุคลากรและผู้ประกอบการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)

สวทช. ส่งเสริมศักยภาพกำลังคนด้าน วทน. ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้กระบวนการฝึกอบรมเป็นเครื่องมือในการให้บุคลากรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งผู้ประกอบการด้าน วทน. เข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยให้บริการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ตรงต่อความต้องการ และสอดคล้องกับความชำนาญของ สวทช. เชื่อมโยงนักวิจัยจากศูนย์แห่งชาติเข้ามาเป็นวิทยากร สร้างสมดุลระหว่างหลักสูตรวิชาการและด้านการผลิต นอกจากนี้ สวทช. ยังพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อภาคอุตสาหกรรมผ่านการดำเนินงานของ “เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย” หรือ Software Park Thailand (SWP) ที่ให้บริการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาทางวิชาการและเทคนิค เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ด้าน วทน. ของบุคลากรในภาคการผลิตและบริการของประเทศ ตลอดจนผลักดัน ส่งเสริม และกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนา และการใช้ประโยชน์ด้าน วทน. ของประเทศผ่านกลไกการเชื่อมโยงส่งต่องานด้าน วทน. ของ สวทช. ไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในภาคการผลิตและบริการ

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีกำลังคนด้าน วทน. ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพให้มีคุณภาพศักยภาพ และตรงความต้องการของภาคการผลิตและบริการ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม/สัมมนา จำนวน 3,965 คน (หรือคิดเป็น 7,617 คน-วัน) หลักสูตรเพื่อการฝึกอบรมและพัฒนาเชิงปฏิบัติการที่ได้รับการพัฒนาและนำไปใช้ 77 หลักสูตร จำนวนการจัด 150 ครั้ง ด้วยสถานการณ์โรคโควิด 19 ระบาด ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการจัดกิจกรรมอบรมและสัมมนาผ่านออนไลน์ โดยมีตัวอย่างกิจกรรม/หลักสูตรที่ให้บริการฝึกอบรม ให้คำปรึกษาทางวิชาการและเทคนิค ดังนี้

หลักสูตรอบรมสัมมนาออนไลน์ New Normal : How Technology is helping us move forward : เป็นการให้ความรู้ถึงผลกระทบของ New Normal ที่น่าจะเกิดขึ้นต่อองค์กรและการเตรียมพร้อมรับมือ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในการสนับสนุนและขับเคลื่อนเข้าสู่ New Normal ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง SWP กับบริษัท อเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอมพอส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท แพคริม กรุ๊ป มีผู้ให้ความสนใจลงทะเบียนจำนวน 410 คน 214 บริษัท เข้าร่วมงานสัมมนาจำนวนทั้งสิ้น 197 คน ความพึงพอใจโดยรวมเฉลี่ย 83 % ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2563

โครงการพัฒนาทักษะการสร้างนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI Innovation JumpStart Batch2 : SWP สวทช. จัดทำโครงการพัฒนาทักษะการสร้างนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI Innovation JumpStart Batch 2 (ครอบคลุม Automation Robotics & Intelligent Systems: ARI) เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ให้รองรับความต้องการด้านบุคลากรตามนโยบาย EECi ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์ซึ่งเป็น New S-Curve ของประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย Thailand 4.0 โดยแยกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ กลุ่มเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีผู้เข้าร่วมโครงการ 21 ทีม 28 คน ในวันที่ 2 และ 4 มิถุนายน 2563 ณ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (SWP) และกลุ่มขอนแก่นและภูมิภาค มีผู้เข้าร่วมโครงการ 10 ทีม 17 คน ในวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ณ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นอกจากนี้เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการผลักดันให้เกิดการจับคู่และลงทุนในธุรกิจ โดยมีตัวอย่างผลการดำเนินงานกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ ดังนี้

กิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัท Huawei Technologies (Thailand) กับ บริษัท ไอ โอ เมด เทคโนโลยี จำกัด ผู้พัฒนา Software AI ระบบ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นบริษัทในโครงการ AI Innovation Jumpstart มีความประสงค์ที่ต้องการหารือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอุปกรณ์ Hardware (Hardware : Scanner & Microscope , Backend Cloud ) ที่จะมาต่อยอดในธุรกิจ โดยได้มีการจับคู่ทางธุรกิจผ่านระบบ Webex meeting ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา

กิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัท ทีม แอดวานซ์ จำกัด กับสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต เป็นผู้นำหุ่นยนต์มาทดสอบการใช้งานในโรงพยาบาล เช่น การให้ข้อมูลและการจัดส่งอาหารอัตโนมัติเพื่อลดความเสี่ยงการใช้แรงงานจากบุคคลากรทางการแพทย์ ณ วันที่ 16 เมษายน 2563 และนอกจากนี้ SWP สวทช.ร่วมกับ World Business Angels Investment Forum (WBAF) องค์กรระดับโลกซึ่งมีการจัดตั้ง WBAF Thailand Country Office ที่ สวทช. เป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน เพื่อผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนจากนานาชาติ สำหรับ Startups และ SMEs รวมทั้ง Qualified Angel
Investors ในไทยสามารถไปลงทุนกับ Startups และ SMEs ทั่วโลก โดยมีการจัดกิจกรรมสัมมนา หัวข้อ “Radical changes to entrepreneurial financing in the post-pandemic business environment” ผ่านระบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แนวโน้มและทิศทางของการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม เชื่อมโยงสู่การลงทุนระดับสากลผ่านเครือข่าย WBAF ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 มีผู้สนใจลงทะเบียนกว่า 120 คน และเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 69 คน

Technology Financing เพื่อการสร้างอุตสาหกรรมใหม่

สวทช. ได้จัดตั้งโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีภาคเอกชนขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่เอกชนในภาคอุตสาหกรรมการผลิต โครงการที่สามารถขอรับการสนับสนุนเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ การปรับปรุงเทคโนโลยีกระบวนการผลิต หรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และการจัดตั้งหรือปรับปรุงห้องทดลองปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีสถาบันการเงิน 8 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ และมีเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ดังนี้ (1) วงเงินให้กู้สูงสุด 30 ล้านบาท และไม่เกินร้อยละ 75 ของงบประมาณโครงการ (2) อัตราดอกเบี้ยต่อปี เท่ากับครึ่งหนึ่งของ (อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำหนึ่งปี +2.25) และ (3) ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 7 ปี (อาจมีระยะเวลาปลอดเงินต้นไม่เกิน 2 ปี)

นับแต่ปีงบประมาณ 2531 จนถึงปีงบประมาณ 2563 (ณ 30 มิถุนายน 2563) มีโครงการ ที่ขอรับการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่า 567 โครงการ ซึ่งในจำนวนนี้ได้รับอนุมัติให้การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 325 โครงการ วงเงินสนับสนุน 4,878.00 ล้านบาท (แบ่งเป็น สวทช. 3,252.00 ล้านบาท และสถาบันการเงิน 1,626.00 ล้านบาท) จากงบประมาณการลงทุนรวม 9,146.96 ล้านบาท ดังตารางที่ 2 (ข้อมูล ณ วันที่ ณ 30 มิถุนายน 2563) ซึ่งจำนวนเงินให้กู้ในส่วนของ สวทช.นั้นได้มีการเบิกจ่ายแล้ว 2,485.92 ล้านบาท และได้รับชำระคืนเงินกู้แล้ว 2,110.55 ล้านบาท โดยยังมีลูกหนี้คงค้าง 375.37 ล้านบาท