งา จัดออยู่ในวงศ์ (Family) Pedaliaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sesamum indicum L. มีจำนวนโครโมโซม 2n=26 (Weis,1971) มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น Sesame, benue oil seed, sim sim, benni seed, bambara, bene venefin และ sesamier เป็นต้น

งาเป็นพืชน้ำมัน ทนแล้งที่มีอายุเก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก ได้ชื่อว่าเป็นพืชแห่ง “ราชนีน้ำมัน” หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “เมล็ดงาจิ๋วมหัศจรรย์” ที่มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกของทวีปอาฟริกา    งาเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อน แดดจัด อุณหภูมิประมาณ 27-30 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส งาจะงอกช้า หรือชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จะทำให้การผสมเกสรติดยาก การสร้างฝักเป็นไปได้ช้า งาสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำขัง หรือชื้นแฉะ ไม่เป็นดินเค็ม มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ ระหว่าง 5.5-6.5 การปลูกงามีมานานมากกว่า 4000 ปีมาแล้ว โดยปลูกในทวีปเอเชียมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ ทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดียและจีนเป็นผู้ผลิตงารายใหญ่ที่สุดของโลก รองลงมา คือ พม่า ซูดาน อูกานดา และไนจีเรีย (FAO, 2005)

สำหรับประเทศไทย งาเป็นพืชน้ำมันที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่ง เนื่องจากสภาพพื้นที่ของประเทศมีศักยภาพในการผลิต โดยงาสามารถปลูกได้ก่อนและหลังปลูกข้าวหรือพืชไร่หลัก งาเป็นพืชปลูกง่าย ลงทุนน้อย ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ต้องการน้ำน้อยกว่าพืชไร่หลายชนิด  เช่น การปลูกงาต้องการปริมาณน้ำประมาณครึ่งหนึ่งของการปลูกฝ้าย ต้องการปริมาณน้ำประมาณ 1/3 ของการปลูกข้าวฟ่าง และต้องการปริมาณน้ำประมาณ 1/4 ของการปลูกข้าวโพด (วาสนา, 2550) 

คุณค่าทางโภชนาการของงา

งาเป็นพืชที่มีคุณค่างทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่ง ในเมล็ดงาจะมีน้ำมันประมาณร้อยละ 40 – 59 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 80-85 เปอร์เซ็นต์ โดยมีกรดไขมันพวก oleic acid ประมาณร้อยละ 47 และ linoleic acid ประมาณร้อยละ 39 กรดไขมันนี้ร่างกายสามารถนำไปสร้างฮอร์โมนที่มีผลต่อการขยายหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ป้องกันเกล็ดเลือดเกาะตัวเป็นลิ่ม ป้องกันโรคหัวใจ มีโปรตีนร้อยละ 17-18 ซึ่งสูงกว่าไข่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ต่ำกว่าถั่ว เหลืองประมาณ 2 เท่า โปรตีนในงาจะแตกต่างจากโปรตีนในถั่ว เพราะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งพืชดังกล่าวขาดแคลน เช่น เมธไธโอนินและซีสติน แต่งามีไลซีนต่ำ มีคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 9.0-17.2 มีวิตามินอีและสารประกอบ lignan พวก sesamal sesamin และ sesamolin สูง (สารนี้จะช่วยเสริมคุณสมบัติของวิตามินอีในการป้องกันร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ) ซึ่งทำให้น้ำมันงามี คุณสมบัติโดยรวม ต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ต้านเชื้อแบคทีเรีย (anti-bacterial) ต้านเชื้อรา (anti-fungal) ต้านไวรัส (anti-viral) ชะลออาการเสื่อมของเซลล์ (anti-aging) ต้านอาการลุกลามของผื่นและแผล (anti-inflammatory) ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น (moisturizing) ผิวหนังนวลเนียน สลายคราบ ลบรอยย่น ต้านรังสี UV ลดความดันโลหิตสูง เส้นเลือดอุดตัน ช่วยให้เซลล์ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์ได้ดี ร่างกายได้รับสารอาหารสมบูรณ์ เสริมสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้ผนังเซลล์ยืดหยุ่นสามารถขับของเสียออกจากเซลล์เข้าสู่ระบบขับถ่ายได้ดี ช่วยรักษาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก และสามารถบำรุงรากผม ทำให้ผมดกดำ นอกจากนี้ในเมล็ดงายังอุดมไปด้วยวิตามินบีทุกชนิด (ยกเว้นวิตามินบี 12) ซึ่งจะช่วยบำรุงสมอง ประสาท และป้องกันโรคเหน็บชา ส่วนเกลือแร่จะมีประมาณ 4-6 % ที่สำคัญคือ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัสมีมากกว่าผักชนิดอื่น ๆ ถึง 40 และ 20 เท่าตามลำดับ ซึ่งจะเห็นว่าสารอาหารเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ที่อาจจะช่วยบรรเทาโรคบางชนิดได้เช่น โรคเหน็บชา โรคปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น สำหรับองค์ประกอบทางเคมีที่กล่าวข้างต้นมีปริมาณที่แตกต่างกันตามชนิดของเมล็ดงา (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2552; คณาจารย์ภาควิชาพืชไร่นา, 2547; วาสนา, 2548)

สำหรับกากงาที่เป็นผลพลอยได้จากการสกัดน้ำมันงา จะมีส่วนประกอบคุณค่าสารอาหารที่เหลืออยู่ได้แก่ ความชื้นร้อยละ 7.92 โปรตีนร้อยละ 30.56 ไขมันร้อยละ 27.83 เถ้าร้อยละ 5.72 เยื่อใยร้อยละ 6.22 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 28.14 และเมื่อนำกากงาไปสกัดน้ำมันด้วยสารทำละลาย  แล้วระเหยสารทำละลายออก นำไปบดให้ละเอียดจะได้แป้งงา ซึ่งแป้งงาจะมีความชื้นร้อยละ 2.19 โปรตีนร้อยละ 41.15 ไขมันร้อยละ 1.49 เถ้าร้อยละ 6.15 เยื่อใยร้อยละ 3.26 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 49.02 ซึ่งในกากงามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น เมทไธโอนีน ซีสตีน และทริฟโตเฟน แต่มีปริมาณไลซีนและทรีโอนีนต่ำ (Yamauchi et al., 2006) และในแป้งงาพบปริมาณไลซีนและไอโซไลซีนต่ำกว่าปริมาณที่ FAO กำหนด แต่มีปริมาณทรีโอนีน วาลีน เมทไธโอนีน ลูซีน ฟีนิลอะลานีน และอาร์จีนีน สูงกว่าปริมาณที่ FAO กำหนด (Rivas et al., 1981) นอกจากนี้ยังพบว่าในกากงามีกรดออกซาลิค (oxalic acid) และกรดไฟติค (phytic acid) สูง ซึ่งมีผลต่อการนำแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และเหล็ก ไปใช้ประโยชน์ (เสกสม, 2545)