โรคและแมลงศัตรูของงา

การปลูกงาในประเทศไทยมีโรคที่เข้าทำลายงาที่สำคัญดังนี้คือ

โรคเน่าดำ หรือโรคลำต้นเน่า (Macrophomina phaseolina) อาการ ใบเหลือง ต้นเหี่ยว ยืนต้นตาย   ลำต้นเน่าแห้งเป็นสีน้ำตาล เปลือกติดแน่นกับลำต้น ฉีกดูภายในจะกลวงแฟบ มีจุดเล็กๆ สีดำคล้ายผงถ่านกระจายบริเวณรากและลำต้นที่เน่าแห้ง ฝักงาจะแห้งและแตก ทำให้เมล็ดร่วง เมล็ดงาจากต้นเป็นโรคจะลีบเล็ก เชื้อราติดไปกับเมล็ดและเศษซากพืชที่เป็นโรค สำหรับในแหล่งที่มีการระบาดของโรค ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมีก่อนปลูก เช่น เบนเลท คาเบนดาซิม เดลซีน เอ็ม เอ็กซ์ ในอัตรา 0.1 - 0.3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเมล็ด

โรคเหี่ยวหรือโรคต้นเน่าดำ (Pseudomonas solanacearun) อาการต้นเหี่ยว ยืนต้นตายเป็นหย่อมๆ ระยะแรกจะเห็นรอยปะสีขาวใสกระจายตามลำต้น ลำต้นโป่งนูนหรือปริแตก เมื่อผ่าลำต้นตามขวางดูจะเห็นเนื้อเยื่อภายในเน่าช้ำเป็นสีน้ำตาลบริเวณรอยต่อของเปลือกกับแกนต้น เมื่อบีบจะพบน้ำ เยิ้ม สีขาวขุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรค ไหลออกมา ควรถอนต้นที่เริ่มแสดงอาการและเก็บเศษซากพืชที่เป็นโรคเผาทำลายนอกแปลงปลูก และควรช้พันธุ์ต้านทาน ได้แก่ งาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 1

โรคยอดฝอย หรือโรคพุ่มไม้กวาด เกิดจากเชื้อไมโครพลาสมา ต้นงามีอาการใบเล็ก ยอดมีลักษณะเป็นฝอยหรือกระจุกเหมือนพุ่มไม้กวาด กลีบดอกเป็นสีเขียวคล้ายใบ ไม่ติดฝัก หรือติดฝักน้อยมาก มีเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะ เชื้อเข้าทำลายในระยะต้นกล้าถึงระยะการเจริญเติบโตอื่น ๆ เมื่อโรคเริ่มระบาดให้พ่นสารป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่น เช่น เซฟวิน อโซดริน ไดเมธโรเอท ในอัตรา 40-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในระยะก่อนออกดอก 1-2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 7-10 วัน

 

                                                                                    ที่มา: วาสนา (2550)

ต้นงาที่เป็นโรคยอดฝอย

          งามีแมลงศัตรูที่สำคัญหลายชนิด ทั้งพวกกัดกินใบ ปากดูดและแมลงพาหะนำโรคมาสู่ต้นงา ซึ่งแมลงศัตรูที่สำคัญที่เข้าทำลายงาในแต่ละระยะการเจริญเติบโตมีดังนี้

หนอนห่อใบงา เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญที่สุดของงา โดยจะเข้าทำลายทุกส่วนของงาและในทุกระยะการเจริญเติบโตเริ่มตั้งแต่งางอกพ้นผิวดินจนถึงระยะติดดอกออกฝัก มีลักษณะการทำลายโดยตัวหนอนจะชักใย ดึงเอาใบที่ส่วนยอดมาห่อหุ้มตัวไว้และกัดกินอยู่ภายใน แต่ละยอดอาจจะมีตัวหนอน 1-5 ตัว ระยะออกดอกจะกินดอกทำให้ดอกร่วง ส่วนระยะติดฝักจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในฝัก มักพบการเข้าทำลายในการปลูกงาต้นฝน หนอนชนิดนี้ทำความเสียหายได้ 27-40 เปอร์เซ็นต์ ควรใช้สารสกัดสะเดาเข้มข้น  50-20 พีพีเอ็ม อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน เริ่มตั้งแต่อายุ 5 วัน จะทำให้ผีเสื้อวางไข่ลดลง และทำให้หนอนวัยแรกตาย 80-100 เปอร์เซ็นต์ หากพบการระบาด (พบหนอน 2 ตัวต่อแปลงยาว 1 เมตร) ให้พ่นสารไตรอะโซฟอส หรือ คาร์โบซัลแฟน หรือ แลมบ์ด้าไซฮาโลทริน หรือไซฟลูทริน หรือใช้พันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์มหาสารคาม 60 ชัยบาดาล นครสวรรค์ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี 1

หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก หรือหนอนแก้ว เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของงาอีกชนิดหนึ่ง จะเข้าทำลายโดยกัดกินใบงาเหลือแต่ก้านใบและลำต้น ตัวหนอนชอบหลบอยู่ใต้ใบทำให้สังเกตได้ยาก เพราะมีสีเขียวคล้ายต้นงา และสามารถเข้าทำลายระยะงาเริ่มแตกใบจริงจนถึงติดฝัก หากมีหนอนชนิดนี้ระบาด (พบหนอน 1 ตัว ต่อแถวงายาว 1 เมตร) ให้ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดาเข้มข้น 100 พีพีเอ็ม อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ใช้พันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์มหาสารคาม 60 ชัยบาดาล นครสวรรค์ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี 1 นอกจากนี้ไม่ควรทำลายแมลงวันก้นขน และแตนเบียน เพราะเป็นแมลงศัตรูที่ทำลายหนอนผีเสื้อหัวกระโหลก

 

 

 หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก

แมลงกินูนเล็ก ทำความเสียหายให้กับต้นงาได้อย่างรวดเร็ว การระบาดขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและสภาพพื้นที่ มักทำลายต้นงาในระยะติดฝักในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะหลบอยู่ตามต้นไม้ใหญ่รอบๆ แปลงปลูก ดังนั้นควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงไว้ก่อน

เพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวันจะอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบและยอดอ่อนของงา นอกจากนี้เพลี้ยจักจั่นยังเป็นแมลงพาหะนำโรคยอดฝอยมาสู่งาอีกด้วย ทำให้งาแสดงอาการยอดแตกเป็นพุ่มฝอยไม่ติดฝัก โดยช่วงที่เหมาะสมต่อการเกิดโรคคือ เมื่องามีอายุ 30-60 วัน

มวนเขียวข้าว พบมีการระบาดทั่วไปในแหล่งปลูกงา โดยเฉพาะการปลูกงาตามหลังข้าว จะเกิดการระบาดอย่างต่อเนื่องและรุนแรง เพราะเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของข้าว ตัวอ่อนฟักใหม่ๆ จะอยู่รวมกลุ่มกันดูดกินน้ำเลี้ยง บริเวณยอดของงาบางต้นจะมีสีดำเนื่องจากตัวอ่อนของมวนเขียวข้าวรวมตัวกันดูดกินน้ำเลี้ยง เมื่อมวนโตขึ้น ลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้วจะแยกไปดูดกินน้ำเลี้ยงตามต้น อื่นๆ ในช่วงงาเริ่มออกดอกและติดฝัก หากมีมวนเขียวข้าวทำลายอย่างรุนแรงฝักจะติดลดลง

มวนฝิ่น เป็นแมลงปากดูดขนาดเล็ก ตัวอ่อนมีสีเขียว ตัวเต็มวัยมีสีเหลือง หรือน้ำตาลอมดำ ทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบอ่อน ดอก และฝักอ่อน ใบอ่อนที่ถูกทำลายจะมีการเจริญเติบโตช้า ใบที่โตขึ้นมีลักษณะเรียวเล็ก บิดงอมีสีเหลืองและมีรูโหว่ ทำให้ใบขาดเป็นรู กระจายโดยทั่วไป ถ้าเข้าทำลายรุนแรง ต้นงาจะแสดงอาการเหี่ยวเฉาได้ ควรใช้พันธุ์ต้นทาน เช่น พันธุ์นครสวรรค์และอุบลราชธานี 1

ไรขาวพริก ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่รวมกลุ่มดูดน้ำเลี้ยงใต้ใบ ทำให้ใบหนา ขอบใบม้วนลง ยอดหงิก ต้นเตี้ย แคระแกรน ถ้าระบาดรุนแรงทำให้ดอกร่วง ติดฝักน้อย มักพบระบาดที่ส่วนยอด ควรพ่นสารไดโคโฟล

แมลงศัตรูงาที่ควรระมัดระวังมากที่สุด คือ หนอนห่อใบงา ซึ่งจะเข้าทำลายทุกระยะการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในระยะกล้า รองลงมาคือ หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก ให้หมั่นตรวจดูแปลงถ้าพบไข่หรือตัวหนอนให้เก็บหรือจับไปทำลาย เนื่องจากไข่หรือตัวหนอนมีขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจน เป็นวิธีป้องกันที่ดีและประหยัด การใช้สารเคมี ควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ก่อนใช้ควรตรวจนับจำนวนแมลงศัตรูก่อน ถ้าพบในปริมาณมากถึงระดับเศรษฐกิจจึงค่อยทำการฉีดพ่นด้วยสารเคมี ตัวอย่าง เช่น พบหนอนห่อใบงาจำนวน 2 ตัว ต่อแถวงายาว 1 เมตร หรือหนอนผีเสื้อหัวกะโหลกจำนวน 1 ตัว ต่อแถวงายาว 1 เมตร จึงใช้สารเคมีฉีดพ่น เพราะการใช้สารเคมีมากหรือบ่อยครั้งเกินไป นอกจากจะทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูงาแล้ว ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอีกด้วย การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูงาที่ดี ควรใช้วิธีผสมผสาน โดยหมั่นตรวจแปลงงาอยู่เสมอ ควรเลือกใช้วิธีการป้องกันกำจัดโดยวิธีอื่นๆ ก่อน ถ้าไม่ได้ผลจึงค่อยใช้การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมี เช่น ใช้แสงจากหลอดไฟดักผีเสื้อ เก็บไข่หรือจับตัวหนอนมาทำลาย และจับแมลงที่บริโภคได้มารับประทาน เป็นต้น การใช้สารเคมีให้พิจารณาใช้สารเคมีที่กำจัดแมลงอย่างได้ผลและมีราคาไม่แพงเกินไป อย่าใช้สารเคมีชนิดเดียวติดต่อกันนานๆ ควรเปลี่ยนชนิดของสารเคมีบ้างเพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง

 สรุปชนิดของแมลงที่เข้าทำลายต้นงาในระยะการเจริญเติบโตต่าง ๆ

ระยะกล้า

(7-15 วัน)

ระยะก่อนออกดอก

(15-30 วัน)

ระยะออกดอก

(30-40 วัน)

ระยะติดฝัก

(35-60 วัน)

หนอนห่อใบ

หนอนห่อใบ

หนอนห่อใบ

หนอนห่อใบ

 

หนอนผีเสื้อหัวกระโหลก

หนอนผีเสื้อหัวกระโหลก

หนอนผีเสื้อหัวกระโหลก

 

เพลี้ยจั๊กจั่น

ไรขาว

แมลงกินูน

 

มวนฝิ่น

มวนฝิ่น

มวนเขียวข้าว

 

หนอนแมลงวันเจาะลำต้น

เพลี้ยไฟ

มวนฝิ่น